บทที่ 3 บทที่ 3
อันฉีชะงัก ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที ร่างของหญิงสาวในชุดบางถูกผลักตกน้ำ เสียงหัวเราะเยาะดังอยู่ริมสระ ขณะที่เจ้าของร่างดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ความกลัว ความโดดเดี่ยว และความเจ็บปวดก่อนหมดลมหายใจ หัวใจของอันฉีบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ซูมี่…ตายแล้ว และวิญญาณของเธอเข้ามาแทนที่
“ใครสั่ง?” อันฉีถามเสียงเย็น
หนิงเอ๋อสะดุ้งเล็กน้อย “บ่าว…”
“ใครสั่งให้ซูมี่…ให้ฉันลงไปเก็บบัว?”
หนิงเอ๋อรีบมองซ้ายขวาราวกับกลัวใครได้ยิน ก่อนกระซิบเบา ๆ
“เป็นคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่า…มารดาของแม่ทัพหลี่เหยียนเฟิง อันฉีกำผ้าห่มแน่น ความรู้สึกโกรธค่อย ๆ ลุกขึ้นในอก ต่อให้ซูมี่เป็นเพียงนางกำนัลที่ถูกประทานมา อย่างไรนางก็ยังเป็นคน เหตุใดทุกคนถึงปฏิบัติกับนางราวกับเศษดินไร้ค่า
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอก
หนิงเอ๋อหน้าเปลี่ยนสีทันที
“แม่ทัพ…”
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรง ลมเย็นพัดเข้ามาพร้อมร่างสูงสง่าในชุดสีดำ อันฉีเงยหน้ามอง และลมหายใจของเธอก็หยุดชะงัก ใบหน้านั้น ดวงตาคมเข้ม สันจมูกได้รูป แม้ทรงผมและชุดจะต่างกัน แต่ชายตรงหน้ากลับมีใบหน้าเหมือนเลสลี่ เฉิงแทบทุกประการ
“พี่เลสลี่…” เสียงของอันฉีสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที ดวงตาเย็นชาจับจ้องมาที่เธออย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไร” น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนหัวใจของอันฉีสะท้าน ไม่ใช่เลสลี่…แม้หน้าจะเหมือนกัน แต่สายตาคู่นี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง เลสลี่มองเธอด้วยความอ่อนโยนเสมอ แต่ชายคนนี้…มองเธอเหมือนสิ่งน่ารำคาญ
หนิงเอ๋อรีบคุกเข่าลง “คารวะแม่ทัพเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มไม่ได้มองสาวใช้แม้แต่น้อย สายตายังคงจับจ้องอันฉี “ข้าได้ยินว่าเจ้าฟื้นแล้ว”
อันฉีกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ “ท่าน…”
“จำไม่ได้หรือว่าข้าคือใคร หรือคิดจะเล่นละครเรียกร้องความสนใจอีก”
คำพูดเย็นชานั้นทำให้อันฉีชะงัก จากความทรงจำที่ไหลเข้ามา เธอพอรู้ว่าซูมี่พยายามเอาใจแม่ทัพมาตลอด แต่มักถูกเมินเฉยเสมอ นางรักเขา รักจนยอมทุกอย่าง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเฉยชา
“ข้าไม่ได้...”
“พอเถอะ!” เขาตัดบททันที “เจ้าควรดีใจที่ยังไม่ตาย”
อันฉีกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นเลสลี่ เขาไม่มีวันพูดแบบนี้กับเธอแน่นอน ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นอายเย็นเยียบกดดันจนห้องทั้งห้องเงียบสนิท
“ซูมี่” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “จำเอาไว้ ต่อให้เจ้าตาย ข้าก็ไม่มีวันรักเจ้า”
คำพูดนั้นเหมือนมีดคมกริบแทงทะลุหัวใจ อันฉีรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คำพูดที่ทำร้ายเธอเพียงคนเดียว แต่มันคือคำพูดที่ซูมี่ได้ยินมาตลอดชีวิต หญิงสาวในร่างนี้อยู่มาได้อย่างไรท่ามกลางความโหดร้ายเช่นนี้ เหยียนเฟิงมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังเตรียมเดินออกไปแต่จู่ ๆ อันฉีกลับเอ่ยขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่ต้องกังวล”
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า อันฉีเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยหวาดกลัวกลับนิ่งสงบอย่างประหลาด
“เพราะข้าก็ไม่ได้ต้องการความรักจากท่าน”
หนิงเอ๋อเบิกตากว้างอย่างตกใจ ส่วนเหยียนเฟิงค่อย ๆ หันกลับมา สีหน้าเย็นชาของเขาปรากฏร่องรอยประหลาดใจชั่ววูบ
“เจ้าว่าอะไรนะ”
อันฉีสบตาเขาตรง ๆ แม้ในใจจะยังสั่นไหวเพราะใบหน้าที่เหมือนเลสลี่เหลือเกิน “ข้าบอกว่า…ท่านไม่จำเป็นต้องรักข้า”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เหยียนเฟิงหรี่ตาเล็กน้อย ราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าเพราะซูมี่คนเดิมไม่มีวันพูดเช่นนี้ นางจะก้มหน้า จะร้องไห้ จะพยายามอธิบายแต่ไม่เคยสบตาเขาตรง ๆ แบบนี้
“ดูเหมือนตกน้ำครั้งนี้จะทำให้เจ้าสติเลอะเลือนจริง ๆ”
อันฉีไม่ตอบ เหยียนเฟิงจ้องนางอีกพักหนึ่ง ก่อนสะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา ทันทีที่ประตูปิด หนิงเอ๋อก็รีบหันมาหาอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ฮูหยิน! ท่านพูดกับแม่ทัพเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ!”
อันฉีปล่อยลมหายใจยาว ร่างกายยังอ่อนแรง แต่ในใจกลับค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย เธอตายแล้วและมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักในฐานะหญิงสาวที่ถูกทุกคนเกลียดชัง อันฉีหันไปมองกระจกทองเหลืองข้างเตียงช้า ๆ ภาพสะท้อนของหญิงสาวหน้าตางดงามแต่ซีดเซียวปรากฏอยู่ในนั้น ดวงตาคู่นั้นไม่ใช่ของเธอ แต่ภายในกลับเป็นวิญญาณของอันฉีอย่างสมบูรณ์
“ซูมี่…” เธอกระซิบเบา ๆ กับเงาสะท้อน “เธอคงเจ็บปวดมากสินะ” ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างไม้ เสียงระฆังลมดังแผ่วเบา อันฉีหลับตาลงช้า ๆ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากหญิงสาวอ่อนโยน กลายเป็นความแน่วแน่เย็นเยียบ
“แต่ต่อจากนี้ ฉันจะไม่ยอมให้ใครรังแกเราอีก”
ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินผู้เฒ่า…ซูฮวา…หรือแม้แต่แม่ทัพหลี่เหยียนเฟิง ถ้าพวกเขาคิดว่านางยังเป็นซูมี่คนเดิม พวกเขาคงคิดผิดแล้ว
สามีที่มีใบหน้าเหมือนคนรัก
หลังจากหลี่เหยียนเฟิงจากไป ห้องนอนอันเงียบเย็นก็กลับเข้าสู่ความสงัดอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหอบผ่านชายคาและเสียงไอแผ่วเบาของอันฉีที่ยังนั่งพิงหัวเตียงอยู่ ร่างกายของซูมี่อ่อนแอกว่าที่เธอคิดมาก เพียงแค่พูดกับชายคนนั้นไม่กี่ประโยค เหงื่อเย็นก็ผุดเต็มแผ่นหลัง ราวกับร่างนี้เคยชินกับการเจ็บป่วยและการถูกทอดทิ้งมานานเกินไป
หนิงเอ๋อรีบรินน้ำอุ่นส่งให้ “ฮูหยิน ดื่มน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะ ท่านเพิ่งฟื้น อย่าฝืนตัวเองเลย”
อันฉีรับถ้วยชามาถือไว้ ปลายนิ้วยังสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาวเท่านั้น แต่เพราะใบหน้าของชายเมื่อครู่ยังติดตาไม่จาง ใบหน้านั้นเหมือนเลสลี่ เฉิง เหมือนจนเธอแทบหยุดหายใจ เหมือนจนหัวใจที่เพิ่งยอมรับว่าตัวเองตายแล้วกลับเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
เธอหลุบตาลงมองเงาสะท้อนในน้ำชา แล้วพึมพำเสียงเบา “ทำไมต้องเป็นหน้าเขา…”
หนิงเอ๋อได้ยินไม่ถนัดจึงเอียงหน้า “ฮูหยินว่าอะไรนะเจ้าคะ”
อันฉีส่ายหน้า “ไม่มีอะไร”
แต่ในใจกลับไม่อาจสงบได้เลย เลสลี่ของเธอเป็นชายที่แม้ในวินาทีสุดท้ายก็ยังร้องเรียกให้เธอรอ เขารักเธอ ทะนุถนอมเธอ และไม่เคยมองเธอด้วยสายตาเย็นชาแม้เพียงครั้งเดียว ทว่าเหยียนเฟิง ชายผู้มีใบหน้าเดียวกัน กลับมองเธอราวกับนางเป็นความผิดพลาดอันน่ารังเกียจในชีวิตของเขา
