บทที่ 2 2

            “กินสิ บังเอิญเจ้าโมโม่ไม่ยอมกิน อย่างที่บอกว่าหมาไม่แดก” เธอยิ่งหัวเราะเมื่อน้องสาวคนเก่งคลานเข้ามาหากองเศษอาหาร จากนั้นก็หยิบกินด้วยมือไม่ได้รังเกียจ ยิ่งเธอเหยียบเท้าลงไปคนกินก็ไม่ได้หยุดกิน ยังคงหยิบมันเข้าปากเหมือนหมาตัวหนึ่ง

“พี่อี้เฉิน พี่ดูสิ น้องสาวฉันตายอดตายอยากเสียแล้ว”

เสียงชายหนุ่มหัวเราะเยาะแล้วพูดอย่างรังเกียจ “อยากทำอะไรก็ทำเสีย ผมจะไปรอข้างนอก”

จางหรูมองน้องสาวที่แสนน่ารังเกียจ ก่อนเดินอ้อมไปด้านหลัง จากนั้นก็หยิบผ้าพันคอออกมาพลางถาม

“น้องรัก น้องอยากเป็นอิสระไหม”

มือจางลี่หยุดลง หันมองจางหรูด้านหลัง และมองเลยไปยังผ้าพันคอในมือ ถึงเธอจะลำบากขนาดไหน แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ เพราะนั่นหมายความว่าเธอจะไม่ได้แก้แค้นพวกมัน

จางลี่ขยับตัวออกห่าง มองฝีเท้าที่ขยับก้าวเข้ามา “ให้พี่ช่วยน้องนะ”

ไม่ เธอไม่อยากตาย แต่ก็ไม่อาจทนแรงคนตรงหน้า จางหรูใช้ผ้าพันคอรัดคอเธอเอาไว้ มือจางลี่พยายามดึงมันออก ยิ่งมือสกปรกแตะต้องเสื้อผ้าหรูก็ยิ่งทำให้คนตรงหน้าโกรธมากกว่าเดิม

เมื่อเริ่มทนไม่ไหว เธอก็ยอมปล่อย “ฝากไว้ก่อนนะมึง ตายยากชะมัด” จางหรูคิดเพียงจะมาฆ่าให้เรื่องมันจบ แต่คิดอีกทีปล่อยให้ทรมานอีกสักหน่อยดีกว่า เมื่อได้กลิ่นของเสียเธอก็มองไปบนพื้น มองน้ำสีเหลืองบนพื้น

“สกปรกชะมัด” เธอพยายามล้างมันออกไป แต่ก็ยังทิ้งคราบและกลิ่นอยู่ดี จนเธอต้องถอดรองเท้าราคาแพงเกือบแสนทิ้งไว้ให้คนทำดูต่างหน้า

จางลี่มองประตูที่ปิดไม่สนิท แต่เพราะต้องออกแรงเยอะ และแรงเธอตอนนี้ก็ไม่มีเช่นกัน มองดูเวลาแล้วเห็นว่าใกล้เที่ยง ซึ่งเป็นเวลาที่เขาจะแวะเข้ามาเล่นกับเธอ แสดงว่าเธอมีเวลาหนีไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่นี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะมีชีวิตรอด

หญิงสาวมองรองเท้าราคาแพง คิดว่าหากเอาไปด้วยคงพอจะทำให้เธอขอความช่วยเหลือได้จึงหยิบมันขึ้นมา ขยับไปยังอ่างน้ำล้างมันให้สะอาด จากนั้นก็เอาเศษผ้าห่อหุ้มตัวเอง พยายามประคองร่างออกจากสถานที่กักขังเพื่อออกจากขุมนรกนี้

ดวงตาที่มีความหวังมองไปยังทิศทางของเมื่อคืน เธอพยายามลากขาที่เกือบหัก หรือหักไปแล้วก็ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เธอต้องวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อเอาตัวรอด ยิ่งได้ยินเสียงรถวิ่งเธอก็ยิ่งมีความหวัง

