บทที่ 2 2

นางสูดลมหายใจเข้าลึก รับรู้ถึงกลิ่นอายความหนาวเย็นที่กรีดแทงผิวหนัง นางคือหลินอวี้ แพทย์ผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อมัจจุราช และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นางจะขอใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะหลินชิงเย่ว!

ความแค้นและความน้อยเนื้อต่ำใจของเจ้าของร่างเดิมยังคงตกตะกอนอยู่ในอก หลินชิงเย่วกุมหน้าอกซ้ายของตนเองแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ยังคงเจ็บปวดกับความโหดร้ายของบิดาและคนในตระกูลหลิน นางลอบให้คำมั่นสัญญากับดวงวิญญาณที่จากไปอย่างเงียบๆ ในใจ

"ไม่ต้องห่วงนะหลินชิงเย่ว ในเมื่อข้าได้ข้ามภพมาอยู่ในร่างของเจ้าแล้ว ข้าจะใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด ความแค้นที่เจ้าได้รับ ข้าจะจดจำไว้ บัญชีหนี้เลือดของตระกูลหลิน ข้าจะเป็นผู้ทวงคืนให้เจ้าเอง ข้าจะไม่ยอมให้จุดจบอันน่าอนาถในนิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นกับพวกเราเด็ดขาด แต่ตอนนี้... ข้าต้องเอาชีวิตรอดจากความหนาวเหน็บนี้ไปให้ได้เสียก่อน"

หญิงสาวเบือนหน้าไปมองหวามามาที่ยังคงนั่งสะอื้นไห้อยู่ข้างเตียง มือเหี่ยวย่นของแม่นมกุมมือนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะสูญสลายไปในอากาศ หลินชิงเย่วพลิกมือกลับและบีบมือของหวามามาเบาๆ เพื่อเรียกสติ

"หวามามา ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านเลิกร้องไห้เถิด" น้ำเสียงของนางยังคงแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยกระแสเสียงอันมั่นคงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด

หวามามาเงยหน้าขึ้นมองดวงหน้าซีดเซียวของคุณหนู นางรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ของนางเปลี่ยนไป ไม่ใช่เด็กสาวที่เอาแต่ก้มหน้าซ่อนตัวและร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอีกแล้ว แววตาของคุณหนูในยามนี้ช่างนิ่งสงบและมั่นคงยิ่งนัก

"คุณหนู ท่านหลับไปถึงสามวันสามคืน บ่าวคิดว่า... บ่าวคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าท่านอีกแล้ว หากท่านเป็นอะไรไป บ่าวจะลงไปสู้หน้าฮูหยินใหญ่ในปรโลกได้อย่างไร" หวามามาปาดน้ำตาป้อยๆ แววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าว

"ข้ายังไม่ตาย และข้าก็จะไม่ยอมตายง่ายๆ ด้วย" หลินชิงเย่วพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียงไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นห้องพัก มันเหมือนกระท่อมร้างที่รอวันพังทลายมากกว่า หน้าต่างไม้ผุพังมีเพียงเศษผ้าเก่าๆ อุดรอยรั่วเพื่อกันลมหนาว บนพื้นเรือนมีร่องรอยของเศษหิมะที่ปลิวเข้ามาเกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

"หวามามา พวกเรามีอาหารเหลือบ้างหรือไม่ และในเรือนนี้มีฟืนสำหรับจุดไฟบ้างไหม" หลินชิงเย่วเอ่ยถามตรงประเด็น นางมีความรู้ทางการแพทย์ ย่อมรู้ดีว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป หากไม่ได้รับอาหารและความอบอุ่นโดยเร็ว ไข้ที่เพิ่งสร่างอาจจะกลับมาเล่นงานจนถึงแก่ชีวิตได้จริงๆ

ได้ยินคำถามนั้น หวามามาก็ก้มหน้าลง น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไปไหลรินลงมาอีกครั้ง

"บ่าวไร้ความสามารถยิ่งนักคุณหนู ตอนที่คนของตระกูลหลินโยนเราทิ้งไว้ที่นี่ พวกเขาริบเอาเงินทองและเสบียงอาหารไปจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงข้าวสารก้นถุงเพียงหยิบมือ บ่าวต้มน้ำข้าวให้ท่านดื่มไปหมดแล้ว ส่วนฟืน... เรือนนี้ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี ไม่มีฟืนหลงเหลืออยู่เลยเจ้าค่ะ ข้างนอกพายุหิมะเพิ่งจะสงบ บ่าวแก่ชราไร้เรี่ยวแรง ไม่กล้าฝ่าหิมะออกไปหาฟืน เกรงว่าจะหนาวตายอยู่กลางป่าแล้วจะไม่มีใครดูแลคุณหนู"

สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดไว้มาก หลินชิงเย่วขมวดคิ้วแน่น ไร้เงิน ไร้อาหาร ไร้ความอบอุ่น นี่มันบีบบังคับให้คนเดินลงสู่ความตายชัดๆ คนตระกูลหลินช่างโหดเหี้ยมอำแหิตนัก ส่งบุตรีสายเลือดแท้ๆ มาตายในที่กันดารเช่นนี้ได้อย่างเลือดเย็น

ทว่าหลินชิงเย่วไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา นางเลิกผ้าห่มฝ้ายที่บางเบาราวกับกระดาษออก ยื่นขาที่สั่นเทาลงสัมผัสพื้นไม้เย็นเฉียบ

"คุณหนู! ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ ร่างกายท่านยังไม่หายดี รีบกลับเข้าไปนอนพักเถิดเจ้าค่ะ" หวามามารีบถลันเข้ามาห้ามปราบด้วยความตกใจ

"ขืนนอนต่อไปได้หนาวตายจริงๆ แน่ หวามามา ท่านหาเสื้อผ้าที่หนาที่สุดที่มีมาให้ข้า ข้าจะออกไปสำรวจรอบๆ เรือนเสียหน่อย"

"ไม่ได้นะเจ้าคะ! อากาศข้างนอกหนาวเหน็บปานนี้ ลมพัดเพียงวูบเดียวร่างกายท่านก็ทนไม่ไหวแล้ว บ่าวจะออกไปเอง บ่าวจะไปหาเศษไม้มาจุดไฟให้ท่านเองเจ้าค่ะ" สตรีชราพยายามดันร่างบางของคุณหนูกลับลงไปบนเตียง

หลินชิงเย่วจับมือหวามามาไว้แน่น จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาฝ้าฟางของสตรีชรา แววตาของนางจริงจังและเด็ดขาดจนหวามามาชะงักงัน

"หวามามา ฟังข้าให้ดี ท่านแก่ชราแล้ว หากท่านออกไปแล้วลื่นล้มกลางกองหิมะ ใครจะอยู่ดูแลข้า ข้ายังอายุน้อย ร่างกายนี้แม้จะอ่อนแอแต่ก็ยังพอมีกำลัง ท่านช่วยข้าสวมเสื้อผ้าเถิด เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว หากมัวแต่รอคอยความตายอยู่ในเรือนนี้ สู้ดิ้นรนออกไปหาทางรอดด้วยสองมือของตนเองไม่ดีกว่าหรือ"

คำพูดที่หนักแน่นและมีเหตุผลของคุณหนูใหญ่ทำให้หวามามาพูดไม่ออก สตรีชราทำได้เพียงสะอื้นไห้และเดินไปค้นหาเสื้อกันหนาวที่เก่าและมีรอยปะชุนในหีบสัมภาระมาสวมทับให้หลินชิงเย่วจนหนาเตอะ

หลินชิงเย่วผูกสายรัดเอวให้แน่นกระชับ หยิบเศษผ้ามาพันรอบลำคอและศีรษะเพื่อป้องกันลมหนาว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกกำลังใจ ก่อนจะผลักประตูไม้ที่ผุพังออกไป

ลมเหนือที่พัดผ่านพานเอาเกล็ดหิมะบางเบามากระทบใบหน้า ความหนาวเหน็บราวกับใบมีดน้ำแข็งนับร้อยนับพันกรีดแทงผิวหนังจนชาหนึบ ทิวทัศน์เบื้องหน้าคือลานดินกว้างที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน รอบด้านมีเพียงต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่งก้านยืนต้นตายซากและแนวกำแพงดินที่พังทลายลงมาครึ่งซีก ไกลออกไปคือแนวป่าทึบที่ดูมืดทะมึนและลึกลับ

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองชายแดน นับว่าเป็นพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลความเจริญที่สุด เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตนเอง

หลินชิงเย่วก้าวเดินออกไปอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวบนหิมะหนาทำให้ต้องใช้พละกำลังมหาศาล ร่างกายที่เพิ่งฟื้นจากไข้สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ แต่นางยังคงกัดฟันเดินต่อไปเรื่อยๆ สายตากวาดมองไปรอบๆ ลานกว้างเพื่อค้นหาสิ่งที่พอจะใช้เป็นเชื้อฟืนได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป