บทที่ 6 6
“เม่ยเมย เจ้ายังสบายดีอยู่หรอกหรือ” เสียงหัวเราะเยาะที่ไม่ว่ากี่ปีก็ไม่พัฒนาขึ้นเลย เสียงนางมารเอ่ยต่อ เมื่อเห็นสภาพของคนนอนซม
หลี่ถิงถิงหันไปเรียกบ่าวข้างตัว “เสี่ยวหู เจ้าเอายามาให้น้องสาวของข้าหน่อยสิ”
เจ้าของเรือนหันมองหม้อยาต้มกลิ่นฉุนที่อยู่ในตะกร้า เมื่อยกออกมาก็รับรู้ได้ทันทีว่ายานี้มีผสมของยาพิษอยู่
ตัวนางในตอนนี้ได้แต่รอ ถึงนางจะอ่อนล้า แต่ไม่อ่อนแอ จางลี่มองเห็นมือหลี่ถิงถิงถือถ้วยยาด้วยตัวเองตรงมาหานาง คนที่เจ็บแทบลุกไม่ไหวก็ใช้เท้าถีบร่างนั้นทันที ทำให้ยาที่ถือหกเลอะพี่สาวคนดีจนหมดสภาพ
“เจ้า!!” นางจะด่า แต่ด่าไม่ออกเพราะความร้อนจากยาถ้วยนั้นเหมือนจะลวกแขนนาง ทำให้หลี่ถิงถิงรีบวิ่งออกจากห้องเพื่อไปหาน้ำดับร้อนบนตัว คิดว่านางยังพอมีเวลาในการเก็บแรงไว้สู้อีกหนึ่งยก
รังแกมาได้ชาติหนึ่งแล้ว อย่าได้คิดว่านางจะเห็นแก่พี่น้องอย่างชาติที่แล้วที่ยอมให้อีกครั้ง หากนางยอมอีกก็คงกลายเป็นลาไปแล้ว
เย่วจูมาทันเห็นหลี่ถิงถิงวิ่งออกไป นางรีบวิ่งมาหาเจ้านายเพื่อสำรวจร่างกาย “คุณหนู เป็นอะไรมากไหมเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร เจ้าได้มาไหม”
“เจ้าค่ะ” เย่วจูรีบนำผ้ามาเช็ดบนเตียงที่มีรอยน้ำร้อนจากยาตกอยู่
“ดีที่ไม่ถูกตัว หาไม่แล้วผิวสวย ๆ ของคุณหนูคงเป็นแผลเป็นตลอดชีวิตแน่”
ตอนนี้คนถูกลวกคงคิดเช่นนั้น เธอจึงได้เห็นแสงไฟในเรือนถูกจุดสว่าง เสียงผู้คนเร่งรีบไปหาหมอเพื่อมารักษาหลี่ถิงถิง
“เตรียมตัวไว้เถอะ อีกไม่นานพวกเขาจะมาอีก”
เย่วจูถอนใจ คิดว่าเรื่องที่คุณหนูถิงถิงเจ็บตัวเพราะเรือนนี้ คงทำให้นายสาวถูกกักบริเวณไม่ได้ออกจากเรือนเป็นเดือนแน่
“คุณหนูเจ้าขา เหตุใดทำเช่นนี้”
สายตาแข็งกร้าวมองไปด้านนอกประตู “เพราะข้าอยากให้พวกเขาลืมเรือนนี้เสีย” นางจะได้ทำงานสะดวก หากพวกเขาไม่มาสอดส่องเรือนของนางอีก
และก็เป็นอย่างที่นางคิดจริง ๆ เมื่อทั้งบิดามารดาของนาง ท่านผู้เฒ่า อีกทั้งยังมีอนุเฉียนอีกคนมาร่วมวงด้วย
ประตูถูกถีบออก ตามด้วยบิดาที่มีสีหน้าโกรธจัดเดินมาชี้หน้าด่า
“เจ้ามันตัวซวย นำแต่เรื่องไม่ดีมาให้เรือนข้า พี่สาวเจ้าหวังดีนำยามาให้เจ้าก็ทำร้ายนาง นี่ดีที่แผลไม่ลึกมากจึงทำให้ไม่เกิดแผลเป็น ไม่เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าลวกน้ำร้อนแทนเป็นการลงโทษ”
ถึงกับใช้น้ำร้อนลวกนางเพื่อแก้แค้นบุตรสาวที่รัก ช่างเป็นบิดาที่รักบุตรสาวอย่างแท้จริง หันไปทางมารดาที่กล่าวเสริม
“ข้าไม่น่าคลอดเจ้ามาเลย คลอดตัวกาลกิณีเช่นเจ้ามีแต่จะทำให้วงศ์ตระกูลตกต่ำ”
แน่ละสิ เพราะต่อไปข้าจะทำให้มันเป็นอย่างท่านว่า หันมองไปยังท่านผู้เฒ่าที่ใช้ไม้เท้ายกขึ้นมาจะตีขานางที่นอนอยู่บนเตียง แต่เย่วจูกลับใช้ร่างบังเอาไว้
“เย่วจู” นางหันไปมองพวกเขาตาแข็ง ใครจะทำนางนางไม่สน แต่ไม่ใช่เย่วจู
ตอนนี้นางเริ่มไม่ทนแล้ว จึงเอ่ยเสียงเรียบ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฮูหยินผู้เฒ่า อนุเฉียน ซูซู่ขอบคุณที่มาเยี่ยมถึงเรือน แต่เสียดายที่ลูกไม่อาจลุกขึ้นคารวะได้ ต้องขอให้พวกท่านให้อภัยแล้ว อันว่าตัวลูกนั้นมันเป็นตัวซวย ผู้ใดที่ย่างเท้าเข้ามาเรือนนี้ล้วนโชคร้ายทั้งสิ้น สภาพลูกตอนนี้ไร้เรี่ยวแรงจะมีแรงทำอะไรพี่สาวได้อีกเล่า”
พวกเขาทั้งสี่มองร่างบอบบางที่ตอนนี้สั่นเทา เหงื่อออกท่วมเหมือนคนป่วย สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดใกล้เคียงกับศพไปแล้ว
“ลูกไม่รบกวนพวกท่านแล้ว อย่าได้อยู่เรือนลูกนานเลย ไม่เช่นนั้นจะถูกชะตาของข้าทำพวกท่านซวยไปด้วย”
ไม่ทันสิ้นประโยคพวกเขาก็วิ่งหางจุกตูดไปแล้ว เมื่อบิดาก้าวเท้าออกไปคนสุดท้ายก็เอ่ยกับบ่าว “ปิดเรือนนี้ ห้ามให้ผู้ใดเข้าออก”
ถึงกับปิดเรือนเพื่อกันความซวยของนาง อย่างว่า นางพูดถูก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถกันพวกเขาออกจากเรื่องที่นางจะทำต่อไปได้
“เย่วจู เจ้าเป็นอย่างไรบาง” หลี่ซูซู่เปิดเสื้อสาวใช้ออก มองเห็นรอยแดงบนแผ่นหลัง
“บ่าวไม่เจ็บเจ้าค่ะ คุณหนูเจ็บตรงไหนไหมเจ้าคะ”
ตัวเองเจ็บยังมาเป็นห่วงนางอีก “ข้าไม่เป็นไร เจ้าไปเอายาออกมาได้ พยายามต้มอย่าให้กลิ่นยาออกจากเรือน แต่ถึงออกพวกเขาก็คงไม่กล้าเหยียบเข้ามาเรือนนี้อีกแล้วแน่” เธอเชื่อเช่นนั้น
ไม่นานยาต้มร้อนที่เป็นยาจริง ๆ ก็ต้มเสร็จ นางรับมาดื่มอย่างไม่เร่งรีบ เมื่อเป่าลมจนคลายร้อนจึงยกดื่ม ขมคำแรกที่ชิม แต่ก็ดีกว่ารสชาติของหนูเป็น ๆ ที่นางได้กิน
อย่างน้อยยาถ้วยนี้ก็เป็นยารักษาไม่ใช่ยาพิษ มันพอที่จะทำให้ต่อชีวิตของนางต่อไปอีกหลายปี จางลี่รักษาตัวเองอยู่สองวันก็ถึงเวลาของการออกไปแสดงละครอีกครั้ง
