บทที่ 12 บทที่ 12
มือของอันฉีชะงัก นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบเรียบ ๆ “ข้าเคยอ่านตำรามาบ้าง”
หนิงเอ๋อพยักหน้าทันทีโดยไม่สงสัย แต่ความจริงแล้ว อันฉีรู้ดีว่าต่อไปเธอต้องระวังตัวมากขึ้นเพราะยิ่งแสดงความสามารถมากเท่าไร คนก็ยิ่งสงสัย และคนที่เริ่มสงสัยแล้วก็คือหลี่เหยียนเฟิง เพียงคิดถึงชายคนนั้น หัวใจของอันฉีก็หนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง
เธอเกลียดตัวเองที่ยังเผลอหวั่นไหวกับใบหน้านั้นทั้งที่รู้ดีว่าเขาไม่ใช่เลสลี่ ไม่ใช่คนที่จะยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ไม่ใช่คนที่จะจับมือเธอแล้วพูดว่า “พี่จะไม่เปลี่ยนใจจากเธอ”
แต่เป็นชายเย็นชาที่มองซูมี่เหมือนภาระ
“ฮูหยิน?”
อันฉีได้สติ รีบหลุบตาลง “ไม่มีอะไร”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอก หนิงเอ๋อหน้าเปลี่ยนสีทันที
“แม่ทัพ!”
หัวใจของอันฉีกระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว ประตูไม้ถูกเปิดออก พร้อมร่างสูงของหลี่เหยียนเฟิงที่เดินเข้ามาในห้อง เขายังคงสวมชุดสีดำเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับถูกสลักจากน้ำแข็ง ดวงตาคมเข้มกวาดมองรอบห้อง ก่อนหยุดที่ตำราบนโต๊ะ
“เจ้าอ่านอะไร”
อันฉีปิดตำราลงช้า ๆ “ตำราสมุนไพร”
เหยียนเฟิงหรี่ตา “เจ้ารู้หนังสือด้วยหรือ”
คำถามนั้นทำให้อันฉีชะงักเล็กน้อย จากความทรงจำของซูมี่ นางอ่านหนังสือได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะตอนอยู่ในวังเคยแอบเรียนจากนางกำนัลคนอื่น แต่คงไม่มีทางอ่านตำราการแพทย์ซับซ้อนได้
อันฉียิ้มบาง “ข้าพยายามเรียนรู้”
เหยียนเฟิงเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ จนหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะ “เจ้าเปลี่ยนไปมาก”
น้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่กดดันอย่างประหลาด หนิงเอ๋อรีบก้มหน้าต่ำ อันฉีเงยหน้าสบตาเขา ยิ่งมองใกล้ ใบหน้านี้ก็ยิ่งเหมือนเลสลี่จนใจเธอสั่น แต่สายตาคู่นั้นกลับเย็นชาเหลือเกิน
“คนเราเกือบตาย ย่อมเปลี่ยนไปบ้าง”
เหยียนเฟิงจ้องนางนิ่ง “แค่เกือบตาย…ทำให้คนเปลี่ยนได้ถึงเพียงนี้หรือ”
อันฉีหัวใจเต้นแรงขึ้นทันที เขากำลังสงสัยเธอ นางกำชายเสื้อใต้โต๊ะ ก่อนตอบเรียบ ๆ “หรือแม่ทัพคิดว่าข้าควรนั่งร้องไห้เหมือนเดิม”
เหยียนเฟิงไม่ตอบ อันฉีจึงพูดต่อช้า ๆ “ที่ผ่านมา ข้ายอมคนมากเกินไป จนเกือบตาย”
แววตาของนางนิ่งสงบ แต่ซ่อนความเย็นไว้ลึก ๆ “ข้าเพียงไม่อยากตายซ้ำอีกครั้ง”
ประโยคนั้นทำให้เหยียนเฟิงชะงักไปชั่วขณะ ไม่รู้เพราะอะไรแต่ในวินาทีหนึ่ง เขากลับรู้สึกว่าดวงตาของหญิงสาวตรงหน้าเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวที่ยากจะอธิบาย ราวกับคนที่สูญเสียทุกอย่างมาแล้วจริง ๆ ชายหนุ่มรีบดึงความคิดตัวเองกลับทันที
“เรื่องวันนี้ ข้าจะให้คนตรวจสอบ”
อันฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดเช่นนี้
“แต่ถ้าพบว่าเจ้าโกหก…” น้ำเสียงของเหยียนเฟิงกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “ข้าจะไม่ปล่อยไว้แน่”
อันฉีหัวเราะเบา ๆ “ท่านคิดว่าข้ากลัวหรือ”
เหยียนเฟิงหรี่ตา หญิงสาวตรงหน้าไม่เพียงเปลี่ยนไป นางยังกล้ามองตาเขาตรง ๆ โดยไม่หวาดหวั่นอีกด้วย แม่ทัพหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ซูมี่”
“เจ้าคะ?”
“เจ้าเป็นใครกันแน่”
ลมหายใจของอันฉีสะดุดทันที ดวงตาคมเข้มของเขาจับจ้องนางนิ่ง ราวกับต้องการมองทะลุเข้าไปถึงข้างใน หัวใจของอันฉีเต้นแรงจนเจ็บ เขาสงสัยจริง ๆ และหากเขารู้ความจริงเธอไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจก่อนที่อันฉีจะค่อย ๆ ยิ้มบาง แล้วตอบกลับไปช้า ๆ
“ข้าก็คือฮูหยินที่ท่านแสนรังเกียจอย่างไรเล่า แม่ทัพ”
เหยียนเฟิงจ้องนางอีกครู่หนึ่งก่อนหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรต่อ แต่ในใจของเขา กลับมีบางอย่างเริ่มสั่นคลอนอย่างเงียบงัน เพราะซูมี่คนนี้กำลังทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้อีกต่อไปแล้ว
ซูฮวาว่าที่ฮูหยินใหม่
รุ่งเช้าหลังฝนตก อากาศภายในจวนแม่ทัพเย็นสบายกว่าทุกวัน ละอองหมอกบางลอยเหนือสระบัว กลิ่นดินชื้นปะปนกับกลิ่นดอกเหมยที่กำลังผลิบาน แต่แม้บรรยากาศจะสงบเพียงใด จวนแม่ทัพกลับเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบไม่ขาดสาย
“ได้ยินหรือไม่ คุณหนูซูฮวาจะย้ายเข้ามาพักที่เรือนรับรอง”
“จริงหรือ?”
“แน่นอน ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนสั่งเอง”
“เช่นนี้…หรือจะหมายความว่า…”
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเบา ๆ ทุกคนในจวนต่างเข้าใจความหมายเดียวกัน ซูฮวากำลังจะกลายเป็นนายหญิงคนใหม่ของจวนแม่ทัพ
ภายในเรือนพักอันเงียบสงบ หนิงเอ๋อเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ฮูหยิน…”
อันฉีกำลังนั่งบดสมุนไพรอยู่หน้าโต๊ะ นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “มีอะไร”
หนิงเอ๋อกัดริมฝีปาก “คุณหนูซูฮวาย้ายเข้าจวนแล้วเจ้าค่ะ”
มือของอันฉีหยุดลงเล็กน้อย “เร็วดีนี่”
“ตอนนี้ทั้งจวนกำลังวุ่นวาย ทุกคนช่วยกันขนของเข้าที่เรือนรับรองเจ้าค่ะ” หนิงเอ๋อพูดเสียงเบา “ขนาดเรือนของอนุคนเก่ายังไม่เคยถูกจัดเตรียมใหญ่โตเช่นนี้เลย”
อันฉีหัวเราะเบา ๆ อย่างเย็นชา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นฝีมือหลี่ฮูหยิน นางกำลังบอกคนทั้งจวนว่า ผู้ใดคือคนที่นางต้องการให้เป็นสะใภ้ตัวจริง ส่วนซูมี่ก็เป็นเพียงสิ่งที่รอวันถูกเขี่ยทิ้ง
“ฮูหยินไม่โกรธหรือเจ้าคะ”
อันฉียกสมุนไพรขึ้นดม ก่อนตอบเรียบ ๆ “หากโกรธทุกเรื่อง ข้าคงตายก่อนถูกคนอื่นฆ่า”
หนิงเอ๋อมองนางแล้วถอนใจเบา ๆ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา ฮูหยินเปลี่ยนไปมากจริง ๆ หากเป็นเมื่อก่อน แค่ได้ยินข่าวนี้ ซูมี่คงร้องไห้ทั้งวัน แต่ตอนนี้ นางกลับนิ่งเกินไป นิ่งจนน่ากลัว ขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะหวานดังขึ้นจากด้านนอก
“พี่สาวอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
หนิงเอ๋อหน้าเปลี่ยนสีทันที “คุณหนูซูฮวา!”
อันฉีวางสมุนไพรลงช้า ๆ ก่อนเงยหน้ามองไปทางประตู ไม่นานนัก ร่างของซูฮวาก็เดินเข้ามาในห้อง พร้อมสาวใช้ติดตามอีกสองคน วันนี้นางแต่งกายงดงามเป็นพิเศษ ชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักดิ้นเงิน ผมประดับปิ่นหยกอย่างหรูหรา ราวกับกำลังมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ไม่ใช่มาหาฮูหยินของจวน สิ่งที่ทำให้อันฉีหรี่ตาเล็กน้อย คือกำไลหยกบนข้อมือของซูฮวา มันเป็นของล้ำค่าที่ปกติจะมอบให้สะใภ้ตระกูลหลี่ เห็นได้ชัดว่า หลี่ฮูหยินตั้งใจสนับสนุนนางเต็มที่
“คารวะพี่สาวเจ้าค่ะ” ซูฮวายิ้มอ่อนหวาน
อันฉีมองนางนิ่ง “ท่านมีธุระอะไร”
ซูฮวาหัวเราะเบา ๆ “พี่สาวช่างห่างเหินนัก ข้าเพียงมาทักทาย เพราะต่อไปคงต้องอยู่ในจวนเดียวกันอีกนาน”
