บทที่ 13 13

“เย็น แต่ก็ไม่สู้เย็นใจเจ้าค่ะ น้ำเย็นสามารถดับร้อนได้ดีทีเดียว คุณชายน่าจะลองดูนะเจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าเท้าได้เป็นอิสระอย่างที่ควรจะเป็น”

อีกฝ่ายมองดูเท้าบอบบางที่ตอนนี้ซีดขาวไปแล้ว แต่นางก็ยังไม่ยอมเอาเท้าขึ้น อีกอย่าง การเปลือยเท้าให้บุรุษดูใช่เรื่องที่ดี

เขาหันหน้าไปทางอื่นแทน “ข้าขอไปตรวจรอบ ๆ เรือนก่อน”

จางลี่ยิ้มอย่างกระต่ายโง่ให้เขา มองชายหนุ่มที่สำรวจด้านนอกมากกว่าด้านใน เขาใช้ดาบปัดไปตามหญ้าบนดิน บางก็เอาเท้ากดมันลงไปเพื่อสำรวจดิน เมื่อเริ่มเบื่อนางก็ยกเท้าขึ้น เอาผ้าซับให้แห้ง แต่ไม่ได้ใส่ถุงเท้าอย่างที่เคยเป็น

จางลี่เอนกายแล้วหลับตาเหมือนว่าจะงีบกลางวันไปแล้ว ภาพสตรีนางน้อยที่อยู่ตรงหน้า ปลายเท้ายังว่างเปล่าไม่ได้มีถุงเท้าสวมอยู่ เมื่อมองไปยังเสื้อผ้าที่คล้ายจะหลวมเกินตัวทำให้บางอย่างบนอกทะลักออกมาอย่างไม่ตั้งใจ  จึงทำให้ชายหนุ่มจิตใจไม่เป็นปกติไปชั่วคราว เมื่อได้สติก็รีบหันไปทางอื่น ก่อนตั้งใจทำงานต่อ แต่จนผ่านไปหลายชั่วยามก็ไม่พบสิ่งใด เขาเดินไปบอกลาเจ้าเรือน แต่ก็ทำเพียงหยุดนิ่งมองภาพงดงามเพียงครู่แล้วจากไป

เมื่อความสงบกลับมาคนที่เอนหลับก็ลืมตาขึ้น มองตามทิศทางที่พวกเขาจากไป ก่อนเบนสายตากลับไปที่ลำธาร ไม่ว่ายังไงผู้ชายก็คือผู้ชาย พอเห็นสตรีก็ย่อมปรารถนาครอบครอง จนทำให้พลาดบางอย่างไป

ชาติก่อนเสียดายนางไม่ได้ใช้มัน ตอนนั้นคิดแต่ว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว จางลี่รอคอยไม่นานก็ได้ยินเสียงดังมาจากเรือนใหญ่นางจึงลุกขึ้น      

“ไปดูผลงานของเราดีกว่าเย่วจู”

สาวใช้รู้ว่าสิ่งที่คุณหนูพูดคืออะไร นางประคองเจ้านายออกจากเรือน เมื่อไปถึงก็เห็นอนุเฉียนถูกจับกุมอยู่กลางลาน ร้องห่มร้องไห้ปากก็บอกว่าตัวเองไม่ได้เอาไป

“ไม่ได้เอาไปแล้วเหตุใดทองจึงไปอยู่ใต้ดินเรือนเจ้า” อนุเฉียนทำหน้าจะเป็นลม ทองนั้นนางเอาไปซ่อนอย่างดีพวกเขาไม่พบแน่ แต่กลายเป็นว่าทองที่เขาพบอีกส่วนก็คือทองใต้ต้นไม้ในเขตเรือนนาง

“ไม่ใช่ข้า ต้องมีคนใส่ร้ายข้า ท่านพี่ท่านต้องเชื่อข้านะ” อนุเฉียนปฏิเสธแล้วคลานเข้าไปแล้วเกาะแทบเท้า ปากร้องไห้อ้อนวอนขอให้ทุกคนเชื่อนาง

ตอนนี้เองมารดาของนางก็ยิ้มขึ้น แล้วเอ่ยเสียงอ่อนหวาน

“เจ้ายอมรับเถอะอนุเฉียน แล้วบอกว่าทองที่เหลืออยู่ไหน”

“ข้าไม่รู้ ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมาทองนั้นวางอยู่บนโต๊ะน้ำชาข้างเตียงข้า ข้าก็เก็บมันเอาไว้ คิดว่ามีคนใจดีมอบให้ พอรุ่งเช้าก็เกิดเรื่องข้าจึงนำทองนั้นไปซ่อน แต่มันคนละส่วนกับที่พวกท่านเจอ” ดวงตาอนุเฉียนโตขึ้นแล้วกล่าวต่อ

“ต้องมีคนใส่ร้ายข้าแน่ พวกท่านต้องเชื่อข้า ข้าจะบอกทองที่ข้าเจอ ได้โปรดเชื่อข้า”

โทษขโมยคือถูกเฆี่ยนจนตาย นางไม่อาจเอาตัวไปเสี่ยงได้ เพราะรู้ฐานะตัวเองดีว่า ยังไงพวกเขาก็ไม่ช่วยนางแน่

คนที่เป็นผู้ชมอยู่ตอนนี้นึกถึงภาพของหลี่ซูซู่กราบแทบเท้าบิดา หลังจากที่นางถูกส่งไปแต่งงานกับชายขายหมูในตลาด คนต้นเรื่องที่หาวิธีไล่หลี่ซูซู่ออกจากเรือนก็คืออนุเฉียน

จางลี่มองคนของทางการไปขุดทองตามที่อนุเฉียนบอก ได้ทองมาไม่กี่ก้อนก็สร้างความโมโหให้บิดามากกว่าเดิม

“ข้าขอมอบนางให้ท่าน จัดการตามกฎหมายได้เลย”

อู่เหว่นหมิ่นมองหญิงสาวที่ไม่เหลือสภาพสตรีที่งดงามแต่ก่อน แทบจะเหมือนขอทานข้างถนนไปแล้ว เพราะถูกเสนาบดีเฆี่ยนไปรอบหนึ่งเพื่อสอบถามทองที่เหลือ แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่านางไม่ได้เอาไป

“ข้าน้อยขอพานางไปสอบสวนเพิ่มเติมขอรับ”

อู่เหว่นหมิ่นมองไปยังหลี่ซูซู่ที่ตั้งแต่ต้นจนจบเอาแต่ก้มหน้า เมื่อสบตากันนางก็ยิ้มให้เขาพร้อมหันไปเรียนบิดา

“ลูกขอไปส่งท่านเหว่นหมิ่นที่หน้าประตูนะเจ้าคะ” คำถามเหมือนขออนุญาต แต่จริง ๆ แล้วก็เหมือนว่าถ้าไม่ให้ไปก็ยิ่งน่าสงสัยกับการเลี้ยงลูกเรือนนี้ ยิ่งตอนนี้เรื่องข่าวลือออกไปเสีย ๆ หาย ๆ จนเขาแทบสู้หน้าเพื่อนไม่ติดแล้ว

“ตามใจเจ้า” บิดานางหัวเสียสะบัดหน้าเข้าเรือน ปล่อยให้นางเดินไปส่งผู้ตรวจการที่หน้าประตู

“อนุเฉียนนั้นปกติดีกับข้า ถ้าอย่างไรข้าฝากท่านช่วยสอบสวนอย่างเป็นธรรมด้วยนะเจ้าคะ”

เสียงหวานเอ่ยกับชายหนุ่ม เขามองสีหน้าไร้เดียงสาก่อนตอบกลับ

“นิสัยแก่นแท้ของคนนั้นอยากจะมองออกได้วันสองวัน บางทีนิสัยนี้อาจจะเป็นนิสัยที่แท้จริงของนาง แต่ที่นางพูดก็มีบางส่วนน่าสงสัยจริง ๆ”

จางลี่มองคนฉลาด แสร้งถามต่อ “ท่านสงสัยส่วนใด”

“ประโยคหนึ่งของนางคือ หากนางเป็นคนซ่อนทอง นางจะเอาทองเพียงนิดมาฝังดินเพื่อให้คนเจอทำไมกัน”

หญิงสาวพยักหน้าตาม “จริงอย่างที่คุณชายว่าจริง ๆ น่าสงสัย อย่างนั้นแสดงว่าคนร้ายก็ยังอยู่ที่เรือนนี่น่ะสิ” นางแสร้งทำเสียงตกใจ เอามือแตะแขนเขาเหมือนไม่รู้ตัว

“อย่างนั้นเรือนนี้คงไม่ปลอดภัย คุณชายหาคนมาเฝ้าได้ไหมเจ้าคะ”

เฝ้าเรือนนี้ หมายถึงตลอดเวลา หมายถึงว่าหากเขามาเองเขาได้เห็นนางตลอดใช่ไหม ตอนนี้ผู้ตรวจการเหมือนคนโดนความงามหลอกให้เขาตกหลุมไม่รู้ตัว

“ข้าจะส่งคนมาเฝ้าเอง เจ้าไม่ต้องกังวลหรือกลัวไป”

จางลี่คำนับขอบคุณ เมื่อสุดประตูก็ยืนมองเขาที่ขึ้นม้าไปอย่างองอาจ ใบหน้านางแดงระเรื่อเหมือนสาวแรกแย้ม จนกระทั่งเขาจากไปใบหน้าเขินอายก็หายไป เหลือเพียงสีหน้าเบื่อหน่าย

“คุณหนูชอบคุณชายเหว่นหมิ่นหรือเจ้าคะ”

ถึงอย่างไรนางก็ต้องทำดีกับคนคนนี้ เพราะว่าเขาจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า แต่นางไม่สามารถบอกสาวใช้ได้ในตอนนี้ จึงตอบไปเพียงว่า “ก็น่าสนใจดี”

คำนี้ไม่ควรออกจากปากสตรีโบราณ แต่ที่นางสนไม่ใช่ว่าชอบ แต่เพราะเขามีประโยชน์ต่างหาก

จางลี่หันมองด้านนอก “ไปเดินเล่นหน่อยดีกว่า” สองวันมานี้มัวแต่หาเงิน ยังไงนางก็ต้องหาคนต่อ ถ้าอยู่แต่ในเรือนเห็นทีจะหาไม่พบ

ถนนในเมืองหยางลิ่งมีทั้งหมดสามสาย เส้นกลางเป็นเส้นทางการค้า เส้นตะวันออกเป็นเส้นทางที่ติดกับทะเลกว้าง เป็นย่านของชาวประมง

ส่วนทางด้านตะวันตกเป็นสถานที่ของชาวบ้านยากจนที่หาเช้ากินค่ำ จางลี่ตัดสินใจเดินไปทางทิศตะวันตก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป