บทที่ 8 บทที่ 8
ก่อนที่เขาจะทันพูดอะไร เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากด้านนอก สาวใช้คนหนึ่งรีบค้อมตัวอยู่หน้าประตู
“คารวะแม่ทัพ คารวะฮูหยิน”
“มีอะไร” เหยียนเฟิงถามเสียงเย็น
“ฮูหยินผู้เฒ่าให้มาตามฮูหยินเจ้าค่ะ”
อันฉีเลิกคิ้ว “ตามข้ารึ?”
“เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่า ให้ฮูหยินไปที่ลานฝึกด้านหน้าเดี๋ยวนี้”
หนิงเอ๋อสีหน้าไม่ดีทันที ลานฝึกด้านหน้าอย่างนั้นหรือ? ที่นั่นเป็นพื้นที่เปิดกว้าง คนในจวนผ่านไปมาตลอด หากหลี่ฮูหยินเรียกไปที่นั่น ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
เหยียนเฟิงขมวดคิ้ว “มารดาจะพบนางทำไม”
สาวใช้รีบก้มหน้า “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”
อันฉีเห็นสีหน้าของหนิงเอ๋อ ก็พอเดาได้ว่าการเรียกตัวครั้งนี้คงไม่ธรรมดา แต่แทนที่จะหวาดกลัว นางกลับรู้สึกเย็นสงบอย่างประหลาด
“ข้าจะไป”
หนิงเอ๋อรีบกระซิบ “ฮูหยินเจ้าคะ”
อันฉียกมือห้าม ก่อนหันไปมองเหยียนเฟิง “ท่านแม่ทัพจะไปด้วยหรือไม่”
ชายหนุ่มมองนางนิ่ง สีหน้าอ่านยาก
“เจ้ากลัวหรือ”
อันฉียิ้มบาง “ถ้าข้ากลัว คงไม่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว”
เหยียนเฟิงหรี่ตาอีกครั้ง ยิ่งมอง เขายิ่งรู้สึกว่านางไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่เพียงนิสัยที่เปลี่ยนไป แต่แม้แต่สายตาก็เปลี่ยน ซูมี่คนเดิมมักมองเขาด้วยความหวาดหวังและอ่อนแอแต่หญิงตรงหน้ากลับมองเขาอย่างสงบนิ่ง ราวกับไม่คิดจะพึ่งพาเขาอีกต่อไปและนั่นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด
“ไปเถอะ” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนหมุนตัวเดินออกไป
อันฉีมองแผ่นหลังกว้างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพ่นลมหายใจเบา ๆ แม้เขาจะไม่เหมือนเลสลี่เลยสักนิด แต่ทุกครั้งที่เห็นใบหน้านั้น หัวใจของเธอก็ยังเจ็บอยู่ดี
ลานฝึกด้านหน้าจวนแม่ทัพกว้างขวางและเต็มไปด้วยผู้คน ทหารองครักษ์กำลังฝึกดาบอยู่ฝั่งหนึ่ง บ่าวไพร่เดินขวักไขว่ ส่วนกลางลานมีเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ ในนั้นคือหลี่ฮูหยินที่นั่งจิบชาอย่างสง่างาม
ด้านข้างยังมีซูฮวายืนอยู่ พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานเช่นเดิม ทันทีที่อันฉีเดินเข้ามา สายตาของผู้คนจำนวนมากก็หันมามองพร้อมกัน บ้างสงสาร บ้างสะใจและบ้างกำลังรอชมเรื่องสนุก
หนิงเอ๋อก้มหน้าลงอย่างกังวล “ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจแน่เจ้าค่ะ”
อันฉีมองไปรอบ ๆ ก่อนเข้าใจทันที อีกฝ่ายจงใจเรียกนางมาต่อหน้าคนมากมายเพื่อทำให้นางอับอาย
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” อันฉีค้อมตัวอย่างเรียบร้อย หลี่ฮูหยินไม่ได้ตอบทันที นางจิบชาช้า ๆ ปล่อยให้อันฉียืนค้างอยู่อย่างนั้นต่อหน้าผู้คน เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนบ่าวไพร่เริ่มแอบมองหน้ากัน นี่คือการกดหัวอย่างชัดเจน หนิงเอ๋อกำชายเสื้อแน่น แต่ไม่กล้าพูด สุดท้าย หลี่ฮูหยินจึงวางถ้วยชาลง
“ในที่สุดเจ้าก็ยังรู้จักมาคารวะ”
อันฉีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าเรียกข้ามามีเรื่องใดเจ้าคะ”
“เรื่องใด?” หลี่ฮูหยินหัวเราะเย็น “เจ้าก่อเรื่องในจวนแท้ ๆ ยังกล้าถามอีกหรือ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที
อันฉีนิ่ง “ข้าไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจ?” หลี่ฮูหยินตบโต๊ะดังปัง “เจ้าเพิ่งฟื้นขึ้นมาก็เที่ยวพูดว่ามีคนคิดฆ่าเจ้า! ตอนนี้ทั้งจวนวุ่นวายไปหมด บ่าวไพร่หวาดกลัวกันทั่ว!”
หนิงเอ๋อหน้าเปลี่ยนสี ข่าวแพร่เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือว่ามีคนจงใจปล่อยข่าวกันแน่
อันฉีมองหลี่ฮูหยินอย่างสงบ “ข้าเพียงพูดตามสิ่งที่สงสัย”
“สงสัย?” อีกฝ่ายแค่นหัวเราะ “เจ้ามีสิทธิ์สงสัยผู้ใดในจวนนี้หรือ”
“หากมีคนคิดเอาชีวิตข้า ข้าย่อมมีสิทธิ์”
“โอหัง!”
เสียงตวาดนั้นทำให้ลานทั้งลานเงียบกริบ หลี่ฮูหยินจ้องนางด้วยสายตาเย็นจัด “ซูมี่ เจ้าอย่าลืมฐานะตัวเอง!”
อันฉีเม้มริมฝีปาก อีกแล้ว…คำว่าฐานะในจวนนี้ ทุกคนคอยเตือนซูมี่เสมอว่านางต่ำต้อยเพียงใด ซูฮวาก้าวออกมาช้า ๆ ก่อนพูดเสียงอ่อนหวาน
“พี่สาว ท่านคงเข้าใจผิดจริง ๆ ไม่มีใครคิดทำร้ายท่านหรอกเจ้าค่ะ”
อันฉีปรายตามอง “เช่นนั้นน้ำมันที่บันไดริมสระมาจากไหน”
รอยยิ้มของซูฮวาชะงักไปเล็กน้อย หลี่ฮูหยินขมวดคิ้ว “น้ำมันอะไร”
อันฉีตอบเรียบ ๆ “ใต้รองเท้าของข้ามีน้ำมันติดอยู่”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบด้านทันที ซูฮวารีบพูด “อาจเป็นเพราะบ่าวทำหกโดยไม่ระวังก็ได้”
“บังเอิญนัก” อันฉีหัวเราะเบา ๆ “บังเอิญจนข้าเกือบตาย”
“พอแล้ว!” หลี่ฮูหยินตวาด “เจ้ากำลังกล่าวหาคนในจวนต่อหน้าผู้คนหรือ”
อันฉีเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ข้าเพียงต้องการความยุติธรรม”
ประโยคนั้นทำให้หลายคนชะงัก
คำว่า “ความยุติธรรม” ดูเหมือนไม่ควรออกมาจากปากของฮูหยินที่ถูกทุกคนดูแคลน
หลี่ฮูหยินแค่นหัวเราะ “เจ้ามีสิทธิ์พูดคำนี้ด้วยหรือ”
อันฉีสบตานางนิ่ง “เหตุใดจะไม่มี”
“เพราะเจ้าเป็นเพียงนางกำนัลต่ำต้อย!” หลี่ฮูหยินตวาดลั่น “อย่าว่าแต่ความยุติธรรมเลย ต่อให้เจ้าตายอยู่ในสระนั่น ก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ!”
ลมหายใจของหนิงเอ๋อสะดุด บ่าวไพร่หลายคนหน้าซีดทันที เพราะไม่มีใครคิดว่าหลี่ฮูหยินจะพูดตรง ๆ เช่นนี้ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจยิ่งกว่า คืออันฉีกลับยิ้ม เป็นรอยยิ้มบางเบา แต่เย็นจนคนมองขนลุก
“เช่นนั้นหรือ”
หลี่ฮูหยินชะงักไปเล็กน้อย อันฉีก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ แม้ร่างจะยังอ่อนแรง แต่แววตากลับหนักแน่นจนน่าประหลาด
“ถ้าเช่นนั้นข้าคงเข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดคนในจวนนี้ถึงกล้าทำร้ายฮูหยิน”
บรรยากาศพลันเย็นเฉียบ
“เจ้าหมายความว่าอะไร!” หลี่ฮูหยินลุกพรวดขึ้น
“เพราะแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเอง ก็ยังคิดว่าชีวิตของข้าไม่มีค่า”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งลานเงียบสนิท
ซูฮวารีบพูดแทรก “พี่สาว ท่านกำลังเสียมารยาท!”
“เสียมารยาท?” อันฉีหันไปมองอีกฝ่าย “หรือการผลักคนให้ตายไม่เรียกว่าเสียมารยาท”
“เจ้า!”
ซูฮวาหน้าซีดทันที หลี่ฮูหยินโกรธจนมือสั่น “ดี! ดีมาก! ซูมี่ ดูเหมือนเจ้าจะคิดว่าตัวเองมีแม่ทัพหนุนหลัง จึงกล้าแข็งข้อกับข้า!”
อันฉีเงียบเพราะเธอรู้ดีว่าเหยียนเฟิงไม่มีวันยืนข้างนาง และในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหลัง ผู้คนรอบลานรีบก้มศีรษะพร้อมกัน
“คารวะแม่ทัพ!”
อันฉีหันไปโดยอัตโนมัติ หลี่เหยียนเฟิงเดินเข้ามาท่ามกลางความเงียบ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยังเย็นชาเช่นเดิม ดวงตาคมเข้มกวาดมองทุกคน ก่อนหยุดที่นาง หัวใจของอันฉีกระตุกวูบ ทุกครั้งที่เห็นใบหน้านั้น เธอยังคงเผลอเจ็บอยู่เสมอ
หลี่ฮูหยินรีบพูดทันที “เฟิงเอ๋อ เจ้ามาพอดี! ดูสิว่าสตรีที่ฮ่องเต้ประทานมาให้เจ้ากำลังทำตัวเช่นไร!”
เหยียนเฟิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนหันมองอันฉี “เกิดอะไรขึ้น”
อันฉีสบตาเขาเงียบ ๆ นางอยากรู้เหลือเกินครั้งนี้ เขาจะยังยืนมองเฉย ๆ เหมือนวันนั้นอีกหรือไม่
