บทที่ 1 1
ความเจ็บปวดแสนสาหัสพุ่งปราดเข้าจู่โจมทุกอณูเนื้อ ราวกับกระดูกทั่วร่างถูกบดขยี้จนแหลกเหลวเป็นผุยผง แสงสว่างจ้าบาดตาและเสียงกัมปนาทอันน่าสะพรึงกลัวจากอุบัติเหตุร้ายแรงยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท หลินอวี้จำได้เพียงว่าหลังจากกรำงานหนักในโรงหมอติดต่อกันข้ามวันข้ามคืน ร่างกายที่เหนื่อยล้าเกินทนทานทำให้การควบคุมพาหนะผิดพลาด และจบลงด้วยแรงกระแทกอันรุนแรงก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดไป
ทว่าในยามที่สติสัมปชัญญะควรจะดับสูญไปตลอดกาล ความรู้สึกหนาวเหน็บเสียดแทงลึกถึงกระดูกดำกลับปลุกให้นางต้องดิ้นรนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานสีขาวสะอาดของโรงหมอในยุคปัจจุบัน หรือซากปรักหักพังของอุบัติเหตุรถชน แต่กลับเป็นหลังคามุงจากที่ผุพังจนเห็นรอยรั่วขนาดใหญ่ แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลอดผ่านรอยแยกเหล่านั้นลงมากระทบใบหน้า กลิ่นอับชื้นของเชื้อรา ผสมปนเปกับกลิ่นดินโคลนและฝุ่นผงลอยคละคลุ้งอยู่รอบกาย
หลินอวี้พยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายนี้หนักอึ้งราวกับถูกหินผานับพันชั่งทับไว้ เรี่ยวแรงหดหายไปสิ้น ลำคอแห้งผากราวกับผืนทรายในฤดูแล้ง นางขยับริมฝีปากที่แตกระแหงเพื่อเปล่งเสียง ทว่ากลับมีเพียงเสียงแหบพร่าคล้ายคนใกล้ตายเล็ดลอดออกมา
"น้ำ..."
เสียงขยับกายดังกุกกักอยู่ไม่ไกล ก่อนที่เงาร่างของสตรีชราผู้หนึ่งจะถลันเข้ามาที่ข้างเตียง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยและความเหนื่อยยากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา สตรีชราผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายสีหม่นที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน สองมือที่สั่นเทารีบประคองร่างของนางขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกำลังประคองเครื่องเคลือบดินเผาที่บอบบางที่สุด
"คุณหนู! คุณหนูของบ่าว ท่านฟื้นแล้ว สวรรค์เมตตา สวรรค์มีตาจริงๆ ที่ไม่พรากชีวิตคุณหนูไปจากบ่าวเฒ่าผู้นี้"
สตรีชราร่ำไห้ปานจะขาดใจ พลางรีบหยิบถ้วยกระเบื้องบิ่นๆ ที่บรรจุน้ำเย็นเฉียบขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากของนาง หลินอวี้ไม่สนใจสิ่งใดอีก นางกลืนน้ำที่เย็นจนบาดคอลงไปอึกใหญ่ ความเย็นยะเยือกไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ ช่วยบรรเทาความแห้งผากและปลุกสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ให้แจ่มชัดขึ้น
ทันใดนั้นเอง อาการปวดหัวอย่างรุนแรงก็ปะทุขึ้นราวกับมีเข็มเล่มเล็กนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าไปในสมอง ภาพความทรงจำแปลกหน้ามากมายหลั่งไหลเข้ามาเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก หลินอวี้หลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อข่มกลั้นความเจ็บปวด ขณะที่จิตวิญญาณของนางกำลังหลอมรวมเข้ากับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างสมบูรณ์
ความทรงจำเหล่านั้นปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด จนหัวใจของหลินอวี้ต้องสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนก ร่างนี้มีนามว่าหลินชิงเย่ว เป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนราชครูหลินอันสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ทว่าชะตากรรมของนางกลับอาภัพอัปยศยิ่งกว่าบ่าวไพร่ชั้นต่ำ และที่สำคัญที่สุด... หลินชิงเย่วผู้นี้ คือตัวละครสมทบฝ่ายหญิงผู้อาภัพในนิยายเรื่อง ลิขิตรักจอมมาร นิยายจีนโบราณที่นางเพิ่งอ่านจบไปในชาติก่อนนั่นเอง!
ในเนื้อหานิยาย หลินชิงเย่วเป็นเพียงเบี้ยหมากที่ไร้ค่า มารดาผู้ให้กำเนิดซึ่งเป็นฮูหยินเอกตกเลือดเสียชีวิตในวันที่คลอดนางออกมา บิดาผู้เป็นราชครูจึงชิงชังรังเกียจนางตั้งแต่แรกเกิด ตราหน้านางว่าเป็นดาวไม้กวาด เป็นตัวกาลกิณีที่สังหารมารดาตนเอง
นางเติบโตมาในจวนหลังใหญ่ด้วยความโดดเดี่ยวและถูกกลั่นแกล้งสารพัด ฮูหยินรองที่ก้าวขึ้นมาเป็นนายหญิงของจวนแสร้งทำเป็นเมตตาปรานีต่อหน้าผู้คน แต่ลับหลังกลับปล่อยให้นางอดมื้อกินมื้อ สวมใส่เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ และปล่อยให้คุณหนูรองหลินชิงเยี่ยนผู้เป็นน้องสาวต่างมารดารังแกนางสารพัด
ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ชีวิตของหลินชิงเย่วต้องพังทลาย คือคำทำนายของนักพรตจอมปลอมที่ฮูหยินคนใหม่จ้างวานมา นักพรตผู้นั้นชี้หน้านางกลางจวนและประกาศกร้าวว่าดวงชะตาของคุณหนูใหญ่เป็นภัยต่อตระกูล หากปล่อยให้อยู่ในเมืองหลวงต่อไป บิดาจะตกต่ำ ตระกูลหลินจะพินาศย่อยยับ
ด้วยคำลวงเพียงไม่กี่ประโยค บิดาที่ไร้เยื่อใยก็สั่งให้คนจับนางโยนขึ้นรถม้าเก่าๆ ขับไล่ไสส่งคุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ให้ระเหเร่ร่อนมายังบ้านเดิมของตระกูลที่ถูกทิ้งร้างอยู่แถบชายแดนอันห่างไกลและหนาวเหน็บ โดยมีเพียงหวามามา แม่นมเฒ่าผู้ภักดีเพียงคนเดียวที่ยอมติดตามมาปรนนิบัติรับใช้
ตามเนื้อเรื่องในนิยายเดิม การเดินทางนับพันลี้ท่ามกลางพายุหิมะและความอดอยาก ทำให้ร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมของหลินชิงเย่วต้านทานไม่ไหว นางล้มป่วยด้วยไข้ป่าอย่างรุนแรงเมื่อเดินทางมาถึงบ้านร้างแห่งนี้ได้เพียงสามวัน และเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีผู้ใดเหลียวแล ทิ้งให้หวามามาต้องตรอมใจตายตามไปในเวลาต่อมา
ทว่าในยามนี้ ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไป วิญญาณของคุณหนูใหญ่ผู้อาภัพได้หลุดลอยไปแล้วจริงๆ แต่กลับมีดวงจิตของแพทย์สาวจากต่างภพอย่างหลินอวี้เข้ามาสวมรอยแทนชะตากรรมที่ควรจะดับสูญนั้น
หลินอวี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่หงส์ที่เคยหม่นหมองหวาดกลัวของหลินชิงเย่วคนเดิมบัดนี้เลือนหายไป แทนที่ด้วยประกายตาอันคมกริบ เยือกเย็น และเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวผู้เคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
