บทที่ 3 3
โชคยังดีที่รอบๆ แนวรั้วที่พังทลายมีกิ่งไม้แห้งร่วงหล่นอยู่ไม่น้อย หลินชิงเย่วรีบก้มลงเก็บเศษกิ่งไม้เหล่านั้นมากองรวมกัน แม้มือจะชาจนแทบไร้ความรู้สึก แต่นางก็ไม่หยุดพัก นางรู้ดีว่าไฟคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้
หลังจากรวบรวมกิ่งไม้แห้งได้กองใหญ่ หลินชิงเย่วก็เริ่มมองหาสิ่งที่จะสามารถนำมาประทังความหิวโหยได้ ในฐานะที่เคยศึกษาและเชี่ยวชาญทั้งตำรับยาสมุนไพรและพฤกษศาสตร์โบราณ นางมีความสามารถในการจำแนกพืชพรรณและโอสถสารเป็นอย่างดี
สายตาของนางสะดุดเข้ากับพุ่มไม้เตี้ยๆ บริเวณมุมกำแพงที่ถูกหิมะทับถม แม้จะดูเหมือนพืชแห้งตายทั่วไป แต่มุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกลับบอกให้นางรู้ว่า ใต้ดินบริเวณนั้นจะต้องมีบางสิ่งซ่อนอยู่
หลินชิงเย่วเดินฝ่าหิมะเข้าไปใกล้ ใช้กิ่งไม้ที่แข็งแรงที่สุดขุดเจาะลงไปในดินที่แข็งตัวราวกับหิน ขุดอยู่นานนับเค่อจนนิ้วมือแทบจะฉีกขาด ในที่สุดนางก็พบกับรากไม้สีน้ำตาลคล้ำขนาดเท่ากำปั้นสองสามหัวซ่อนอยู่ใต้ดิน
"มันเทศป่า..."
หลินชิงเย่วพึมพำด้วยความยินดี ริมฝีปากที่แห้งแตกคลี่รอยยิ้มบางๆ แม้มันจะไม่ได้มีรสชาติอร่อยเลิศเลอและมีรสขมฝาด แต่มันก็เต็มไปด้วยแป้งและพลังงานที่จะช่วยต่อชีวิตให้นางและหวามามาได้ในค่ำคืนนี้
นางรีบเก็บมันเทศป่าเหล่านั้นใส่ลงในอกเสื้อ หอบกองฟืนขนาดใหญ่ขึ้นแนบอก แล้วเดินฝ่าลมหนาวกลับเข้าเรือนอย่างทุลักทุเล
เมื่อผลักประตูเข้ามา หวามามาที่นั่งรออยู่ด้วยความกระวนกระวายใจก็รีบวิ่งเข้ามารับกองฟืนจากมือนาง สตรีชราร้องไห้อีกครั้งเมื่อเห็นสภาพมือที่แดงช้ำและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนของคุณหนู
"โธ่... คุณหนูของบ่าว ท่านลำบากเกินไปแล้ว บ่าวสมควรตายนักที่ปล่อยให้ท่านต้องไปทำงานหยาบช้าเช่นนี้"
"หวามามา อย่าเพิ่งร้องไห้เลย รีบนำกิ่งไม้พวกนี้ไปก่อไฟในเตาเถิด เราจะได้มีความอบอุ่นเสียที" หลินชิงเย่วสั่งการด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความเด็ดขาด นางหยิบมันเทศป่าออกจากอกเสื้อและส่งให้แม่นมเฒ่า "นำหัวมันพวกนี้ไปล้างแล้วโยนลงไปเผาในกองไฟด้วย คืนนี้เรามีอาหารตกถึงท้องแล้ว"
หวามามาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ปนเปไปกับความชื่นชม นางรีบรับคำและนำเศษไม้ไปก่อไฟในเตาดินเผาเก่าๆ กลางห้อง ไม่นานนัก เปลวไฟสีส้มแดงก็ลุกโชนขึ้น ขับไล่ความมืดมิดและความหนาวเหน็บที่เกาะกุมเรือนร้างแห่งนี้มาเนิ่นนาน
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ หลินชิงเย่วนั่งขดตัวอยู่หน้าเตาไฟ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปอังความร้อน ความรู้สึกชาหนึบเริ่มคลายตัวลง กลายเป็นความเจ็บปวดแปลบปลาบจากบาดแผลเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่
กลิ่นหอมกรุ่นของมันเทศป่าที่ถูกเผาไฟลอยเข้าจมูก เรียกน้ำย่อยในกระเพาะที่ว่างเปล่าให้ส่งเสียงประท้วง หวามามาใช้ไม้เขี่ยมันเทศที่สุกได้ที่ออกมา ปอกเปลือกที่ไหม้เกรียมออกอย่างระมัดระวัง แล้วส่งเนื้อสีเหลืองอ่อนที่ส่งควันกรุ่นให้คุณหนู
"ร้อนนะเจ้าคะคุณหนู ค่อยๆ ทาน"
หลินชิงเย่วรับมันเทศมาเป่าลมเบาๆ แล้วกัดกินคำเล็กๆ รสชาติฝาดเฝื่อนผสมกับความหวานจางๆ แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น แม้จะไม่อร่อยเหมือนอาหารเลิศรสในภพก่อน แต่มันกลับเป็นมื้ออาหารที่วิเศษที่สุดในเวลานี้ นางเคี้ยวกลืนอย่างช้าๆ ซึมซับพลังงานที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย
หวามามามองคุณหนูที่กำลังทานมันเทศเผาอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความตื้นตันใจ คุณหนูใหญ่ของนางที่เคยกินแต่อาหารหรูหรา แม้จะถูกรังแกแต่ก็ไม่เคยต้องมากินของป่าพื้นๆ เช่นนี้ ทว่าคุณหนูกลับไม่มีท่าทีรังเกียจหรือบ่นน้อยใจเลยแม้แต่น้อย
"หวามามา ท่านก็กินด้วยสิ พรุ่งนี้เรายังมีงานต้องทำอีกมาก" หลินชิงเย่วเลื่อนมันเทศอีกหัวไปให้แม่นมเฒ่า
"งานอันใดหรือเจ้าคะคุณหนู" หวามามาถามพลางรับมันเทศมากินด้วยความหิวโหยเช่นกัน
หลินชิงเย่วทอดสายตามองเข้าไปในเปลวไฟที่กำลังเต้นเร่า ดวงตาคู่หงส์สะท้อนแสงไฟจนดูเปล่งประกายเจิดจ้าและลึกล้ำยากจะคาดเดา
"เรือนหลังนี้ผุพังเกินกว่าจะคุ้มแดดคุ้มฝน เสบียงอาหารที่เรามีก็ประทังชีวิตได้แค่มื้อเดียว พรุ่งนี้ข้าจะออกไปสำรวจป่ารอบๆ อย่างละเอียดอีกครั้ง ข้าเชื่อว่าต้องมีสมุนไพรที่มีค่าซ่อนอยู่ใต้หิมะ หากข้าหามันพบและนำไปขายในเมือง เราก็จะมีเงินมาซื้อข้าวสารและของใช้ที่จำเป็น เราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นให้จงได้"
น้ำเสียงของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ หลินชิงเย่วได้ตัดสินใจแล้ว นางจะไม่ยอมเป็นเพียงสตรีผู้อ่อนแอที่รอความตายอยู่ในเรือนร้างแห่งนี้ นางจะใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี พลิกชะตาชีวิตที่ถูกตราหน้าว่าเป็นดาวไม้กวาด ให้กลายเป็นนายหญิงผู้กุมชะตาชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง
ค่ำคืนนั้น เสียงลมหนาวยังคงพัดหวีดหวิวอยู่ภายนอก ทว่าภายในเรือนผุพังกลับมีความอบอุ่นจากกองไฟและความหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้น หลินชิงเย่วเอนกายลงนอนบนเตียงไม้ที่ปูด้วยผ้าห่มผืนบาง ความเหนื่อยล้าจากการดิ้นรนทำให้ดวงตาของนางค่อยๆ ปิดลง
