บทที่ 10 บทที่ 10
หนิงเอ๋อเบิกตากว้าง อันฉีหันไปมองเงาตัวเองในกระจกทองเหลือง หญิงสาวในนั้นยังคงมีใบหน้างดงามอ่อนโยนของซูมี่ แต่ดวงตาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
“ซูมี่เคยอดทน เคยยอมให้พวกเขารังแก เพราะหวังจะได้รับความรัก” อันฉีพูดช้า ๆ “แต่ข้าไม่เหมือนนาง”
นางกำมือแน่น
“ในเมื่อพวกเขาไม่คิดเมตตา ข้าก็ไม่จำเป็นต้องอ่อนโยนกับใครอีก”
หนิงเอ๋อรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะในที่สุด ฮูหยินของนางก็เริ่มลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองเสียที อันฉีเดินไปเปิดหีบไม้ข้างเตียง ภายในมีเสื้อผ้าเก่า ๆ เครื่องประดับไม่กี่ชิ้น และสมุดเล่มบางที่ดูซีดจาง นางหยิบมันขึ้นมาเปิด ตัวอักษรด้านในเขียนด้วยลายมือเรียบร้อย
‘วันนี้แม่ทัพกลับจวน แต่เขาไม่มองข้าเลย’
‘ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าข้าไม่คู่ควร’
‘หากวันหนึ่งแม่ทัพยิ้มให้ข้าบ้าง คงดี’
ทุกหน้ามีแต่ความหวังเล็ก ๆ และความเจ็บปวดที่ถูกเก็บเงียบไว้คนเดียว อันฉีอ่านจนถึงหน้าสุดท้าย ตัวหนังสือสั่นเล็กน้อย ราวกับเจ้าของสมุดกำลังร้องไห้ตอนเขียน
‘บางที…หากข้าหายไป ทุกคนคงมีความสุขกว่า’
มือของอันฉีชะงัก หัวใจหนักอึ้งจนพูดไม่ออก ซูมี่คงโดดเดี่ยวมากจริง ๆ โดดเดี่ยวจนคิดว่าการตายของตัวเองอาจเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน อันฉีค่อย ๆ ปิดสมุดลง ก่อนกอดมันไว้แน่น
“ไม่หรอก” นางพึมพำเบา ๆ “ต่อจากนี้ ข้าจะมีชีวิตแทนเจ้าเอง”
สายลมยามค่ำคืนพัดเข้ามาในห้องอีกครั้ง และในวินาทีนั้นเอง อันฉีก็ตัดสินใจอย่างแท้จริง นับจากวันนี้ ซูมี่จะไม่ใช่ฮูหยินที่ถูกคนทั้งจวนเหยียบย่ำอีกต่อไป หากใครคิดรังแกนาง…นางจะเอาคืนให้สาสมทุกอย่าง.
การตอบโต้ครั้งแรก
สายฝนโปรยลงมาตั้งแต่ยามเช้า อากาศในจวนแม่ทัพเย็นชื้นจนกลิ่นดินเปียกลอยคลุ้งไปทั่วสวน อันฉีนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองหยดฝนไหลผ่านใบไผ่เงียบ ๆ ในมือของนางคือสมุดบันทึกเก่าของซูมี่ หน้ากระดาษซีดเหลืองเต็มไปด้วยตัวอักษรเรียบร้อยและความเศร้าที่ถูกซ่อนไว้
‘วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าดุข้าเพราะชงชาช้า’
‘ข้าป่วย แต่ไม่มีใครเรียกหมอให้’
‘แม่ทัพกลับจวน แต่เขาเดินผ่านข้าไปเหมือนข้าไม่มีตัวตน’
ทุกถ้อยคำทำให้อันฉีรู้สึกแน่นในอก ซูมี่ใช้ชีวิตอยู่ในจวนนี้อย่างไร้ค่าเกินไปจริง ๆ
“ฮูหยิน…” หนิงเอ๋อเดินเข้ามาเบา ๆ พร้อมถาดอาหาร “ถึงเวลาทานยาแล้วเจ้าค่ะ”
อันฉีปิดสมุดลงก่อนพยักหน้า บนถาดมีโจ๊กข้าวขาว ถ้วยยา และกับข้าวเล็กน้อย ดูเรียบง่ายกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับฮูหยินของจวนแม่ทัพ
“นี่คืออาหารของข้าหรือ”
หนิงเอ๋อก้มหน้าเล็กน้อย “เจ้าค่ะ”
“แบบนี้ทุกวันเลยหรือ?”
หญิงรับใช้เม้มปาก “บางวัน…ก็แย่กว่านี้เจ้าค่ะ”
อันฉีหัวเราะเบา ๆ อย่างเย็นชา แม้แต่เรื่องอาหาร พวกมันยังคิดรังแกซูมี่ นางยกช้อนขึ้นตักโจ๊ก แต่ทันทีที่กลิ่นลอยเข้ามา ดวงตากลับหรี่ลงทันที
กลิ่นนี้…ในฐานะเภสัชกร อันฉีคุ้นเคยกับกลิ่นยาและสมุนไพรดีเกินไป ในโจ๊กมีบางอย่างผิดปกติ
“หนิงเอ๋อ” นางวางช้อนลงช้า ๆ “วันนี้ใครเป็นคนเตรียมอาหาร”
“น่าจะเป็นห้องครัวใหญ่เจ้าค่ะ เหตุใดหรือ”
อันฉีไม่ตอบ นางยกถ้วยโจ๊กขึ้นดมอีกครั้ง กลิ่นอ่อนมาก ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจไม่รู้ตัว แต่สำหรับเธอ มันคือกลิ่นของสมุนไพรที่หากกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดปกติ และป่วยเรื้อรังโดยหาสาเหตุยาก ไม่ถึงตายทันที แต่เหมือนค่อย ๆ ทรมานให้คนหมดสภาพ ดวงตาของอันฉีเย็นลงทันที
“มีคนใส่ยาในอาหาร”
หนิงเอ๋อหน้าซีด “อะไรนะเจ้าคะ!”
“อย่าเสียงดัง” อันฉีใช้นิ้วแตะโจ๊กเล็กน้อย ก่อนลองแตะที่ปลายลิ้น สีหน้าเย็นลงกว่าเดิม ไม่ผิดแน่...นี่คือ “เฉ่าหลิง” สมุนไพรที่ใช้ในปริมาณน้อยเพื่อช่วยให้นอนหลับ แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมโดยไม่มีใครสงสัย ซูมี่คงถูกวางยามานานแล้ว ไม่แปลกที่ร่างนี้จะอ่อนแอขนาดนี้
“ฮูหยิน! ถ้าเช่นนั้นเราต้องไปแจ้งแม่ทัพ!”
อันฉีหัวเราะเบา ๆ “แล้วเจ้าคิดว่าเขาจะเชื่อหรือ”
หนิงเอ๋อชะงักเพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว ในสายตาของเหยียนเฟิง ซูมี่ก็เป็นเพียงสตรีที่ชอบสร้างปัญหา
“แล้ว…แล้วเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
อันฉีค่อย ๆ วางถ้วยลง ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้น “แน่นอนว่าต้องตอบแทน”
หนิงเอ๋อมองนางอย่างงุนงง เรือนใหญ่ในยามสายคึกคักกว่าปกติ หลี่ฮูหยินกำลังนั่งดื่มชากับซูฮวา บ่าวไพร่เดินเข้าออกไม่ขาดสาย ทุกคนต่างประจบเอาใจคุณหนูซูฮวา ราวกับอีกฝ่ายเป็นนายหญิงตัวจริงของจวน
“คุณหนูซูฮวาช่างงดงามจริง ๆ”
“หากได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพคงเหมาะสมยิ่ง” เสียงประจบเหล่านั้นทำให้ซูฮวายิ้มพอใจ ขณะนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาคุกเข่า
“ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินซูมี่ขอเข้าพบเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มของหลี่ฮูหยินจางลงทันที “นางมาอีกทำไม”
“ให้ข้าเข้าไปเองเถิดเจ้าค่ะ” เสียงของอันฉีดังขึ้นพร้อมร่างบางที่ก้าวเข้ามาในห้อง วันนี้นางสวมชุดสีฟ้าเรียบง่าย ผมถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้ายังซีดจากอาการป่วย แต่ดวงตากลับสงบนิ่งจนต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ซูฮวาหรี่ตามองทันที นางไม่ชอบสายตาแบบนี้ของซูมี่เลย
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
หลี่ฮูหยินแค่นเสียง “มีเรื่องอะไร”
อันฉียิ้มบาง “ข้าเพียงนำอาหารมาให้เจ้าค่ะ”
ทุกคนชะงัก หนิงเอ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบก้มหน้าซ่อนสีหน้ากังวล อันฉีวางถาดอาหารลงบนโต๊ะอย่างสุภาพ
“ได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่าชอบโจ๊กบำรุงสุขภาพ ข้าจึงตั้งใจนำมาให้”
ซูฮวาหัวเราะเบา ๆ “พี่สาวช่างมีน้ำใจนัก”
“แน่นอน” อันฉีตอบเรียบ ๆ “เพราะข้าก็เพิ่งได้ทานเหมือนกัน”
นางค่อย ๆ เปิดฝาถ้วยโจ๊ก กลิ่นหอมลอยออกมาทันที
หลี่ฮูหยินปรายตามอง “แค่โจ๊กธรรมดา เจ้าจะมาประจบข้าทำไม”
“เพราะข้าคิดว่า ของดีควรแบ่งปันเจ้าค่ะ” พูดจบ อันฉีก็ตักโจ๊กใส่ถ้วยเล็ก ก่อนยื่นให้สาวใช้ข้างกาย
“ชุ่ยหลัน เจ้าลองชิมก่อนสิ”
ชุ่ยหลันหน้าเปลี่ยนสีทันที “บ่าว…บ่าวหรือเจ้าคะ”
“ใช่” อันฉียิ้ม “เจ้าทำหน้าเหมือนไม่อยากกิน”
“มะ…ไม่ใช่นะเจ้าคะ”
“เช่นนั้นก็กิน” บรรยากาศในห้องเริ่มแปลกไปทันที ชุ่ยหลันมองถ้วยโจ๊กในมืออย่างลนลาน เหงื่อเริ่มผุดที่หน้าผาก
หลี่ฮูหยินขมวดคิ้ว “ซูมี่ เจ้าจะเล่นอะไร”
