บทที่ 9 9

โดยเฉพาะกุ้ยเฟย มารดาขององค์รัชทายาท สตรีนางนั้นโหดเหี้ยม วางแผนลอบฆ่าบุตรมังกรไม่เหลือ ตอนนี้ในวังหลวงเหลือองค์ชายเพียงสองคนเท่านั้น คือ องค์รัชทายาท และท่านอ๋องอดีตคู่หมั้นนางเท่านั้น

น้าหลานกำลังสู้ศึกครั้งนี้อย่างเมามัน ในขณะที่มังกรกลับนั่งดูงิ้วอย่างสนุก

มังกรขี้ระแวงไม่ได้เชื่อทั้งหมดจึงถามต่อ “เหตุใดเจ้ามาอยู่เรือนนี้”

“ดีมากก็ใช่ว่าดี หม่อมฉันเพียงมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า พวกเขาก็หาว่าหม่อมฉันเป็นปีศาจ หม่อมฉันเอ่ยทักความตาย พวกเขาก็หาว่าหม่อมฉันเป็นมัจจุราช”

หลายวันก่อนท่านอ๋องเสี่ยวเย่ทูลขอสมรสพระราชทาน ต่อมาก็ขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เหตุเพราะบุตรสาวคนแรกป่วยใกล้ตาย ดูแล้วบุตรสาวใกล้ตายยังห่างไกลกับคำว่าตายนัก

“เจ้าอยากแต่งกับท่านอ๋องเสี่ยวเย่รึ”

มุมปากนางกระตุก รีบเอ่ยตอบ “หม่อมฉันไม่ต้องการ”

น้ำเสียงนั้นแข็งและจริงจัง ทำให้เขาเชื่อว่านางไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ

“ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการแต่งกับอ๋องเสี่ยวเย่แล้ว เจ้าต้องการอะไร”

“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามชะตา หากอยากเปลี่ยนชะตาท่านก็ต้องตอบแทนหม่อมฉันด้วยชะตาเช่นกัน”

“ชะตาอะไรของเจ้า”

“เรื่องนี้หม่อมฉันจะบอกเมื่อถึงเวลา สิ่งแรกที่จะพิสูจน์ทุกอย่างก็คือเหตุการณ์ในอีก 2 เดือนข้างหน้า”

“อีกสองเดือนมันนานไป หากเจ้ากล่าวเท็จแล้วหนีเราไปเสียก่อน เราก็ถูกผู้คนหัวเราะที่โดนเด็กหลอกน่ะสิ”

จางลี่หันมองมังกรแล้วเอ่ยตอบ “อีกหนึ่งเดือนจะมีการคัดเลือกนางกำนัล หม่อมฉันอยากเข้ารับการคัดเลือก”

ฮ่องเต้มองแล้วเอ่ยหยอก “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเป็นหงส์เสียเองหรอกนะ”

“หม่อมฉันไม่อยากเป็นหงส์ของพระองค์” แต่เป้าหมายนางคืออีกคนต่างหาก เห็นว่ามังกรรอฟังจึงเอ่ยต่อ “ให้หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัล หนึ่ง พระองค์จะได้ไม่ร้องระแวงว่าหม่อมฉันจะหนีหายไป สอง หากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น พระองค์สามารถเรียกหม่อมฉันได้ตลอดเวลา”

ทางหนึ่งก็ดี อีกทางก็ใช่ ไม่เห็นว่าเขาจะเดือดร้อนอะไร ยังไงการคัดเลือกนางสนมกำนัลชุดใหม่ก็ต้องมีอยู่แล้ว แค่เลี้ยงเพิ่มอีกคนจะเป็นไร

“ได้ เรารับปากเจ้า”

“หม่อมฉันขอพาบ่าวไปด้วยนะเพคะ”

มังกรมองสาวใช้ที่อยู่ด้วย ก็ตอบแบบไร้อารมณ์ “ก็ตามใจเจ้า”

จางลี่ยิ้มกว้างขอบพระทัยจากใจจริง เมื่อเงยหน้าก็พบแหวนหยกที่ถอดจากมือพระองค์ “เมื่อเข้าวังแล้ว มอบมันให้มามาหลี่ นางจะจัดทุกอย่างให้เจ้าเอง”

“ไหน ๆ แล้วหม่อมฉันขอเลือกงานทำได้ไหมเพคะ”

คุยกับจิ้งจอกอย่างไรก็โผล่หางออกมาให้เห็นอยู่ดี เขาอยากรู้ว่าจิ้งจอกตัวนี้อยากทำอะไร จึงพยักหน้ารอฟัง

“หม่อมฉันอยากดูแลต้นไม้ในอุทยานหลวงเพคะ”

งานที่นางบอกไม่ใช้ทั้งหกกองที่มีหน้าตา แต่กลับเป็นงานนางกำนัลชั้นต่ำสุดของวัง “เจ้าแน่ใจรึ”

“แน่ใจเพคะ”

มังกรขี้ระแวงเริ่มไม่แน่ใจในจิ้งจอกตัวนี้ แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร การรอชมสนุกกว่าการรู้มากเสียอีก “ดี ก็ตามนั้น” พูดจบมังกรก็กลับไปยังที่ของตน

ส่วนนางก็มองประตูเพื่อรอพายุลูกใหม่ที่จะมา แต่คิดว่าคงไม่ถึงกับลงมืออย่างเช่นแต่ก่อน เพราะตอนนี้นางมีมังกรคุ้มหัวอยู่

ไม่นานฟืนชุดใหม่ก็ถูกขนเข้ามา นอกจากนั้นยังมีอาหารสด ผักที่มาเพิ่มอีกหลายตะกร้า จางลี่มองเตาอุ่นที่ขนเข้าไปในเรือน ตอนนี้คนมาส่งคือมารดา นางเอ่ยประชดประชันลูกชังตรงหน้าทันที

“ช่างเป็นบุตรสาวที่ดีจริง ๆ”

นางยิ้มรับอย่างคนโง่ “ลูกทำอะไรหรือเจ้าคะ”

หลี่หลานฟางกัดฟัน “ดี ๆ ดีจริง ๆ” จากนั้นก็สะบัดใบหน้าออกจากเรือน ตอนนี้โซ่ตรวนถูกเก็บแล้ว นางสามารถเข้าออกได้อิสระ

อีกตั้งหนึ่งเดือน นางจะทำอะไรดีนะ

“คุณหนู เนื้อเต็มครัวเลยเจ้าค่ะ”

ไม่เลี้ยงจิ้งจอกให้อิ่ม เดี๋ยวมังกรก็ฉีกอกเอาได้ พวกเขาจำต้องทำดีกับนาง คิดว่าต่อจากนี้นางจะสงบจนถึงเข้าวังเลย ถ้าอย่างนั้นก็หมดสนุกสิ

“ไปเดินเล่นหน่อย” จางลี่ก้าวเท้าออกจากกรงขัง มองไปรอบเรือน เบื้องหน้าเป็นต้นไม้สีสันสดใส ตามทางเดินมีแผ่นหินใหญ่ปูตลอดทาง เมื่อไปถึงกลางเรือนก็พบกับศาลา และสระน้ำที่มีปลาตัวเล็กใหญ่แหวกว่าย

“พวกเราจะไปไหนเจ้าคะคุณหนู”

จางลี่หันไปทางประตูหน้า “เดินเล่นด้านนอกหน่อยแล้วกัน” แต่พอจะก้าวเท้าออกไปก็ได้ยินเสียงอีกคนเอ่ยทัก

“น้องรัก จะไปไหนหรือนั่น”

จางลี่หันมองพี่สาวคนงาม เอ่ยวาจาตอบกลับ “อยู่ในเรือนอุดอู้เสียนาน น้องอยากออกไปเดินเล่นเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นหรอกหรือ” น้ำเสียงช่างต่างกับคำพูด หลี่ถิงถิงเอ่ยต่อ

“ข้ากำลังจะไปตำหนักท่านอ๋องพอดี ตอนนี้ชุดแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้วพี่ต้องไปดูเสียหน่อย หากเจ้าไม่มีที่ไปก็ไปกับข้าสิ”

ช่างเป็นพี่สาวที่รักน้องสาวมากจริง ๆ แต่จางลี่ก็ตอบเสียงเรียบ “เจ้าค่ะ”

ไม่ขัดขืน ไม่ปฏิเสธ ก้มหน้าลงต่ำเหมือนกับฝืนจำต้องรับคำ นั่นทำให้หลี่ถิงถิงพอใจที่สุด ไม่นานเกี้ยวงามก็มาถึง พี่สาวคนงามเดินขึ้นไปได้ก้าวหนึ่งก็หันมากล่าวกับนาง “เจ้าเดินไปเถอะนะน้องรัก เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบนั่งบนเกี้ยวกับใคร”

จางลี่มองหญิงสาวยิ้มอ่อนแล้วก้มหน้าเช่นเดิม เดินตามไม่ได้เร่งรีบ นานเข้าก็เหมือนจะช้าจนแตกกลุ่มไปเรื่อย ๆ

“คุณหนูเจ้าขา พวกเขาไปไกลแล้ว”

“ไม่มีข้าพวกเขาจะเดือดร้อนอะไร ที่ชวนก็เพราะจะแกล้งให้ข้าเสียใจ พวกเราเดินเล่นสักหน่อย แล้วค่อยเข้าไปให้พวกเขาเล่นอีกสักหน่อยพอเป็นพิธี”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป