บทที่ 4 ตอนที่ 4 ยกน้ำชาผู้เดียว

ตอนที่ 4  ยกน้ำชาผู้เดียว

จางจิ้งอียังจำได้ดีถึงสีหน้าที่ตกตะลึงของบิดา แต่เพียงไม่นาน บิดานางก็เปลี่ยนจากโทสะมาเป็นความยินดีอย่างบ้าคลั่ง จากเรื่องเล็ก ๆ ที่พอจะเจรจากันได้ บิดานางก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่เพียงแต่ผู้เฒ่าสกุลจางที่ตอนแรกคงถูกจางฮูหยินตามให้มาเป็นพยานในการขับไล่นางออกจากตระกูล แต่ทว่ากลับกลายมาเป็นพยานมัดตัวเซียวซื่อจื่อแทน

ทั้งยังมีท่านโหวที่ถูกบิดานางไปโวยวายใหญ่โตในงานมงคล ท่านโหวจึงต้องตามมาพูดกับบิดานางที่คล้ายคนเสียสติอยากเกี่ยวดองกับผู้สูงศักดิ์เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีเซียวฮูหยินคนใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้าจวนตามมาอีกด้วย จางชิงผิงไม่คิดบ้างว่าคนเขาเพิ่งเริ่มพิธีคำนับเป็นสามีภรรยา ยังไม่ทันเข้าหอก็ถูกสกุลจางก่อกวน หลังแต่งงานชีวิตในจวนโหวของบุตรสาวจะเป็นอย่างไร...

เสียงถอนหายใจดังออกมาจากห้องอาบน้ำ สาวใช้ที่เงี่ยหูฟัง ได้ยินเข้าก็รีบส่งเสียงถาม

“คุณหนูอาบน้ำเสร็จหรือยังเจ้าคะ ให้บ่าวเข้าไปได้หรือไม่” เสียงเรียกของสาวใช้ ปลุกให้ความคิดที่ล่องลอยของจางจิ้งอีกลับคืนมา นางขยับตัวพิงอ่างน้ำ บัดนี้เพิ่งจะรู้ว่า น้ำที่อาบไร้ซึ่งความร้อนไปนานแล้ว

“เข้ามาเถิด” จื่อเยว่และเย่ฮัวรออยู่ที่หน้าห้องอาบน้ำนานมากแล้ว ได้รับคำอนุญาตก็รีบพากันเข้ามาปรนนิบัติเจ้านาย

ในจวนโหวที่ใหญ่โต ทว่ายามดึกสงัดกลับเงียบเชียบยิ่งกว่าอารามบนเขาเสียอีก บ่าวรับใช้ก็ทำงานกันอย่างเป็นระเบียบ ผิดกับจวนป๋อเล็ก ๆ ของบิดานาง จางจิ้งอีปล่อยให้สาวใช้แต่งกายให้จนเสร็จ แล้วจึงโบกมือให้ทั้งคู่กลับไปพักเป็นรอบที่สอง แต่กระนั้นก็รู้ดีว่า พวกนางคงเฝ้ารอที่หน้าประตูห้อง แต่ก็ดีที่ห้องข้าง ๆ มีห้องเล็กเอาไว้ให้สาวใช้นอนพักอยู่บ้าง

นี่นับเป็นคืนแรกที่หญิงสาวต้องเปลี่ยนที่หลับนอน ห้องหอห้องนี้ไม่ได้ใหญ่โต หากจะว่าไปก็ใหญ่กว่าห้องนางที่จวนป๋ออยู่ดี แต่ในความรู้สึกของนางไม่ว่าอยู่ที่ไหนมันช่างเงียบเหงา และหนาวเหน็บไม่ต่างกัน

เจ้าสาวหมาด ๆ นั่งรอบนตั่งอยู่นานมากแล้ว ครั้นเห็นว่าอีกไม่กี่ชั่วยามจะเช้า นางก็ยิ้มหยันออกมา นั่นน่ะสิเฝ้ารออะไรกัน เขาหรือจะกลับมา มิใช่เขาบอกแล้วหรือว่า ไม่อยากร่วมหอกับนาง  

ร่างอรชรเอนตัวลงนอน ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมา จางจิ้งอีไม่รู้ว่าหากนางสามารถกักเก็บน้ำตาที่หลั่งไหลได้จริง ป่านนี้มิใช่ว่าจะมีแม่น้ำลั่วสายที่สองแล้วหรือ แต่จะอย่างไรได้ ชีวิตนี้ทำได้เพียงแอบร่ำไห้ผู้เดียวเงียบ ๆ เท่านั้น

ดวงจันทราลอยต่ำคล้อยลงจากท้องฟ้า อีกเพียงไม่นาน พระอาทิตย์เจิดจ้าก็จะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนมาอีกครา แต่เหตุใดกันแสงสว่างนั้น ไม่เคยส่องมาถึงนาง จางจิ้งอีสะบัดตัวไล่ความเมื่อยล้า เป็นคืนแรกที่อยู่ในจวนโหว แต่นางกลับไม่อาจข่มตาหลับได้เลย ไม่ใช่เพราะแปลกที่ เพราะที่ไหน ๆ ก็ไม่นับว่าเป็นที่ของนาง ในเมื่อไม่หลับ นางจึงลุกขึ้นแต่งตัวเพื่อรอไปพบผู้ใหญ่สกุลเซียวในยามเช้าเสียเลย

......

“ไปกันเถอะ” เสียงถอนหายใจดังมาจากร่างอรชรที่นั่งอยู่กลางห้อง นางนั่งอยู่เช่นนี้มาหนึ่งชั่วยามแล้ว หากยังรออีกก็คงจะสายมากแล้ว

“แต่ว่า...ซื่อจื่อ” เย่ฮัวเอ่ยค้าน จะไปได้อย่างไร มีที่ใดบ้างสะใภ้ไปยกน้ำชาคารวะบิดามารดาสามีผู้เดียว อย่างไรคุณหนูใหญ่ของนางก็ต้องรอผู้เป็นสามีก่อน ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยจนครบประโยค ก็ถูกจื่อเยว่ใช้ศอกกระทุ้งห้ามเสียก่อน

“คุณหนูรับอาหารเช้าก่อนไปดีหรือไม่เจ้าคะ” ถึงจะไปคนเดียวหรือสองคนก็ต้องไป

“ไม่ละ ข้ายังไม่หิว ไปกันเถอะเดี๋ยวจะสายไปกว่านี้”  จางจิ้งอีลุกขึ้นจัดอาภรณ์ที่เรียบร้อยอยู่แล้ว ให้เรียบร้อยยิ่งขึ้น นางเชิดปลายคาง แผ่นหลังตั้งเหยียดตรง ประสานมือไว้ที่หน้าท้อง และก้าวขาเดินออกไปอย่างสง่างาม

ภายในห้องโถงใหญ่สกุลเซียว จูลู่ซือฮูหยินใหญ่จวนโหวเดินไปเดินมาในห้องจนรองเท้าแทบสึกหรอ

“กู่มามาไปดูสิว่าซื่อจื่อกับฮูหยินน้อยตื่นหรือยัง หากยังไม่ตื่นก็แล้วไปเถิด วันนี้ท่านโหวต้องไปที่ค่ายทหารนอกเมือง ไปสายคงไม่ดี” ยามสั่งสีหน้าก็ดูกังวลจนคนเห็นปวดใจ และคนที่ปวดใจย่อมเป็นสามีวัยกลางคนของนาง

“ไม่เป็นอันใดหรอกฮูหยิน เจ้ามานั่งนี่เถิด ที่ค่ายมิได้เร่งด่วน จะสายสักหน่อยผู้ใดจะว่าข้าได้เล่า แต่เจ้าน่ะ หากยังเดินอีกข้าคงเวียนหัวแล้ว”

“ข้าก็แค่เป็นห่วงท่านโหว กลัวผู้อื่นจะครหาได้”

“เอาละ ๆ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นห่วง แต่มานั่งนี่เถอะ เจ้าชะเง้อเสียจนคอจะยาวออกไปนอกประตูแล้ว เจ้าไม่เมื่อยแต่ข้าปวดใจ มาเร็วเข้า” สาวใช้ได้ยินเสียงหยอกล้อของผู้เป็นนาย ก็พากันยกมือขึ้นปิดปาก ก้มหน้ายิ้มเขิน

จูลู่ซือเดินกระเง้ากระงอดมานั่งข้างสามี นางแสร้งยกมือขึ้นหยิกที่เอวสอบ พลางถลึงตาใส่ ทว่าในสายตาท่านโหว นางมิได้น่ากลัวแม้แต่น้อย แต่คล้ายเจ้าเสี่ยวเมา[1]น้อยที่แอบเข้ามาคุ้ยเขี่ยที่แปลงดอกไม้มากกว่า   

ถึงแม้ท่านโหวเซียวซางอู่จะเอ่ยวาจาเย้าหยอกฮูหยินตัวน้อยของตนเอง แต่กระนั้นในใจก็พลันเกิดความไม่พอใจต่อสะใภ้และบุตรชายขุมหนึ่ง เมื่อวันที่เขาแต่งจูลู่ซือเข้าจวน นางทั้งตื่นก่อนเขา ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนเขาเพิ่งจะรังแกนางไปหลายรอบ

แต่กระนั้นนางก็ไม่เคยใช้ความไม่สบายตัวมาบอกปัดการตื่นแต่เช้าไปยกน้ำชาให้มารดาเขา และนางยังไปก่อนที่มารดาเขาจะออกจากห้องเสียอีก ผิดกับสะใภ้และบุตรชาย ช่างไม่รู้ความ

เรื่องนี้ก็เรื่องหนึ่ง และเรื่องเมื่อคืนที่เขาได้ยินมาก็อีกเรื่องหนึ่ง เซียวซางอู่รู้ดีว่าฮูหยินตนเองและลูกสะใภ้เป็นสหายกัน ทั้งเมื่อคืนเจ้าลูกชายตัวดีก็สร้างเรื่องเอาไว้ จูซื่อก็หวังดีให้แม่ครัวยกอาหารไปให้ แต่ลูกสะใภ้กลับไม่ไว้หน้า ช่างทำให้คนชิงชังนัก น่ารังเกียจทั้งสกุลจางเลยกระมัง เรื่องในจวนต่อให้เขาไม่ถาม ก็ย่อมมีคนมารายงาน

จางจิ้งอีผู้ไม่รู้เลยว่ากำลังถูกบิดาสามีตำหนิอยู่ในใจ ผู้ใดจะไปคิดว่าแม่สามีวัยสาวของนางจะนึกครึ้มตื่นขึ้นมารับน้ำชาแต่เช้าถึงเพียงนี้

“มาแล้ว ๆ อาอีมานั่งนี่เร็วเข้า ตายจริงทำไมใบหน้าซีดเซียวถึงเพียงนี้ ซื่อจื่อก็จริงเชียว ท่านโหวท่านต้องตำหนิซื่อจื่อเสียบ้าง อาอีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผา[2]เสียเลย”

เซียวโหวยกมือขึ้นตบที่หลังมือภรรยาเบา ๆ ทว่าเมื่อหันมามองสะใภ้ตนเอง ดวงตาก็พลันแข็งกร้าว

“สะใภ้คารวะท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ”

จวนโหวหลังใหญ่ก็จริง ทว่ากลับมีเจ้านายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น สกุลเซียวเป็นทหารมาหลายรุ่น บรรพบุรุษต่างก็พลีชีพในสนามรบ ในจวนจึงเหลือเพียงเซียวซางอู่ ฮูหยินผู้เฒ่าและเซียวซื่อจื่อ แต่ปีนี้ก็เพิ่มจูซื่อและจางซื่อเข้ามาอีกสองคน

“หากร่างกายไม่แข็งแรงก็เพิ่มอนุเข้าไปในเรือนซื่อจื่อ รุ่นข้าทายาทน้อยแล้ว รุ่นถัดไปจะน้อยมิได้” ร่างที่กำลังย่อตัวพลันสั่นสะท้าน นางสูดลมหายใจขึ้น ไม่ได้ยินคำสั่งให้ลุก นางย่อมไม่อาจลุก

“เอาละ...เจ้าลุกขึ้นได้ เจ๋อหย่วนเล่าเหตุใดไม่มาพร้อมกัน” ครั้นเห็นว่าให้บทเรียนพอสมควร เซียวโหวก็โบกมืออนุญาตให้ลุก

“นั่นน่ะสิอาอี ซื่อจื่อไปไหนเล่า หรือว่ายังไม่ตื่น เจ้าก็จริงเชียวรู้ทั้งรู้ว่าหลังแต่งงานต้องมาคารวะท่านโหวกับข้า แล้วเหตุใดจึงไม่ปลุกซื่อจื่อ ปีนี้ท่านโหวตั้งใจให้ซื่อจื่อเข้าไปร่ำเรียนกับสหายที่สำนักศึกษาเหรินอี้ เจ้าเป็นภรรยาก็ต้องดูแลซื่อจื่อให้ดีรู้หรือไม่ ถึงข้าจะเป็นมารดาเลี้ยง แต่ก็ไม่สะดวกจะเข้าไปวุ่นวายมาก ด้วยอายุข้ากับซื่อจื่อนั้น เฮ้อ...เกรงว่าจะเป็นที่ครหาของผู้อื่น มีเจ้ามาดูแลข้ากับท่านโหวก็เบาใจ”

ปัง!

“ผู้ใดจะกล้า หากมีคนไม่รักชีวิตกล้าดูหมิ่นเจ้า ก็รักษาหัวมันเอาไว้ให้ดี!”

จางจิ้งอีสะดุ้งเฮือก เหลือบมองบิดาสามีที่ฟาดโต๊ะข้างมือจนแตกหัก เพียงแค่มารดาเลี้ยงสามีพูดแค่ไม่กี่ประโยค ท่านโหวก็หนุนหลังถึงเพียงนี้ แตกต่างกับนางเสียเหลือเกิน เพราะป่านนี้ไม่รู้ว่าสามีของนางไปอยู่ที่ใดกัน

“ว้าย! ท่านโหว เจ็บหรือไม่เจ้าคะ ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น เหตุใดต้องทำให้ตนเองบาดเจ็บด้วย กู่มามายกโต๊ะไปทิ้ง แม่นมหวังเตรียมชาเถิด ข้าต้องรีบกลับไปดูมือให้ท่านโหว ซื่อจื่อยังไม่ตื่นก็ปล่อยให้นอนไปเถิด”

จูลู่ซือโบกมือให้บ่าวรับใช้เข้ามาเก็บของ แต่เมื่อมองไปทางแม่นมหวัง ก็เห็นว่าแม่นมของตนเองมีสีหน้าไม่ดีนัก นางจึงเอ่ยปากถาม

“มีอะไรหรือแม่นมหวัง”

“เอ่อคือ...ซื่อจื่อไม่กลับจวนตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเจ้าค่ะ”

ตั้งแต่ต้นจนจบจางจิ้งอีไม่มีโอกาสเอ่ยวาจาใดแม้แต่ครึ่งประโยค เซียวฮูหยินเล่นงิ้วอยู่ฝ่ายเดียว โดยมีสามีของนางตอบรับเป็นบางครั้ง นางไม่เข้าใจและไม่อยากเข้าใจด้วยว่า อดีตสหายผู้นี้ต้องการสิ่งใดกันแน่ เหยียบย่ำนางให้จมธรณี แล้วอีกฝ่ายได้อันใด

แต่เรื่องพ่อแม่สามีก็หาใช่เรื่องที่นางจะโต้ตอบได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องของซื่อจื่อที่บัดนี้ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใดก็ตาม สะใภ้สกุลเซียว รับน้ำชาจากมามา และคุกเข่ายื่นให้ท่านโหวก่อนคนแรก จากนั้นก็ไปยกน้ำชาให้กับมารดาเลี้ยงสามี ต่อให้ไม่มีเซียวเจ๋อหย่วนมาด้วย ทว่าธรรมเนียมที่ต้องทำ อย่างไรนางก็ต้องทำ

“เอาเถิดเจ้าก็อย่าคิดมาก เอาไว้ข้ากับท่านโหวจะพูดกับซื่อจื่อให้เจ้าเอง ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ในห้องพระ กว่าจะออกมาก็เดือนหน้า เอาไว้เจ้าค่อยไปคารวะก็ยังไม่สาย ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ท่านโหวมีสิ่งใดจะสั่งสอนสะใภ้อีกหรือไม่เจ้าคะ” หากเป็นผู้อื่นพูดเช่นนี้กับสามี เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท ทว่าจูลู่ซือกลับกล้าทำ

“ไม่มี ให้นางกลับเรือนไปสำนึกตนเองให้ดี”  นี่มิใช่การตำหนิหรอกหรือ จางจิ้งอีแต่งเข้ามาวันแรก ก็ถูกบิดาสามีสั่งให้สำนึกตนเองแล้ว ไม่รู้ว่าเขาโกรธเรื่องวันแต่งที่บิดานางมาก่อกวน หรือไม่พอใจเรื่องที่นางไม่กินอาหารของมารดาเลี้ยง

“ลูกขอบคุณท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ ลูกจะกลับไปสำนึกตนเองให้ดี ขอท่านพ่อท่านแม่วางใจ ลูกขอตัว” นางย่อกายก่อนจะเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่

แต่เมื่อเดินกลับมาที่เรือน นางถึงได้รู้ว่า ห้องหอที่นางนอนเมื่อคืน มิใช่ห้องนอนที่เซียวเจ๋อหย่วนนอนประจำ เขาก็อุตส่าห์หาห้องในมุมอับมาให้นางได้ ช่างมีความสามารถเสียจริง ก็คิดอยู่แล้ว ห้องนอนซื่อจื่อเหตุใดจึงทั้งเล็กและแคบ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้


[1] 猫 [Māo เมา] แมว

[2] รักหยก ถนอมบุปผา หมายถึง ให้อ่อนโยนต่อผู้หญิง เหมือนที่ชอบหยก จึงถนอมหยก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป