บทที่ 7 ตอนที่ 7 เรือนอี้ถังต้องให้ฮูหยินน้อยดูแล

ตอนที่ 7 เรือนอี้ถังต้องให้ฮูหยินน้อยดูแล

ครั้นเมื่อทำแผลให้ตนเองเสร็จ จางจิ้งอีก็ก้าวผ่านต้นเถาจื่อ[1] ต้นใหญ่ที่อยู่ภายในสวนขนาดย่อมของเรือนอี้ถัง สวนที่เคยงดงามบัดนี้เต็มไปด้วยเศษใบไม้กิ่งไม้ ที่มีทั้งกิ่งแห้ง และกิ่งสดราวกับเพิ่งหักมันลงมาไม่นาน

หญิงสาวเหยียดริมฝีปากขึ้น เพียงแต่ต้องการกลั่นแกล้งนาง เขาถึงกับลงทุนแล้ว หากไม่รู้ยังคิดว่าพายุถล่มเพียงแต่จวนโหว ไม่สิ!...ถล่มแต่เพียงเรือนอี้ถังเท่านั้น

“คะ...คุณหนูใหญ่เจ้าคะ” จื่อเยว่เบิกตากว้างมองดูสมรภูมิรบตรงหน้าอย่างตกใจ

“มิใช่ว่าซื่อจื่อต้องการกลั่นแกล้งคุณหนูหรือเจ้าคะ เมื่อยามเฉิน[2]พวกเราไปคารวะท่านโหว และโหวฮูหยิน ในสวนยังสะอาดอยู่เลย แล้วเหตุใดยามนี้ถึงได้เป็นเช่นนี้เจ้าคะ” ไม่เพียงแค่จางจิ้งอีที่ตกใจ สองสาวใช้คนสนิทก็แทบจะทรุดตัวนั่งลงกองกับพื้นเช่นกัน

“จะเป็นเช่นไร พวกเราก็ต้องเก็บกวาด ซื่อจื่อสั่งให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น” หลังจากที่หายตกตะลึงแล้ว จางจิ้งอีก็เดินเข้าไปกลางสวน นางก้มลงเก็บกิ่งไม้ที่ถูกโยนเข้ามากอง ๆ ในสวนแห่งนี้ออกทีละชิ้น ทว่าข้อมือเล็กกลับปวดแปลบขึ้นมาอีกแล้ว

“เหตุใดซื่อจื่อต้องออกคำสั่งเช่นนี้เจ้าคะ ในจวนโหวใช่ว่าจะไร้บ่าวใช้แรงงานเสียหน่อย บ่าวเห็นด้วยกับอาเยว่ ซื่อจื่อตั้งใจกลั่นแกล้งพวกเราแน่ ๆ”

เย่ฮัวหยิบกิ่งไม้ไปพลาง น้ำตาไหลไปพลาง นางแค้นใจนัก ที่ไม่อาจพาคุณหนูหนีไปได้ เกิดเป็นสตรีจะไปไหนทำอะไรก็มีข้อจำกัดไปเสียหมด หากเป็นบุรุษก็คงไม่ถูกซื่อจื่อกลั่นแกล้งขนาดนี้ แต่ทำเช่นนี้มันเกินไปหรือไม่ ยังเห็นคุณหนูเป็นภรรยาอยู่หรือ

จางจิ้งอีแทบจะไม่ต้องคิด นี่ยังจะต้องสงสัยอันใดอีก เซียวเจ๋อหย่วนอุตส่าห์เข้าไปออกคำสั่งกับนางถึงในห้องเล็ก เจตนาเป็นเช่นไรจะไม่รู้เชียวหรือ เขาก็แค่อยากกลั่นแกล้งนางเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่า เมื่อครั้งที่อยู่จวนจางป๋อ งานใช้แรงงานใดบ้างที่หญิงสาวไม่เคยทำ

“พวกเจ้าไปเอาไม้กวาดกับตะกร้าจากเรือนด้านหลังมาเถิด รีบทำรีบเสร็จ หาไม่แล้วอาหารมื้อกลางวัน ก็คงไม่มีให้กินแล้ว”

ก็นั่นเพราะเซียวเจ๋อหย่วนเอ่ยปากออกมาเองว่า จวนโหวไม่เลี้ยงพวกไร้ประโยชน์ คอยดูหากงานที่เขาสั่งนางทำไม่แล้วเสร็จเขาย่อมต้องงดข้าว งดน้ำนางเป็นแน่ นางไม่กลัวหิว แต่กลัวว่าจะทำให้สาวใช้ทั้งสองต้องมาลำบากไปด้วยต่างหาก

“เจ้าค่ะ” สองสาวใช้กำลังจะเดินออกไปเอาของตามคำสั่ง แต่กลับมีมามาอาวุโสเดินเข้ามาเรียกตัวเอาไว้เสียก่อน

“ซื่อจื่อบอกให้พวกเจ้าสองคนไปเก็บสายบัวที่สระน้ำท้ายจวน ซื่อจื่อยังบอกอีกว่า ฮูหยินน้อยเป็นเจ้านายของเรือนอี้กัง เช่นนั้นแล้วงานในเรือนก็ยกให้ฮูหยินน้อยจัดการทั้งหมดด้วยตนเองเจ้าคะ” ยกให้ฮูหยินน้อยจัดการทั้งหมด มิใช่ยกให้ฮูหยินน้อยสั่งการ แต่ต้องลงมือทำเองต่างหาก

“อู๋มามาหากข้าสองคนไป แล้วทางนี้เล่า”

“ดูท่าสาวใช้ของฮูหยินจะเบาปัญญา หรือว่าหูไม่ดีกันแน่ คำสั่งซื่อจื่อข้าเองก็ไม่กล้าขัด พวกเจ้ากล้าขัดเช่นนั้นหรือ” อู๋มามาเชิดคอตั้ง ปรายตามองทั้งสามผ่านปลายจมูกอย่างดูแคลน

อู๋มามาก็เป็นเพียงสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ แต่หากจางจิ้งอีได้รับความรักจากสามี เช่นนั้นผู้ใดจะกล้ากำเริบกับนางเล่า หากจะโทษก็ต้องโทษบุพเพสันนิวาสที่ผิดพลาดของเฒ่าจันทรา หรือโทษบิดาที่โลภมากอยากเกี่ยวดองกับผู้สูงศักดิ์

ทว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงปลายเหตุ ถ้าจะมีผู้ใดที่ผิด คนผู้นั้นสมควรเป็นนางมากที่สุด นางไม่ควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขา สมควรปล่อยให้เขาตกน้ำตายไปเสีย แต่นางจะทำเช่นนั้นได้จริงหรือ หากย้อนเวลากลับไปได้ นางก็ยังเลือกที่จะช่วยเหลือเขาเช่นเดิม!

“ไปเถิด พวกเจ้าตามอู๋มามาไปเถิด ตรงนี้ข้าจัดการเอง” จางจิ้งอีเอ่ยปากบอกสาวใช้ไม่ให้ขัดขืน เพราะหากนางผู้เป็นเจ้านายขัดขืนอย่างมากก็ถูกสั่งให้คุกเข่า หรือกักบริเวณ

แต่หากเป็นสาวใช้ เรื่องราวจะไม่ง่ายเช่นนี้ โทษหนักก็คือขับออกจากจวนโหว และนางไม่แน่ใจว่าจะปกป้องคนเอาไว้ได้หรือไม่ จากนั้นก็เดินแยกออกไปเอาไม้กวาดกับตะกร้าใส่เศษใบไม้

“เจ้าค่ะ” สองสาวใช้ตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจ อู๋มามาแสยะยิ้ม เชิดคอเดินนำหน้า

ก็ผู้ใดใช้ให้สตรีเช่นแม่นางจางจิ้งอี อยากมักใหญ่ใฝ่สูง วางเล่ห์อุบายกับซื่อจื่อกันเล่า ควรรู้ไว้ว่าที่ที่ไม่ใช่ของตนเอง อย่างไรก็ไม่อาจจับต้องได้ เช่นเดียวกับหัวใจซื่อจื่อ ที่ไม่มีทางเป็นของสตรีมากเล่ห์เช่นนาง!

ผ่านไปสองชั่วยามเสียงกวาดใบไม้ก็ยังคงดังอยู่ในสวนไม่หยุด เซียวเจ๋อหย่วนยืนพิงกรอบประตู มือหนึ่งถือกาสุรากรอกใส่ปาก ทว่าดวงตามิได้อยู่ห่างจากสตรีรูปร่างเพรียวบางที่อยู่ในสวนแม้แต่นิดเดียว  ผ่านไปนานถึงเพียงนี้ นางก็ยังทำงานไม่เสร็จ ช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก

“เจ๋อหย่วน เหตุใดเจ้าจึงได้ดื่มสุราแต่วันเช่นนี้ เจ้ากินมื้อเที่ยงแล้วหรือยัง ระวังจะปวดท้องเอาได้ เมื่อก่อนข้าจำได้ว่าเจ้ามักจะปวดท้องบ่อย ๆ ข้ายังเคยให้ท่านหมอเทวดาฉู่เจียดสมุนไพรให้เจ้าอยู่เลย”

ก่อนหน้านั้นมีข่าวแว่วมาว่า หมอเทวดาฉู่เข้าเมืองหลวงมาอย่างลับ ๆ และเซียวเจ๋อหย่วนไม่รู้ว่า จูลู่ซือไปพบกับท่านหมอได้อย่างไร นางถึงได้ขอเทียบยาสมุนไพรมาเจียดยาให้เขาได้ ครั้งนั้นเขาปลื้มใจเป็นอย่างมาก นางช่างดีกับเขาเสียเหลือเกิน ทว่าความต่อมาของนางก็คือการแต่งเข้ามาเป็นมารดาของเขา

บัดนี้อารมณ์สุนทรีย์ของซื่อจื่อหนุ่มพลันสะดุดลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเมื่อสักครู่ หุบลงเหลือเพียงความเย็นชาเท่านั้น

“อาหย่วน”

“ท่านแม่เดินมาถึงเรือนข้า ต้องการสิ่งใดหรือ” ท่านแม่ เช่นนั้นหรือ จูลู่ซือเบิกตาขึ้น นางก้าวขาเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้างามหม่นลง พลางจ้องมองเขาผ่านม่านน้ำตา หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะรีบเข้าไปเช็ดน้ำตา รั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด แต่บัดนี้คนที่จะทำได้ไม่ใช่เขาแล้ว

“อาหย่วนเจ้าก็รู้ว่าข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้ หากท่านพ่อข้าไม่ถูกบังคับไหนเลยจะยอมแต่งให้กับท่านโหว เจ้าก็รู้ว่าคนที่ข้ารักคือเจ้า”

แม่นมหวังได้ยินคำพูดไม่บังควร ก็รีบโบกมือไล่สาวใช้สินเดิมของเซียวฮูหยินให้ออกห่าง นางเองก็เดินถอยไปอีกสามก้าว เว้นที่ว่างให้คุณหนูของตนเอง

“ท่านแม่ระวังคำพูดด้วย หากมีผู้ใดมาได้ยิน คนที่เดือดร้อนไม่พ้นเป็นข้า”

“อาหย่วน อย่าได้ทำร้ายจิตใจข้านักจะได้หรือไม่ เจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่ข้าแต่งเข้ามา ไม่มีวันใดที่ข้าจะไม่เสียใจ ยามค่ำคืนข้าต้องประคองกอดหยกชิ้นนี้ เพื่อปลอบประโลมจิตใจข้าได้บ้าง เจ้าจะพูดกับข้าดี ๆ สักคำได้หรือไม่”

หยกมันแพะสีขาวถูกหยิบออกมาจากอกเสื้อ เซียวเจ๋อหย่วนปรายตามองเพียงแค่ครู่เดียวก็รู้ว่า นางโกหก เหตุใดเมื่อก่อนเขาถึงไม่เคยรู้กันนะ ว่าสตรีผู้นี้มากเล่ห์เพียงใด หากนางนำมาออกมาลูบ ๆ คลำ ๆ จริง หยกชิ้นนี้คงมันวาว แต่นี่ดูใหม่เหมือนเพิ่งออกจากร้านหยกเช่นนี้ จะเป็นไปได้อย่างไร

“ขอบคุณท่านแม่ที่นำหยกชิ้นนี้มาคืนให้ซื่อจื่อเจ้าค่ะ เช่นนั้นสะใภ้ขอรับแทนเอง” จางจิ้งอีเพิ่งจะเก็บกวาดสวนกลางเรือนเสร็จ

ครั้นจะเดินกลับห้อง ก็เห็นว่าสาวใช้กำลังชะเง้อมองมาทางเรือนส่วนตัวของซื่อจื่อ นางจึงมองตาม เมื่อเห็นว่าจูลู่ซือยืนอยู่กับเซียวเจ๋อหย่วนเพียงลำพัง นางก็หักใจเดินหนีไม่ได้

“จางจิ้งอี!” หยกในมือถูกคนแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา จูลู่ซือคว้ามือหมายจะแย่งคืนกลับมา ทว่าจางจิ้งอีก็หลบ และก้าวถอยไปยืนด้านหลังสามีของตนเอง นางช่วยถึงเพียงนี้ หากเขาไม่โง่พอก็คงจะคิดได้

เซียวฮูหยินทำท่าจะตามมาแย่งชิงอย่างไม่ยอมตัดใจ ทว่าเซียวเจ๋อหย่วน ก็เดินมาบังหน้าเอาไว้ เขายื่นมือไปโอบไหล่ของภรรยาสาว จูลู่ซือเบิกตาขึ้น ใบหน้าซีดเผือด ยกมือกุมหน้าอกตนเองเอาไว้ ราวกับว่าได้รับความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

“อาหย่วน...เจ้า!” พันไม่คิดหมื่นไม่คิดว่าเขาจะปกป้องสตรีที่เขาบอกว่าชิงชัง ทั้งยังเคยบอกอ้อม ๆ ให้นางเลิกคบกับจางจิ้งอีเมื่อครั้งนางยังเป็นคุณหนูจวนป๋อ แต่ทำไมวันนี้เขาถึงได้เข้าข้างนาง

แต่แล้วดวงตาเรียวก็พลันวาวแสงขึ้น นางเข้าใจแล้ว หากมีคนบอกว่า เซียวเจ๋อหย่วนรังเกียจภรรยาผูกผมของตนเอง จูลู่ซือจะเป็นคนแรกที่ไม่มีวันเชื่อ

หากถ้าเขามีใจให้ฮูหยินตนเองจริง เช่นนั้นเขาคงไม่โขกสับใช้นางราวกับทาสเช่นนี้ เขาก็แค่ต้องการจะหักหน้านาง ทำให้นางได้เจ็บเหมือนที่เขาเจ็บ เขาเพียงแค่ประชดเท่านั้น เด็กหนุ่มก็ใจร้อนเช่นนี้ นางย่อมเข้าใจเขา นางยกผ้าเช็ดหน้าซับปลายหางตาที่แดงระเรื่อ พลางยิ้มออกมา

“อาหย่วนข้ารู้ว่าเจ้ากำลังประชดข้า เช่นนั้นเจ้าก็ทำสำเร็จแล้ว หัวใจข้าเจ็บปวดเหลือเกิน แต่รอข้าเถอะ สักวันข้าจะกลับมาหาเจ้า ถึงแม้ยามนี้ร่างกายข้าจะอยู่ที่ใด แต่หัวใจข้า...” จูลู่ซือคงบ้าไปแล้วกระมัง คำพูดที่ผิดศีลธรรมเช่นนี้ ยังกล้าพูดออกมาได้ หากคนที่ได้ยินเป็นท่านโหว ซื่อจื่อคงแย่แล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เรื่องฉาวโฉ่นี่บานปลาย นางจึงหน้าหนาขัดขวางขึ้นมา

“ข้าหิวแล้ว ซื่อจื่อพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ ข้าให้ห้องครัวทำไก่แช่สุราแดง ท่านอยากลองชิมดูหรือไม่เจ้าคะ”

“ก็ดี...ท่านแม่พวกเราขอตัวก่อน”

สองสามีภรรยาเดินโอบไหล่หายเข้าไปหลังบานประตู เซียวฮูหยินจูซื่อพลันยื่นมือไปปัดแจกันที่ตั้งไว้บนโต๊ะตกแตก ดวงตาเรียวจ้องมองอดีตสหาย และชายคนรักที่จากไปต่อหน้า

“สารเลว คิดหรือว่าเจ๋อหย่วนจะรักเจ้า ไม่มีผู้ใดแทนที่ข้าได้ เจ้าก็แค่สตรีตัวแทนเท่านั้น อย่าได้สำคัญตนเองนักเลย”

“ฮูหยินเจ้าคะ พวกเรากลับก่อนเถิดเจ้าคะ ประเดี๋ยวท่านโหวจะกลับมาแล้ว หากท่านโหวรู้เข้า...” วาจาที่หวังดีก็เหมือนดังยาขม เป็นคำต้องห้ามที่จูซื่อไม่ชอบฟัง  แม่นมหวังยังไม่ทันพูดได้จบประโยค ใบหน้าก็หันตามแรงตบเสียแล้ว

เพียะ!

“หุบปาก แม้แต่เจ้าก็กล้าข่มขู่ข้าแล้วหรือแม่นม” แม่นมหวังคุกเข่าลงบนพื้นที่เปียกแฉะ มือยกขึ้นแนบแก้มตนเอง พลางส่ายหน้าน้ำตาคลอ

“บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ” 

“ไม่กล้าก็ดี จำเอาไว้ เรื่องใดควรพูด เรื่องใดควรปิด อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำอีก”

“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”

จูลู่ซือหรี่ตาลงราวอสรพิษร้าย จากนั้นก็สะบัดตัวเดินกลับเรือนต้าเหนิงของท่านโหวเซียวซางอู่


[1] .桃子 [táozi เถาจื่อ] ลูกท้อ

[2] ยามเฉิน            (辰:chén)                   เริ่มนับตั้งแต่เวลา 07.00 – 09.00 น.

บทก่อนหน้า
บทถัดไป