บทที่ 9 ตอนที่ 9 ตอบแทนบุญคุณ
ตอนที่ 9 ตอบแทนบุญคุณ
ดูท่าการอยากรู้เรื่องผู้อื่นจะไม่ส่งผลดีต่อนาง เพราะบัดนี้ปลาหลีฮื้อที่ถูกจับอย่างระมัดระวังกลับกระโดดหมุนตัวกลางอากาศอย่างงดงาม ตกลงลงกระแทกขอบบ่อน้ำดังตุบ มันดิ้นกระแด่ว ๆ เพียงไม่กี่ครั้ง ก็นอนแน่นิ่งไป ไม่เพียงแค่ตัวเดียว หลังจากตัวแรกตายไป ตัวที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็กระโดดพลีชีพตามไปติด ๆ
“คะ...คุณหนูใหญ่ ปลาหลีฮื้อกระโดดฆ่าตัวตายหมดแล้วเจ้าค่ะ”
“เร็วเข้ารีบหาอะไรมาปิดถังไม้เร็ว” จางจิ้งอีแทบจะกระโจนขึ้นมาจากบ่อน้ำ แต่ก็ไม่ทันปลาหลีฮื้อพระราชทานตายไปห้าตัวแล้ว
“คุณหนูทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
“เฮ้อ...แยกปลาที่ตายเอาไว้ เดี๋ยวข้าจะรายงานซื่อจื่อเอง รีบล้างเถอะ ปลาที่เหลือจะได้ไม่ตายไปอีก”
สามนายบ่าวรีบช่วยกันทำความสะอาดยกใหญ่ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บ่อน้ำขนาดย่อมพร้อมทั้งภูเขาจำลองก็สะอาดวับ ราวกับสร้างใหม่ ทว่าดรุณีน้อยทั้งสาม ต่างก็หมดแรงไปตาม ๆ กัน
“คุณหนูใหญ่ ท่านรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์เถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวปลาพวกนี้บ่าวจะเอาไปฝังให้เอง แล้วค่อยไปรายงานซื่อจื่อ”
“อย่าเพิ่งฝัง เจ้าแยกปลาเป็นกับปลาตายไว้แล้วมิใช่หรือ อีกเดี๋ยวข้าค่อยเอาไปที่เรือนซื่อจื่อ”
“เจ้าค่ะ” จื่อเยว่และเย่ฮัวต่างก็รับคำ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเตรียมเครื่องชำระร่างกายให้กับคุณหนูของตนเอง
ปลาหลีฮื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ถูกปล่อยลงไปในบ่อน้ำ มันแหวกว่ายหลบซ่อนใต้ใบบัว ส่วนตัวที่ตายก็ถูกแยกเอาไว้ในถัง จางจิ้งอีรีบชำระร่างกายตนเอง นางทำใจแล้วว่า อีกเดี๋ยวออกไปจะต้องถูกผู้เป็นสามีต่อว่า แต่ช่างปะไร ครั้งนี้ถือว่านางพลาดเอง ในเมื่อปลาตายในมือของนาง นางก็จะยอมรับผิดแต่โดยดี
‘โอ๊ย!...เจ็บไปถึงข้อกระดูกแล้ว อีกเดี๋ยวจะเรียกท่านหมอมาตรวจให้ได้หรือไม่นะ เฮ้อหากท่านหมอฉู่อยู่ก็คงจะดี ฝังเข็มไม่กี่ทีก็คงไม่ปวดแล้ว ท่านย่าเจ้าคะอีอีทราบแล้ว ไม่ว่าจะจวนป๋อ หรือจวนโหว ล้วนไม่ใช่ที่ของหลาน บุญคุณที่ซื่อจื่อช่วยชีวิตมันควรจะจบลงได้หรือยังเจ้าคะ ข้าเหนื่อยเหลือเกินแล้ว’
ร่างเพรียวบางในถังน้ำ เหม่อมองผ่านม่านหมอกของไออุ่นไปยังที่ไกลแสนไกล ยิ่งคิดเรื่องราวเลวร้ายในความทรงจำ ก็ยิ่งแจ่มแจ้งดังเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน
จางจิ้งอีจำได้ว่า เมื่อครั้งยังเด็กแม่เลี้ยงของนางให้นางไปอารามเฉวียนอู่ ท่านแม่ต้องการให้นางไปขอสร้อยอายุยืนให้กับน้องชายที่กำลังจะเกิด วันนั้นท่านย่าบอกว่าจะตามไปด้วย
ทว่ามารดาเลี้ยงกลับเจ็บท้องกะทันหัน เด็กสาวจึงต้องไปเพียงลำพัง ครั้นเมื่อขอสร้อยจากไต้ซือแล้ว ท่านยังมอบจี้หยกน้ำเต้าของท่านเทพจี้กงให้กับนางอีกด้วย
“สีกาเก็บเอาไว้อย่าให้ห่างตัว ของสิ่งนี้จะปกป้องสีกาได้”
“จิ้งอีขอบคุณไต้ซือเจ้าค่ะ”
จำได้ว่าระหว่างลงจากเขา นางเอาแต่ลูบคลำจี้น้ำเต้าอันนั้นไม่ยอมห่าง จนกระทั่งรถม้าที่นางนั่ง เบี่ยงออกนอกเส้นทาง หยุดลงที่กลางป่าใหญ่ นางค่อย ๆ ปีนลงจากรถม้า ก็ไม่พบผู้ใดแล้ว
“ท่านลุงฟู่ ท่านป้าเมี่ยว อยู่ที่ใดเจ้าคะ” ดรุณีน้อยจวนป๋อ วิ่งร้องเรียกหาบ่าวรับใช้อาวุโสของจวนป๋อ ทั้งสองเป็นคนที่มารดาเลี้ยงจัดการให้ตามนางขึ้นเขามาด้วย ทว่าบัดนี้ทั้งคู่กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
คราวนั้นนางเพิ่งจะอายุได้เพียงสิบสองปี ยังไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของโม่หลิง นางยังคงคิดว่าสตรีผู้นั้นเป็นมารดาเลี้ยงที่ดี แต่ใครจะคิดว่า มารดาเลี้ยงกลับให้คนเอานางมาปล่อยที่ป่าเช่นนี้
คุณหนูใหญ่จวนป๋อวิ่งไปทั่วป่า เสียงใสราวกระดิ่งดังกังวาน ล่อลวงให้บุรุษโฉดที่ได้ยินเสียงรีบวิ่งเข้ามา
“แม่นางน้อยหลงป่ากระมัง ให้พี่ชายพาไปส่งดีหรือไม่” สายตาที่จ้องมองนางราวกับหมาป่าหิวโซ จางจิ้งอีหวาดกลัวเป็นอย่างมาก นางยกมือขึ้นกุมสาบเสื้อของตนเอง
“มะ...ไม่เป็นไร บิดากับมารดาข้าอยู่ทางนั้น พวกท่านไม่ต้องไปส่ง”
“ฮ่า ๆ บิดามารดาหรือ แม่นางน้อย เกรงว่าเจ้าคงจะถูกนำมาปล่อยทิ้งป่ากระมัง ตามพี่ชายกลับดีกว่านะ พี่ชายทั้งสองจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
“ใช่ ๆ ดูเอาเถิด วิ่งจนรองเท้าขาด เท้าน้อย ๆ แดงไปหมดแล้ว พี่ชายเห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก”
คนเถื่อนทั้งสองย่างก้าวเข้ามาประชิด จางจิ้งอีไม่มีเวลาให้ขบคิด นางวิ่งหนีออกไป แม้รองเท้าจะขาดไปแล้วก็ตาม แต่กระนั้นเด็กน้อยวัยสิบสองขวบปี ขาจะยาวสักเพียงใด นางวิ่งไม่ถึงสามก้าว ก็ถูกโจรป่าคว้าตัวเอาไว้แล้ว
หมับ!
“กรี๊ด!...ปล่อยข้านะ บิดาข้าคือจางชิงผิง ท่านป๋อสกุลจางเชียวนะ หากพวกเจ้าทำอันใดข้า บิดาข้าไม่ละเว้นพวกเจ้าแน่”
“ฮ่า ๆ สหายโชคดีของพวกเราแล้ว ดูท่าท่านพ่อตาของพวกเราจะเป็นท่านป๋อ ดี ๆ เช่นนั้นท่านป๋อคงโชคดีแล้ว ภรรยากำลังจะคลอด ลูกสาวก็กำลังจะตั้งครรภ์ มีทั้งลูกทั้งหลานไล่เลี่ยกัน วาสนาดีเพียงใด”
จางจิ้งอีชะงักนิ่งชั่วครู่ วาจาของโจรสองคนนี้ฟังดูแปลกพิกล แต่กระนั้นนางก็ไม่ปล่อยให้ตนเองเหม่อนาน มือเล็กคว้าแขนมันคนหนึ่งได้ ก็กัดลงไปเต็มแรง โลหิตโสโครกไหลเข้าในปาก พร้อมกับแรงเหวี่ยงของมัน ร่างเล็กกลิ้งไปตามพื้น ก่อนจะหยัดกายและวิ่งหนีไปอีกรอบ
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” น้ำตาที่ไหลริน ใบหน้าท่านแม่ ใบหน้าท่านย่า ต่างก็วนเข้ามา หรือว่านางจะต้องตามท่านแม่ไปปรโลกแล้ว แล้วท่านย่าเล่า ท่านย่าชราเพียงนี้ ผู้ใดจะดูแลกัน แต่หากต้องไปอยู่กับท่านแม่ก็ดีเช่นกัน
นอกจากใบหน้าของคนที่นางรักทั้งสองแล้ว ยังมีใบหน้าของบิดา มารดาเลี้ยง และจางจิ้งเฟยน้องสาวต่างมารดา บิดานางลักลอบมีสัมพันธ์กับโม่หลิงมานานแล้ว ครั้นจางจิ้งเฟยคลอดออกมา บิดาก็พาสองแม่ลูกเข้าจวน ท่านแม่นางเป็นสตรีแข็งนอกอ่อนใน ยินยอมรับน้ำชาจากอนุโม่ แต่สุดท้ายนางก็ตกเลือดตาย แล้วไหนจะมีน้องชายที่กำลังจะเกิดอีกเล่า
จวนป๋อแห่งนี้ไม่มีที่ของนางอีกแล้ว บางทีเหตุการณ์ในวันนี้ อาจเป็นแผนของโม่หลิงก็เป็นได้ หาไม่เช่นนั้นแล้วโจรสองคนนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าจวนป๋อกำลังจะมีเด็ก แล้วบ่าวรับใช้ทั้งสอง เหตุใดจึงละทิ้งนาง คำถามมากมายไหลวนราวสายน้ำ แต่ทว่าไม่อาจหาคำตอบได้แม้แต่ข้อเดียว
แต่สิ่งที่นางติดใจก็คือ ท่านพ่อรับรู้ด้วยหรือไม่ ดวงตาเรียวหลับตาลงอย่างหมดหวัง ขาทั้งสองก็หยุดวิ่ง นางดึงปิ่นทองบนศีรษะขึ้นมา จ่อไปที่ลำคอ กำลังจะแทงลงไป ปิ่นในมือพลันสั่นสะเทือนและหลุดมือไป
แกร๊ง!
ฉึบ! โลหิตอุ่นร้อนสาดกระเซ็นถูกใบหน้าของนาง พร้อมกับร่างของโจรชั่วที่ล้มลงขาดใจอยู่ที่ปลายเท้า โจรอีกคนเห็นว่าสหายตนเองตาย ก็รีบวิ่งหนีไป
“ตามหรือไม่ขอรับซื่อจื่อ”
“ตามมันไป” เสียงทุ้มออกคำสั่ง จากนั้นเขาก็ตวัดขาลงจากหลังม้า เดินเข้ามาหานาง
“แม่นางน้อย เช็ดหน้าหน่อยเถิด ข้าต้องขอโทษด้วย ทำใบหน้าเจ้าเปรอะเปื้อนแล้ว”
“หะ...หาไม่เจ้าค่ะ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ ขอผู้กล้าบอกนามอันล้ำค่า กลับถึงจวนข้าน้อยจะตั้งแผ่นศิลาสลักนามท่านกราบไหว้บูชา ให้ท่านผู้กล้าประสบแต่โชคดี” บุรุษหนุ่มไม่เคยได้ยินการตอบแทนเช่นนี้มาก่อน เขาอดจะหัวเราะออกมาไม่ได้
“ข้ายังไม่แก่ถึงขั้นต้องมีคนตั้งป้ายกราบไหว้หรอกกระมัง” จางจิ้งอีรับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบโลหิต ทว่าคำพูดของเขาก็ทำเอานางหน้าแดงเพราะความอับอาย
แต่กระนั้นคนตัวโตก็หารู้ไม่ว่าดรุณีน้อยกำลังขัดเขินตนเองอยู่ เพราะคิดว่าสีแดงนั้นคงเป็นโลหิตเมื่อสักครู่
“ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าตอบแทน แต่แม่นางน้อย เจ้าอายุเท่าไรกันเชียว เหตุใดจึงได้กล้าละทิ้งชีวิตตนเองเช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ใต้หล้านี้ ยังมีสิ่งดี ๆ รอเจ้าอีกเยอะแยะมากมายนัก ไม่ว่าเจ้าจะเจอเรื่องร้ายอันใด จงจำไว้ว่า หากตะวันยังทอแสง ชีวิตย่อมไม่สิ้นหวัง ข้าจะให้คนไปส่งเจ้าที่อารามเฉวียนอู่ จากนั้นก็ให้ไต้ซือไปส่งเจ้ากลับจวนเถิด ชื่อเสียงเจ้าจะได้ไม่เสียหาย ข้าไปก่อน” ชายหนุ่มรูปงามเดินหันหลังกลับไปที่อาชาของตนเอง
แสงตะวันทอแสงสาดส่อง เงาร่างเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ทว่าในสายตาของดรุณีน้อยกลับเจิดจ้าจนแสบตา หัวใจดวงเล็กเต้นราวโคมม้าวิ่ง
“ท่านผู้กล้า จะไม่บอกนามของท่านหรือเจ้าคะ”
“นามของข้าสำคัญไฉน ชีวิตของเจ้าย่อมสำคัญกว่า หากมีวาสนาค่อยพบกันใหม่ลาก่อน” เสียงฝีเท้าม้าดังไกลออกไปเรื่อย ๆ จางจิ้งอีก้าวขาตามไปสามก้าวก็พลันหยุดลง พร้อมกับใบหูได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ชีวิตเจ้า ข้าเป็นคนช่วยมา หากเจ้าอยากตอบแทน ก็จงมีชีวิตต่อไปให้ดีมีสุข”
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในใจของจางจิ้งอี ก็ไม่อาจรับผู้ใดเข้ามาได้อีก
และหลังจากที่นางกลับถึงจวน โดยมีไต้ซืออารามเฉวียนอู่ไปส่ง มารดาเลี้ยงก็ดูจะหน้าเสีย นางเข้ามาหลอกถามอีกหลายคำ แต่จางจิ้งอีไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังแม้แต่คำเดียว มีเพียงท่านย่าเท่านั้นที่นางเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“ในเมื่อซื่อจื่อผู้นั้นช่วยเจ้าเอาไว้ อีอีจงจำไว้บุญคุณแม้แต่น้ำหนึ่งหยด เรายังต้องตอบแทน หากเจ้ารู้ว่าเขาเป็นผู้ใด อย่าได้เมินเฉย จงตอบแทนบุญคุณนี้ให้จงได้”
“หลานทราบแล้วเจ้าค่ะท่านย่า...”
นางทราบดี แต่ก็ไม่รู้ว่านางจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้ไปอีกถึงเมื่อใด
