บทที่ 2 ตอนที่ 2 แม่สามีกับลูกสะใภ้
ตอนที่ 2 แม่สามีกับลูกสะใภ้
จางจิ้งอีนั่งเอนกายใบหน้าซบลงที่ต้นแขนที่วางพาดกับขอบหน้าต่าง ดวงตาเหม่อลอยออกไปในความมืด สีชาดและเครื่องประทินโฉมเปรอะเปื้อนไปทั้งใบหน้า แต่กระนั้นนางก็ยังดูงดงามเช่นเคย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูปลุกให้นางตื่นจากภวังค์ความเศร้า นางรีบหยัดกายขึ้น ขยับอาภรณ์สีแดงที่บาดตา แต่ถึงแม้ชุดแต่งงานที่งดงามจะยังคงสภาพเดิม ทว่าห้องหอกลับเละเทะราวกับผ่านสมรภูมิการรบที่ดุดัน
“จางจิ้งอีเจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ให้ข้าเข้าไปหาเจ้านะ”
ยังไม่ทันให้เจ้าของห้องหอได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูห้องก็ถูกเปิดออก กลิ่นหอมของน้ำปรุงดอกไม้ ลอยตามสายลม มาพร้อมกับร่างอรชรในชุดสีแดง หากมองเพียงผิวเผิน อาจจะไม่รู้ก็ได้ว่า ผู้ใดกันแน่คือเจ้าสาวในวันนี้
“ตายจริงเหตุใดห้องหอจึงได้เป็นเช่นนี้ บ่าวรับใช้หน้าตายเหล่านั้นหายไปไหนหมด แล้วซื่อจื่อเล่า...เจ้าปล่อยให้ซื่อจื่อออกไปได้อย่างไรกัน เฮ้อ...สาวใช้เรือนอี้กังไปตามข้ามา บอกว่าพวกเจ้ามีปากเสียงกันหรือ แต่นี่มันวันเข้าหอเชียวนะ อีอีเจ้าฟังข้าสักคำ แต่งให้ไก่ก็ต้องอยู่กับไก่ เจ้าแต่งให้ซื่อจื่อแล้ว อย่างไรก็ต้องหัดเอาอกเอาใจสามีบ้าง”
จางจิ้งอีก้มหน้าลงมองปลายเท้าของตนเอง ทว่าข้อมือนางก็ถูกกุมและจับจูงลงมานั่งที่โต๊ะกลางห้อง น้ำชาที่เย็นชืดถูกเทลงในจอก
“ตายจริง! แม้แต่น้ำชาก็ไม่มีผู้ใดเตรียมให้เลยหรือ รอข้าสักเดี๋ยวนะ” ร่างอรชรในชุดสีแดงเดินบิดกายไปยังหน้าประตูห้อง จางจิ้งอีฟังเสียงหวานที่ปั้นแต่งให้ดุดัน สั่งสาวใช้ที่ยืนรอรับใช้ฮูหยินท่านโหวอยู่ด้านนอก ขานรับอย่างเชื่อฟัง
ใช่แล้ว...สตรีผู้นี้ก็คือเซียวฮูหยินแห่งจวนเซียวเฉิงโหว จูลู่ซือ! หากกล่าวกันว่าจางจิ้งอีคือหญิงงามอันดับสองของเมืองลั่วหยาง เมืองหลวงแห่งแคว้นสือจ้าวแห่งนี้ อันดับหนึ่งก็หนีไม่พ้นจูลู่ซือผู้นี้ และนับจากที่หญิงงามทั้งสองต่างก็แต่งเข้าจวนโหว มีผู้ใดบ้างจะไม่ริษยา มีผู้ใดบ้างไม่อิจฉา สองพ่อลูกตระกูลเซียวที่ได้ครองหญิงงามที่สุดในเมืองหลวงนี้ไป
แต่นั่นก็เป็นเพียงลมปากของเหล่าผู้คนเท่านั้น เพราะความจริงแล้ว จะมีเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ที่ใดกัน และหากให้มองไปทั่วทั้งแคว้น จะมีแม่สามีคนไหนบ้าง ที่หวังดี!...เข้ามาในห้องหอของลูกสะใภ้ ตั้งแต่วันแรกเช่นนี้ หากเป็นมารดาแท้ ๆ ของซื่อจื่อ ก็อาจจะคิดได้ว่า มารดารักบุตรชายมากเกินไป แต่จูซื่อผู้นี้ดันเป็นแม่เลี้ยง! แม่เลี้ยงที่อายุเท่ากันกับลูกสะใภ้อีกด้วย
เพียงไม่นานอาหารและน้ำชาก็ถูกจัดตั้งอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะ เหล่าสาวใช้ค้อมตัวก้มหน้าลง จัดโต๊ะเสร็จก็ย่อกาย หายออกไปจากห้อง ทุกการกระทำเต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ ไม่มีแม้แต่เสียงอาภรณ์จะเสียดสีกัน นี่สินะถึงจะสมกับเป็นจวนใหญ่
จวนที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งและประทานป้ายชื่อให้ด้วยพระองค์เอง เซียวเฉิงโหว แปลว่าท่านโหวผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ นั่นก็เพราะท่านโหวเซียวซางอู่บิดาสามีผู้นี้ สร้างผลงานในสนามรบมานับไม่ถ้วน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงจะเป็นขับไล่ชาวหมานออกจากด่านเหนือกระมัง จางจิ้งอีควรจะดีใจที่ได้เกี่ยวดองกับจวนโหว แต่ทำไมนางกลับขมขื่นเหลือเกิน
“ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลย อาอีเจ้ากินเสียหน่อยเถอะ อย่าปล่อยให้ท้องตัวเองทรมานเชียว เรื่องเจ๋อหย่วนเดี๋ยวข้าจะพูดให้เจ้าเอง ใช้ได้ที่ใดกันทิ้งเจ้าสาวให้เฝ้าห้องหอผู้เดียว หากผู้อื่นรู้เข้า เจ้าจะไม่ถูกหัวเราะเยาะหรอกหรือ เจ้าวางใจเถอะ ถึงแม้ตามศักดิ์แล้วข้าจะเป็นแม่สามีเจ้า แต่ความจริงเราทั้งคู่ต่างก็เป็นสหายกัน เรื่องเล็กแค่นี้เจ้าอย่าได้เอามาใส่ใจ”
เป็ดอบน้ำผึ้งถูกคีบเอามาใส่ในชามข้าวของจางจิ้งอี นางเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองแม่สามี ที่ดูหวังดีกับนางเป็นอย่างมาก
“ข้าไม่กินเป็ด”
“เหตุใดถึงไม่กินเล่าเจ้าคะฮูหยินน้อย ฮูหยินของบ่าวอุตส่าห์มีน้ำใจ สั่งห้องครัวเตรียมอาหารให้ท่าน เพราะฮูหยินรู้ดีว่าวันนี้จะต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ช่างไม่เห็นค่าน้ำใจผู้อื่นเสียเลย”
“แม่นมหุบปากนะ ใครใช้ให้เสียมารยาทกับอาอี ตบปากของเจ้าเสีย” เสียงหวานตวาดกร้าว แม่นมคุกเข่าลงดังตุบ มืออวบยกขึ้นฟาดริมฝีปากตนเองเบา ๆ
“บ่าวผิดไปแล้ว ขอฮูหยินอย่าถือโทษเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยบ่าวปากพล่อย บ่าวจะตบปากตนเองเดี๋ยวนี้”
เพียะ ๆ เสียงตบปากเบาราวกับลมพัดดังขึ้นเพียงสองครั้ง ก่อนที่เจ้าตัวจะหยุดลง จางจิ้งอีหัวเราะหยันอยู่ในใจ นางยกจอกชาขึ้นจิบไม่อยากมองงิ้วฉากนี้อีก
“อาอีเจ้าอย่าได้เป็นเช่นนี้เลย กินอาหารเสียหน่อย ข้าบอกแล้วว่า เรื่องเจ๋อหย่วนให้เป็นหน้าที่ข้า อย่างไรเขาก็ฟังข้าอยู่บ้าง เอาเถอะ ๆ ต่อไปนี้เจ้าก็อย่าไปยั่วโมโหเขาเล่า อาหย่วนเป็นคนจิตใจดีจะตายไป เจ้าก็รู้” จูลู่ซือยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก หัวเราะเหมือนเขินอาย แต่นางมีสิทธิ์เขินอายด้วยหรือ อาหย่วนที่นางกล่าวถึงคือลูกเลี้ยงของนาง จางจิ้งอีพยักหน้าเพียงเล็กน้อยแม่สามีจึงเกลี้ยกล่อมขึ้นมาอีก
“วาสนาของเจ้าแล้วที่ได้แต่งบุรุษอันดับหนึ่งแห่งลั่วหยางเป็นสามี อย่าได้เอาใจตนเองนัก อย่าลืมว่าเจ้ามิใช่คุณหนูสกุลจางแล้ว เจ้าเป็นฮูหยินน้อยจวนโหว นิสัยเดิม ๆ ก็โยนทิ้งไปเสียบ้าง เช่นนั้นสามีจะรักเจ้าได้อย่างไร เฮ้อ...อย่าหาว่าข้าพูดมากเลยนะ ข้ากับเจ้าเป็นสหายกัน ข้าย่อมหวังดี”
“ข้ารู้” จางจิ้งอีตอบออกไปเพียงสั้น ๆ ไม่คิดจะต่อบทสนทนาใด ๆ กับแม่สามีวัยเยาว์ผู้นี้อีก เพราะบัดนี้ทั้งหัวใจทั้งร่างกายนางก็เหนื่อยล้าเต็มทนแล้ว อยากจะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ขึ้นตั่งนอนสักที แต่ก็ดูเหมือนว่าจูซื่อจะยังไม่สาแก่ใจ นางยังคงคีบอาหารให้กับลูกสะใภ้อย่างเอาใจ ถึงแม้อาหารจะล้นชาม นางก็มิได้หยุดมือ ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าลูกสะใภ้จะกินหรือไม่
“รู้ก็ดี ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนรู้ความเสมอ เอาละดึกป่านนี้แล้ว ท่านโหวคงจะกลับห้องแล้ว หากไม่เจอข้าเกรงว่าจะเป็นเรื่อง...อิอิ เจ้าก็พักผ่อนเถอะ ข้าเองก็จะกลับเรือนต้าเหนิงแล้ว” หากจางจิ้งอีเป็นบุรุษ ก็คงจะอดหลงรูปลักษณ์อันงดงามของแม่สามีมิได้ ก็ดูเอาเถิดแค่เพียงปิดปากหัวเราะน้อย ๆ ก็ยังน่ามองถึงเพียงนี้ หากเขาจะตัดใจไม่ได้ ก็ไม่แปลกอันใด
“เจ้าค่ะ ท่านแม่เดินระวังด้วย” ร่างอรชรของจูลู่ซือชะงักค้าง มือที่กำพัดบีบเข้าหากันแน่น ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็ปรับสีหน้ามาอ่อนหวานเหมือนเช่นเดิม
“เจ้ามีน้ำใจแล้ว อาอีความจริงข้าเองก็ไม่รู้ควรจะพูดหรือไม่ แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าคิดมาก วันนี้เจ้าเรียกข้าว่าท่านแม่ นั่นย่อมเพราะข้าเป็นแม่สามีของเจ้า ข้าแต่งให้ท่านโหวแล้ว เรื่องราวในอดีต ไม่ว่าอาหย่วนจะเคยคิดเช่นไรกับข้า นั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หวังว่าเจ้าจะลืมเลือนมันไป ข้ากับอาหย่วนเองก็เช่นกัน” คำพูดเช่นนี้หากไม่พูดคงจะดีเสียกว่า เกรงว่าแม่สามีผู้นี้อยากให้นางจำมากกว่าลืมกระมัง
“ได้...ข้าเชื่อฟังท่านแม่” แต่ถึงอย่างนั้นฮูหยินน้อยหมาด ๆ ก็ทำได้เพียงรับฟังและเชื่อฟังเท่านั้น
“ดี ดี เจ้าเป็นเด็กดีเสมอ พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้หากตื่นไม่ไหว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบไปยกน้ำชาคารวะข้ากับท่านโหว เอาไว้ข้าจะบอกท่านโหวเอง”
“ข้ารู้ ขอบคุณท่านแม่” จูลู่ซือยิ้มพลางผงกหัว นางยื่นมือออกไป แม่นมหวังรีบเข้ามาประคอง และพากันเดินออกไปจากห้องหอที่เปล่าเปลี่ยว
“ฮูหยินก็จริง ๆ เลย ไม่น่าไปสงสารคนเช่นนี้เลย บ่าวบอกท่านแล้ว ท่านเคยเชื่อบ่าวหรือไม่ หึ...คุณหนูจางผู้นี้เสแสร้งเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ดูเอาเถิดรู้ทั้งรู้ว่า ซื่อจื่อเป็นคนรักเก่าของท่าน นางผู้เป็นสหาย ยังกล้าแย่งชิง ท่านแต่งเข้าจวนโหวไม่ทันไร นางก็สร้างอุบายแต่งกับซื่อจื่อตามทันมา บ่าวมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า นางแพศยาผู้นี้ อยากจะแย่งชิงคนรักท่านแต่แรกแล้ว”
“แม่นมหวัง อย่าได้พูดเช่นนี้ให้ข้าได้ยินอีก ถึงอย่างไรอาอีก็เป็นสหายสนิทข้า อีกอย่างข้ากับเจ๋อหย่วนไร้วาสนาต่อกัน ต่อให้เขาไม่ตบแต่งอาอีเข้ามา เขาก็ต้องแต่งผู้อื่นอยู่ดี ข้ายังรู้สึกขอบคุณนางด้วยซ้ำ ที่ดูแลอาหย่วนแทนข้า อย่างน้อย ๆ คนทั้งคู่ก็อยู่ในสายตาข้าไม่ใช่หรือ” แววตาที่เคยอ่อนโยนพลันแข็งกร้าวขึ้น จ้องมองไปยังห้องหอที่เพิ่งเดินออกมา ก่อนจะแสยะยิ้มหยัน คิดจะแข่งกับข้าหรือ ฝันไปกระมัง
แม่นมหวังทำท่าจะพูดอะไรออกมาอีก แต่จูลู่ซือก็ตัดบททิ้งปิดโอกาสให้แม่นมคนสนิทได้กล่าววาจา ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ ในเมื่อจางจิ้งอีกล้าแต่งให้บุรุษของนาง ก็หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ผิดหวัง ต่อจากนี้ก็ใช้ชีวิตในจวนโหวให้ดีก็แล้วกัน
ฮูหยินท่านโหวสะบัดตัวเดินกลับไปที่เรือน ไม่สนใจแม่นมชราที่วิ่งตามด้วยความไม่สบายใจ
“เจ้ามาแล้วเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม พลางวางตำราที่นอนอ่านลงบนตั่ง
“ท่านโหว กลับมาตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะ เป็นซือเอ๋อร์ที่ผิดเอง ไม่รอปรนนิบัติท่าน แต่ข้าเป็นห่วงสหาย ไม่รู้ซื่อจื่อกับอาอีมีปากเสียงเรื่องอันใดกัน บ่าวเรือนอี้กังจัดการไม่ได้ จึงมาตามข้าไปดู เฮ้อ...”
“ช่างเถิด ๆ เรื่องของผัวเมีย เจ้าก็อย่าไปใส่ใจนักเลย หรือหากเจ๋อหย่วนทำไม่ถูกต้อง เจ้าในฐานะมารดาก็อบรมสั่งสอนเสีย รวมทั้งลูกสะใภ้ของเจ้าด้วย ในจวนโหวนี้ ข้าให้สิทธิ์เจ้าเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างอรชรโผเข้าซบอกแกร่ง มือเรียวโอบลำคอใบหน้าคลอเคลียที่ปลายคางสาก
“ท่านโหวดีต่อซือเอ๋อร์นัก เป็นบุญวาสนาของข้าแล้ว ที่มีสามีเช่นท่าน” ม่านมุ้งถูกผู้เป็นสามีกระตุกลง พร้อมกับสายมุ้งที่สั่นไหว กับเสียงครางหวานที่ดังแผ่วเบา บรรยากาศแสนหวานผิดกับอีกเรือน ที่ประดับด้วยของมงคล แต่กลับเงียบเหงา ฮูหยินเหมือนกัน แต่ไม่อาจเทียบกันได้ สตรีที่ถูกรัก และสตรีที่ถูกรังเกียจ จะเทียบกันได้อย่างไร