เมื่อเธอมองเห็นถนน และบังเอิญเจอรถที่กำลังวิ่งผ่านมาพอดี เธอก็รีบออกไปขวางเอาไว้ รถเก๋งหรูตรงหน้าหยุดลง เธอพยายามเคาะรถเพื่อให้คนในรถลงมาช่วย แต่กระจกก็ไม่ยอมเลื่อนลงสักที

จางลี่ร้องขอความช่วยเหลืออยู่นานกระจกดำก็เลื่อนลง ดวงตาเธอเบิกกว้างเมื่อได้ยินเสียงประตูอีกฝั่งเปิดออกพร้อมชายหนุ่มที่ลงจากรถแล้วตรงมาหาเธอ เธอได้แต่ร้องโทษชะตาเมื่อต้องมาเจอคนกระทำคนเดิมอีกแล้ว

“มาเล่นกันหน่อยไหมที่รัก” คนขับพูดอย่างเสียอารมณ์ ปล่อยให้ชายหนุ่มอีกคนลากเธอกลับไปยังที่ขังเดิม

ไม่!!! ใครก็ได้ช่วยเธอให้หลุดพ้นเสียที ราตรีที่ทรมานผ่านไปยาวนาน ร่างกายเธอตอนนี้ขาหักทั้งสองข้าง แต่พวกมันยังเหลือแขนเอาไว้ให้เธอจับหนูกินเป็นอาหาร

มาถึงตอนนี้เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว อยากตายไปจากนรกนี้ ขอสวรรค์เมตตาประทานความตายให้เธอ ให้เธอได้หลุดพ้นเสียที

เสียงร้องขอไม่เป็นผล เธอถูกทรมาน ถูกชายมากหน้าหลายตาย่ำยีจนไม่เหลือสภาพ มองเธอเหมือนตุ๊กตาที่เอาไว้เล่นสนุก ร่างกายที่เคยขาวนวลเต็มไปด้วยรอยเลือด รอยเฆี่ยนตี และรอยบุหรี่จี้

หลังจากผ่านค่ำคืนเลวร้ายที่เธอไม่ได้นับแล้วว่ากี่วัน ร่างกายท่อนล่างก็ไม่เหลือสภาพ พวกมันทำจนไม่เหลือให้เธอได้หายใจ

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีมองสายตาเหยียด มองมือเท้าแขนขาที่หมดสภาพ แถมเนื้อตัวก็เหม็นแทบจะทนไม่ได้อีกแล้ว คิดว่าคงถึงเวลาหมดสนุกเสียที จึงขอเล่นตุ๊กตาตัวนี้เป็นครั้งสุดท้าย

“มองผมแบบนั้นคืออะไร คิดถึงอย่างนั้นหรือ”

จางลี่อยากจะพูด แต่ตอนนี้เธอไม่มีแรงจะตอบชายหนุ่ม หากถามว่ามีคนที่ไม่อยากพบอยากเจอมากที่สุดคือใคร เธอก็จะบอกว่าเป็นเขา

ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง สามีของเธอกำลังเล่นสนุกอยู่เบื้องล่าง เอาของบางอย่างใส่เข้าไป เฮือกสุดท้ายของลมหายใจรวยรินหันมองเขาแล้วสาปแช่ง หากเธอเจอเขาอีก เธอจะทำให้เขาตายอย่างทรมานมากกว่าร้อยเท่าพันเท่า หากเจอพวกเขา เธอจะทำให้พวกเขาร้องขอความเมตตาจากเธอ

หากเจอพวกมันทั้งหมดในชาติต่อไป เธอจะถนอมพวกมันให้นานที่สุด มากกว่าที่พวกมันทำ

ดวงตาปิดลงอย่างเหนื่อยล้า โชคชะตาในชาตินี้ช่างโหดร้ายนัก หากเธอร้ายในชาติหน้า พวกเขาก็อย่าหาว่าเธอใจร้ายแล้วกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป