บทที่ 9 บทที่ 9

ข้าจะไม่ยอมอ่อนแออีก

ลานฝึกทั้งลานเงียบงันราวกับไร้ผู้คน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังหลี่เหยียนเฟิง ผู้ซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ร่างสูงในชุดสีดำเข้มดูสง่างามและน่าเกรงขามราวกับดาบคมที่เพียงยืนอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา อันฉียืนนิ่ง มองใบหน้าที่เหมือนเลสลี่จนหัวใจเจ็บหน่วงแต่ดวงตาของชายคนนี้กลับเย็นชาเกินไป เย็นชาจนเธอไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกว่าเขาคือคนรักของเธอ

“เกิดอะไรขึ้น”

เสียงของเหยียนเฟิงดังขึ้นเรียบเย็น ดวงตาคมเข้มกวาดมองทุกคน ก่อนหยุดที่อันฉี

หลี่ฮูหยินแค่นหัวเราะ “เจ้าควรถามฮูหยินของเจ้ามากกว่า นางกำลังกล่าวหาว่ามีคนคิดฆ่านางในจวนแม่ทัพ”

เหยียนเฟิงหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนหันมาทางอันฉี

“เจ้าพูดเช่นนั้นจริงหรือ”

อันฉีไม่หลบสายตาเขา “ใช่”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลานอีกครั้ง หนิงเอ๋อก้มหน้าลงด้วยความกังวล ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าแม่ทัพมาก่อน เพราะหากไม่มีหลักฐาน ซูมี่อาจถูกมองว่าใส่ร้ายคนในจวน แต่สิ่งที่ทำให้อันฉีแปลกใจ คือเหยียนเฟิงไม่ได้โกรธทันที เขาเพียงจ้องนางนิ่ง สีหน้าอ่านไม่ออก

“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่”

อันฉีชะงักไปเล็กน้อย หลักฐานหรือ? แน่นอนว่าเธอยังไม่มี มีเพียงคำบอกเล่าของหนิงเอ๋อและความทรงจำเลือนรางของซูมี่เท่านั้น

หลี่ฮูหยินยิ้มเย็นทันที “เห็นหรือไม่ นางก็แค่พูดส่งเดชเพื่อเรียกร้องความสนใจ!”

ซูฮวารีบพูดเสริมเสียงหวาน “พี่สาวคงเพิ่งฟื้น ยังตกใจอยู่จึงคิดมากไปเองเจ้าค่ะ”

อันฉีกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ คิดมากไปเองอย่างนั้นรึ? หากคนที่ตายไม่ใช่เธอ พวกมันคงหัวเราะกันอย่างมีความสุขไปแล้ว เหยียนเฟิงยังคงมองนางเงียบ ๆ ก่อนพูดเสียงต่ำ

“หากไม่มีหลักฐาน ก็อย่าพูดพร่ำเพรื่อ”

หัวใจของอันฉีเย็นวาบ แม้จะคาดไว้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้จริง ๆ ความผิดหวังกลับยังแล่นผ่านหัวใจอย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่เชื่อเธอหรือบางที…ต่อให้เชื่อ เขาก็คงไม่คิดจะปกป้องซูมี่อยู่ดี

หลี่ฮูหยินยิ้มพอใจ “ได้ยินหรือไม่ ต่อไปนี้เจ้าจงอยู่สงบ ๆ อย่าสร้างปัญหาให้จวนแม่ทัพอีก”

อันฉีนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “ข้าเข้าใจแล้ว” น้ำเสียงของนางสงบเกินไป จนคนฟังรู้สึกแปลก เหยียนเฟิงมองนางนิ่ง

“เข้าใจอะไร”

อันฉียิ้มบาง แต่แววตากลับเย็นลงทีละน้อย “เข้าใจว่า ในจวนนี้ไม่มีใครคิดจะยุติธรรมกับข้า”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง หลี่ฮูหยินขมวดคิ้ว “เจ้ายังกล้าพูดอีก!”

“แต่ไม่เป็นไร” อันฉีพูดต่อราวกับไม่ได้ยิน “เพราะต่อจากนี้ ข้าจะยุติธรรมให้ตัวเอง”

ทุกคนชะงัก แม้แต่เหยียนเฟิงยังมองนางนิ่งกว่าเดิม อันฉีค้อมตัวให้หลี่ฮูหยินอย่างเรียบร้อย ก่อนพูดเสียงเบา

“หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าขอตัวก่อน” พูดจบนางก็หันหลังเดินออกจากลานทันที โดยไม่รอฟังคำอนุญาต หนิงเอ๋อตกใจ รีบวิ่งตามไป ทิ้งให้ผู้คนทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัน หลี่ฮูหยินกำถ้วยชาแน่น สีหน้าเย็นจัด

“นางกำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน!”

ซูฮวาเม้มริมฝีปาก “พี่สาวคงเพราะตกน้ำจึงอารมณ์แปรปรวนเจ้าค่ะ” แต่ในใจของนางกลับเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ซูมี่คนนี้…ไม่เหมือนเดิมจริง ๆ ส่วนเหยียนเฟิงยังคงมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินจากไป แววตาลึกล้ำจนไม่มีใครเดาออกว่าเขากำลังคิดอะไร เมื่อกลับถึงเรือนพัก หนิงเอ๋อก็รีบปิดประตูทันที

“ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านใจกล้ามากจริง ๆ!” นางพูดเสียงสั่น “บ่าวกลัวแทบแย่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะลงโทษท่าน”

อันฉีเดินไปนั่งข้างหน้าต่างอย่างเหนื่อยล้า

“ต่อให้ข้าเงียบ นางก็หาเรื่องข้าอยู่ดี”

หนิงเอ๋อนิ่งไป เพราะสิ่งที่ฮูหยินพูดคือความจริง ตั้งแต่ซูมี่เข้าจวนมา หลี่ฮูหยินไม่เคยชอบนางเลย ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ผิดไปหมด หากอ่อนแอ ก็ถูกเหยียดหยาม หากโต้กลับ ก็ถูกมองว่าไม่รู้ที่ต่ำที่สูง อันฉีหลุบตามองมือของตัวเอง มือคู่นี้ไม่ใช่มือของเธอ ชีวิตนี้ก็ไม่ใช่ชีวิตของเธอ แต่ตอนนี้ เธอกลับต้องใช้มันต่อไป

“หนิงเอ๋อ” นางเอ่ยเบา ๆ “ซูมี่ในอดีต…เป็นคนเช่นไร”

หญิงรับใช้ชะงัก ก่อนตอบเสียงเศร้า “ฮูหยินเป็นคนอ่อนโยนมากเจ้าค่ะ”

อันฉีนิ่งฟัง

“แม้คนทั้งจวนจะดูถูก แต่ท่านก็ไม่เคยโกรธใคร ท่านพยายามเอาใจทุกคนมาตลอด แม้แต่บ่าวที่แอบขโมยของจากเรือน ท่านก็ยังไม่ลงโทษ”

หนิงเอ๋อก้มหน้าลง น้ำเสียงเริ่มสั่น “ฮูหยินเคยบอกว่า หากท่านดีกับคนอื่นมากพอ สักวันพวกเขาอาจเมตตาท่านบ้าง”

หัวใจของอันฉีเจ็บแปลบ ซูมี่คงใช้ชีวิตด้วยความหวังเล็ก ๆ เช่นนั้นมาตลอด หวังว่าสักวันแม่สามีจะยอมรับ หวังว่าสักวันสามีจะหันมามอง หวังว่าสักวันคนในจวนจะเห็นว่านางก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งแต่สุดท้าย สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความตาย

อันฉีเงยหน้ามองท้องฟ้าด้านนอก แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงสีแดงหม่นราวเลือด ทันใดนั้น ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว เลสลี่ยืนอยู่กลางสายฝนในชุดเจ้าบ่าว สีหน้าตื่นตระหนก เขาร้องเรียกชื่อเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

“อันฉี อย่าทิ้งพี่!”

หัวใจของเธอบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว หนิงเอ๋อตกใจ “ฮูหยิน…”

อันฉีรีบหลับตาลง เธอคิดถึงเขาเหลือเกิน คิดถึงโลกเดิม…คิดถึงชีวิตที่ควรจะมี แต่เธอกลับไม่มีวันกลับไปได้อีกแล้ว น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนหลังมือ อันฉีมองมันนิ่ง ๆ ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น

“ข้าช่างอ่อนแอจริง ๆ”

หนิงเอ๋อส่ายหน้าเร็ว ๆ “ไม่ใช่นะเจ้าคะ! ฮูหยินเข้มแข็งมากแล้ว”

“ไม่” อันฉีพูดเสียงแผ่ว “ที่ผ่านมา ข้าอ่อนแอเกินไป”

ไม่ว่าจะเป็นเธอในโลกเดิมที่เชื่อว่าความรักจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น หรือซูมี่ที่ยอมอดทนเพื่อหวังให้คนอื่นยอมรับ สุดท้ายพวกเธอล้วนถูกทำร้าย อันฉีค่อย ๆ เช็ดน้ำตาออก แล้วลุกขึ้นยืนช้า ๆ สายลมพัดม่านบางปลิวไหว แสงสุดท้ายของวันตกกระทบใบหน้าของนาง ทำให้ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากความเศร้า…กลายเป็นความแน่วแน่

“หนิงเอ๋อ”

“เจ้าคะ?”

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีก”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป