บทที่ 5 บทที่ 5

อันฉีรู้สึกเหมือนมีไฟลุกขึ้นในอก เธอเจ็บเพราะใบหน้านั้นเหมือนเลสลี่ แต่โกรธเพราะคำพูดนั้นเป็นของเหยียนเฟิง

“แม่ทัพหลี่” เธอเรียกเขาเต็มยศเป็นครั้งแรก “ท่านไม่ต้องสนใจข้าก็ได้ ข้าไม่ได้ขอ”

ชายหนุ่มชะงัก

“ข้ารู้ว่าท่านรังเกียจข้า” อันฉีพูดต่อ น้ำเสียงไม่ดัง แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “ข้าก็จะพยายามอยู่ให้ห่างจากท่าน แต่ขอท่านจำไว้ ข้าเป็นคน มิใช่สิ่งของที่ใครจะเหยียบย่ำอย่างไรก็ได้”

บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบ แม้แต่ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างเหยียนเฟิงยังมองนางด้วยความประหลาดใจ

เหยียนเฟิงหรี่ตา “เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

อันฉีฝืนยิ้มบาง “ตั้งแต่วันที่ข้าเกือบตาย และรู้ว่าความตายไม่น่ากลัวเท่าการมีชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรี”

คำพูดนั้นทำให้เหยียนเฟิงนิ่งไปชั่วอึดใจ

ดวงตาของเขามีประกายบางอย่างวูบผ่าน แต่มันหายไปเร็วมาก ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม

“หวังว่าเจ้าจะจำคำพูดตัวเองได้”

“ข้าย่อมจำได้”

อันฉีค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วเดินผ่านเขาไปพร้อมหนิงเอ๋อ ทุกก้าวยังสั่นเพราะร่างกายไม่แข็งแรง แต่เธอไม่ยอมให้ตัวเองล้ม

เมื่อเดินพ้นระยะสายตา หนิงเอ๋อกระซิบเสียงตื่นเต้น “ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านทำให้แม่ทัพพูดไม่ออกเลยเจ้าค่ะ”

อันฉีไม่ได้ตอบทันที เธอกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เจ็บ ทุกครั้งที่มองหน้าเหยียนเฟิง หัวใจของเธอก็เหมือนถูกฉีกซ้ำ ๆ เพราะมันทำให้เธอนึกถึงชายที่เธอไม่มีวันได้แต่งงานด้วยอีกแล้ว

แต่เธอจะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมแพ้ต่อความทรงจำของตัวเอง ไม่ยินยอมต่อความเกลียดชังของเขาและไม่ย่อท้อต่อชะตากรรมของซูมี่

ทางเดินไปเรือนใหญ่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า อันฉีเงยหน้ามองหลังคาสูงของเรือนประธาน แววตาค่อย ๆ แข็งกร้าวขึ้น ที่นั่นมีมารดาของเหยียนเฟิงรออยู่ หญิงที่อาจเป็นต้นเหตุให้ซูมี่ต้องตกน้ำจนตาย อันฉีสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวต่อไปอย่างมั่นคง นับจากวันนี้ นางไม่ใช่ซูมี่ผู้อ่อนแออีกต่อไป

และชายผู้มีใบหน้าเหมือนคนรักคนนั้น จะต้องได้เห็นด้วยตาตัวเองว่า ฮูหยินที่เขาเคยดูแคลน จะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีกเป็นครั้งที่สอง.

ฮูหยินที่ไร้ค่า

เรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพตั้งอยู่กลางพื้นที่สูงสุดของคฤหาสน์ หลังคากระเบื้องสีเข้มทอดยาวอย่างสง่างาม เสาไม้แดงแกะสลักลวดลายมังกรและเมฆา แสดงฐานะของตระกูลหลี่ที่ได้รับเกียรติจากราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน

แต่ยิ่งเข้าใกล้เรือนใหญ่ อันฉีกลับยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง แรงกดดันจากสายตาผู้คน จากการดูแคลน จากความรู้สึกว่า “ซูมี่” ไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้

“ฮูหยิน เดินไหวหรือไม่เจ้าคะ” หนิงเอ๋อถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นใบหน้าของนางซีดลงเรื่อย ๆ

อันฉีพยักหน้าเบา ๆ “ไหว”

แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่สิ่งที่เหนื่อยกว่าคือความรู้สึกในใจ ทุกครั้งที่เดินผ่านบ่าวไพร่ คนเหล่านั้นจะรีบหลบสายตา บ้างแอบหัวเราะ บ้างซุบซิบอย่างไม่คิดปิดบัง

“นางยังกล้ามาเรือนใหญ่ด้วยหรือ”

“ได้ข่าวว่าแม่ทัพไม่เคยเข้าห้องนางเลย”

“ก็แค่นางกำนัลต่ำต้อย จะหวังเป็นฮูหยินจริง ๆ ได้อย่างไร”

คำพูดเหล่านั้นดังเข้าหูอย่างชัดเจน

หนิงเอ๋อกัดฟันแน่น “พวกมันช่างปากเสีย!”

แต่อันฉีกลับนิ่ง เธอเคยผ่านโลกที่โหดร้ายมาแล้ว ทั้งการแข่งขันในที่ทำงาน การนินทา การเหยียบย่ำกันด้วยคำพูด ทว่าเมื่อได้มาอยู่ในร่างซูมี่ เธอเพิ่งเข้าใจว่า คำดูถูกซ้ำ ๆ สามารถฆ่าคนคนหนึ่งให้ตายทั้งเป็นได้จริง

ซูมี่คงอยู่กับสิ่งเหล่านี้มานานเหลือเกิน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ สาวใช้สองคนที่ยืนเฝ้าประตูกลับไม่เปิดทางให้ทันที หนึ่งในนั้นปรายตามองอันฉีตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดเสียงเรียบ

“ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังดื่มชาอยู่ หากฮูหยินจะเข้าไป ก็รอด้านนอกก่อนเถิด”

หนิงเอ๋อรีบพูด “แต่ฮูหยินของข้า”

“ข้าไม่ได้ถามเจ้า” สาวใช้ตัดบททันที

หนิงเอ๋อหน้าแดงด้วยความโกรธ อันฉีกลับมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงบ

“เจ้าชื่ออะไร”

สาวใช้ชะงักเล็กน้อย “หลันซินเจ้าค่ะ”

“หลันซิน” อันฉีเอ่ยช้า ๆ “ข้าจำได้ว่ากฎของจวนแม่ทัพระบุไว้ว่า ผู้ใดกล้าขวางฮูหยิน มีโทษเฆี่ยนสิบไม้ จริงหรือไม่”

หลันซินหน้าเปลี่ยนสีทันที “แต่…บ่าวเพียงทำตามคำสั่งนะเจ้าคะ”

“ข้าบอกหรือยังว่าข้าจะเข้าไปตอนนี้”

หญิงสาวนิ่งอึ้ง อันฉีก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด น้ำเสียงยังเรียบเรื่อย “เจ้าขวางข้าโดยพลการ และยังเสียมารยาทต่อหน้าฮูหยิน เช่นนี้เรียกว่าทำตามคำสั่ง หรืออาศัยว่าผู้อื่นไม่เห็นค่าข้าจึงคิดจะเหยียบย่ำก็ได้”

หลันซินรีบคุกเข่าลงทันที “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ!”

หนิงเอ๋อมองฮูหยินของตนด้วยความตะลึง หากเป็นซูมี่คนเดิม นางคงยืนนิ่ง ก้มหน้า และยอมให้คนเหล่านี้รังแกไปแล้ว แต่คนตรงหน้านี้ไม่ใช่อีกต่อไป

“พอเถิด” อันฉีพูด “ข้าไม่มีแรงลงโทษใครในวันนี้ แต่หากมีครั้งหน้า เจ้าค่อยไปคุกเข่าที่ลานลงโทษแทน”

“เจ้าค่ะ…”

หลันซินรีบเปิดทางทันทีเมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถง อันฉีก็เห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก นางสวมชุดผ้าไหมสีเข้ม ใบหน้าคมกริบแฝงความเย่อหยิ่ง ดวงตาเย็นชาราวกับมองทุกคนต่ำกว่า แม้ไม่ต้องเดา อันฉีก็รู้ทันทีว่านางคือ หลี่ฮูหยิน มารดาของหลี่เหยียนเฟิง ด้านข้างของนางมีหญิงสาวหน้าตางดงามในชุดสีชมพูอ่อนนั่งอยู่ ใบหน้าหวานละมุน แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความดูถูก ทันทีที่อันฉีปรากฏตัว สายตาของทั้งสองก็หันมามองพร้อมกัน หลี่ฮูหยินวางถ้วยชาลงเสียงดัง

“ในที่สุดก็ยังไม่ตาย”

คำทักทายนั้นเย็นชาจนหนิงเอ๋อหน้าซีด แต่อันฉีกลับค้อมตัวทำความเคารพอย่างเรียบร้อย “คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”

หลี่ฮูหยินหรี่ตามองนางอย่างพินิจ “ดูเหมือนตกน้ำครั้งนี้จะทำให้เจ้ากล้าขึ้น”

หญิงสาวข้างกายหัวเราะเบา ๆ “ข้าว่าไม่ใช่กล้าขึ้นหรอกเจ้าค่ะ อาจเพราะใกล้ตายจึงเพ้อเสียมากกว่า”

หนิงเอ๋อกำมือแน่นทันที อันฉีปรายตามองหญิงสาวคนนั้น “ท่านนี้คือ…”

“ซูฮวา” หญิงสาวยิ้มบาง “บุตรสาวคหบดีซู”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป