บทที่ 2 เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
เมื่อกิจกรรมรักสิ้นสุดลง ธนพลก็ลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำหรูทันที โดยไม่คิดจะรั้งรอแม้แต่วินาทีเดียว
หยดน้ำไหลลู่ลงตามมัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามและแข็งแกร่ง เขาคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวสอบไว้อย่างลวก ๆ โดยไม่ปรายตามองชาลิณีแม้แต่หางตา
ชาลิณียังคงอยู่ในท่าเดิม ร่างบางนอนคว่ำหน้าอยู่กับขอบอ่าง นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นที่ไร้ลมหายใจ
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ ลำคอระหงและไหปลาร้าที่เคยขาวเนียนในตอนนี้กลับเต็มไปด้วยรอยจูบสีแดงช้ำที่ดูบาดตา ทว่าแววตาของเธอกลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก
ตลอดระยะเวลาห้าปี... หรือหนึ่งพันแปดร้อยกว่าวันที่ผ่านมา เธอเปรียบเสมือนผู้ศรัทธาที่เคร่งครัดในความรัก พยายามใช้ทุกอย่างที่มีทั้งความรัก ความอบอุ่น และความอ่อนน้อมเพื่อหวังจะละลายภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ให้กลายเป็นสายน้ำ
แต่ท้ายที่สุด มันก็เป็นเพียงเรื่องตลกที่น่าสมเพชฉากหนึ่งเท่านั้น
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่า ภูเขาน้ำแข็งไม่มีวันละลาย มีแต่จะแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาเพื่อแช่แข็งคนที่อยู่ใกล้ให้ต้องตายตามกันไปอย่างช้า ๆ
ธนพลเช็ดผมที่เปียกชื้นจนหมาดและกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องน้ำ ทันใดนั้น เสียงที่ราบเรียบไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใด ๆ ของชาลิณีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ธนพล"
ฝีเท้าของเขาชะงักลงทันที แต่แผ่นหลังกว้างนั้นยังคงนิ่งเฉย ไม่คิดจะหันกลับมามอง
ชาลิณีใช้มือยันผนัง พยุงกายที่สั่นเทาลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เธอยื่นมือไปเปิดฝักบัว ปล่อยให้สายน้ำอุ่น ๆ ไหลลงมาชะล้างร่างกาย แต่ดูเหมือนมันจะไม่สามารถชำระล้างความรู้สึกสกปรกที่ฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำของเธอได้เลย
เธอจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่เหยียดตรงของชายหนุ่ม ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยคำที่สลักลึกอยู่ในใจออกมาทีละคำอย่างหนักแน่น "เรามายกเลิกสัญญาก่อนกำหนด... แล้วหย่ากันเถอะค่ะ"
ธนพลค่อย ๆ เอี้ยวตัวหันกลับมา นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นฉายแววความไม่อยากเชื่อ ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะหยัน
"ชาลิณี นี่เธอคิดจะเล่นลูกไม้อะไรกับฉันอีก?"
เขาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยท่าทีคุกคาม พร้อมกับจ้องมองเธอด้วยสายตาของผู้ที่อยู่เหนือกว่า
ทว่าชาลิณีกลับไม่สนใจคำเสียดสีของเขา เธอเพียงแค่ย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น "ฉันบอกว่า... เราหย่ากันเถอะ"
แววตาของเธอสงบนิ่งเกินไป และความสงบนั้นเองที่ทำให้ธนพลรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"ในสัญญาระบุไว้ชัดเจน ว่าต้องครบปีที่ห้าเธอถึงจะมีสิทธิ์ขอยกเลิก"
เขาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ตอนนี้มันเพิ่งจะสี่ปีกับอีกสิบเอ็ดเดือน เธอยังขาดอีกตั้งหนึ่งเดือนถึงจะมีสิทธิ์มาอ้อนวอนขออิสระจากฉัน"
"ฉันรู้ดีค่ะ" ชาลิณีกระตุกยิ้มที่มุมปาก แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "เพราะฉะนั้น... ฉันจะจ่ายค่าปรับจากการผิดสัญญาให้กับคุณเอง"
แววตาเยาะเย้ยของธนพลเลือนหายไปในพริบตา มือหนาพุ่งเข้ามาบีบข้อมือบางของเธอไว้แน่น ก่อนจะกระชากร่างที่เปียกปอนของเธอขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำอย่างรุนแรง
"จ่ายค่าปรับงั้นเหรอ?" ธนพลแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เธอจะเอาอะไรมาจ่าย? เงินของตระกูลแก้วโรจน์งั้นเหรอ? หรือว่าเงินค่าขนมที่ฉันโยนให้เธอมาตลอดห้าปีนี้ล่ะ?"
เขาโน้มใบหน้าลงมาจนชิด จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหูของเธอ "ชาลิณี เธอคงลืมไปแล้วสินะ ว่าเสื้อผ้าที่เธอสวม เครื่องประดับที่เธอใส่ รวมไปถึงตัวของเธอเอง... ทั้งหมดนี้มันเป็นของฉัน! ถ้าไม่มีฉัน เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมายืนต่อรองอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ!"
ชาลิณีก้มมองข้อมือที่ถูกบีบจนเจ็บร้าวไปถึงกระดูก จู่ ๆ เธอก็นึกขำขึ้นมาในใจ "คุณเองก็คงลืมไปเหมือนกัน ว่าสัญญาของเรามันคือทะเบียนสมรส ไม่ใช่สัญญาทาส! ถึงแม้ฉันจะเป็นของที่คุณซื้อมา แต่ใช้งานมาตั้งห้าปี มันก็ต้องมีค่าเสื่อมราคากันบ้างเป็นธรรมดา ตอนนี้ฉันแค่อยากจะขอจำหน่ายตัวเองออกก่อนกำหนด พร้อมจ่ายเงินส่วนต่างคืนให้ทุกบาททุกสตางค์ เราจะได้ต่างคนต่างไปแบบไม่มีอะไรติดค้างกัน แบบนี้มันไม่ดีหรือไงคะ?"
"ไม่ติดค้างงั้นเหรอ?" ธนพลทวนคำราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต เขาบีบข้อมือเธอแรงขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงกระดูกลั่น "แล้วเธอท้องลูกของฉันหรือยัง... หือ?!"
เรื่องลูกอีกแล้ว...
มันคือสิ่งที่เธอพยายามมาตลอดห้าปี แต่ก็ไม่เคยสมหวัง
"ยังค่ะ"
เสียงของชาลิณีเริ่มเบาหวิว "เพราะฉะนั้น คุณควรจะต้องดีใจสิคะ ถ้าเราหย่ากันตอนนี้ คุณจะได้ไปแต่งงานกับคุณอริสาของคุณได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ให้เธอมีทายาทสืบสกุลให้คุณจริง ๆ เสียที เธอยังเด็ก ร่างกายยังแข็งแรง ไม่เหมือนฉัน... ที่เป็นได้แค่แม่ไก่ไม่ออกไข่"
เธอใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด เอ่ยถ้อยคำดูถูกตัวเองที่เจ็บปวดที่สุดออกมา
ใบหน้าของธนพลมืดครึ้มลงทันตา เขาจ้องเขม็งไปที่เธอด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่โหมกระหน่ำ แต่ลึก ๆ ในแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความตื่นตระหนกบางอย่างที่แม้แต่เขาเองก็ไม่ทันได้รู้ตัว
เขาชินชากับความอ่อนน้อมและความรักที่เธอมีให้มาตลอดห้าปี จนไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเธอจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอจากไป
แถมยังเป็นการจากไปที่เด็ดขาดจนเกือบจะเลือดเย็น
"แค่เพราะอริสากลับมาไทย เธอก็ถึงกับทนไม่ได้เลยงั้นเหรอ?" เสียงของเขาแหบพร่า "ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง!"
"แล้วคุณจะจัดการยังไง?" ชาลิณีเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ "ส่งเธอไปอยู่ที่อื่น แล้วก็หาผู้หญิงคนใหม่มาทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยงอีกงั้นเหรอ? ธนพล... ฉันพอแล้ว ห้าปีที่ผ่านมา ฉันแสดงละครมานานจนเหนื่อยเกินไปแล้ว"
แสดงละคร...
คำคำนี้ทิ่มแทงเข้าไปในจุดที่เปราะบางที่สุดในใจของธนพล
เขาสลัดข้อมือเธอทิ้งอย่างแรง ก่อนจะเปลี่ยนมาบีบปลายคางมนของเธอไว้แน่น บังคับให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นรับแรงอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน
ดวงตาของธนพลแดงก่ำ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ นิ้วหัวแม่มือบดขยี้ผิวเนียนละเอียดตรงปลายคางเธออย่างรุนแรง แววตาเย็นยะเยือกราวกับจะแช่แข็งเธอให้ตายทั้งเป็น
เขาแสยะยิ้มที่ดูร้ายกาจ แล้วโน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน "ทำไม? ที่รีบร้อนอยากจะไปจากฉันขนาดนี้ เพราะจะกลับไปหาไอ้คนขี้คุกนั่นหรือไง?"
รูม่านตาของชาลิณีหดเกร็งวูบทันทีที่ได้ยินคำนั้น
"ธนพล!" เสียงของเธอสั่นเครืออย่างห้ามไม่อยู่ มันไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่มันคือความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาจนถึงขีดสุด "คุณห้ามพูดถึงเขาแบบนั้นนะ!"
"หึ... เจ็บปวดแทนมันงั้นเหรอ?" ธนพลเหยียดยิ้มอย่างพึงใจเมื่อเห็นรอยร้าวบนหน้ากากที่เธอพยายามรักษาไว้ มันคือความตื่นตระหนกที่ความลับถูกเปิดเผย
"ไอ้คนไม่เอาถ่านที่ใช้แต่กำลังตัดสินปัญหาจนต้องเข้าไปนอนเน่าอยู่ในคุกนั่นน่ะ มันมีค่าอะไรให้เธอจดจำนักหนาห้ะ! ชาลิณี!? หรือว่าทุกวันนี้เธอนั่งนับวันรอให้มันพ้นโทษออกมา แล้วจะได้เอาเงินที่ได้จากฉันไปเลี้ยงดูมันงั้นเหรอ!?"
ร่างกายของชาลิณีเริ่มสั่นเทาจนควบคุมไม่อยู่
เธอเงยหน้าขึ้น รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ผลักอกกว้างของเขาออกไปอย่างสุดแรง
"ใช่!" เธอลุกขึ้นยืน จ้องหน้าเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ น้ำเสียงแหบพร่าตะโกนก้องจนสุดเสียง "ฉันนับวันรออยู่ทุกวัน! ฉันรอที่จะได้ไปจากคนอย่างคุณ! ธนพล... ทุกวินาทีที่ฉันต้องทนอยู่กับคุณ มันทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!"
นี่เป็นครั้งแรกในรอบห้าปี ที่เธอระเบิดอารมณ์ใส่เขาอย่างรุนแรงขนาดนี้
ธนพลถึงกับยืนนิ่งงันไปราวกับถูกสาป
เขามองขอบตาที่แดงช้ำ ใบหน้าที่ซีดเผือด และดวงตาคู่สวยที่ในตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง หัวใจของเขาเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้จนเจ็บแปลบและแน่นหน้าอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชาลิณีไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาอีก เธอหันหลังแล้ววิ่งหนีลงไปยังชั้นล่างทันที
ภายในห้องนอนใหญ่ เหลือเพียงธนพลที่ยืนอยู่ลำพัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน มองดูความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น แล้วกระชากเนกไทออกอย่างหงุดหงิด
เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบ อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่
ท่ามกลางควันสีเทาจาง ๆ คำพูดของแม่เมื่อตอนกลางวันก็ผุดขึ้นมาในหัวเขาอีกครั้ง
"ธนพล แม่นั่นมันก็แค่งูเห่าที่เลี้ยงไม่เชื่อง รีบ ๆ หย่ากับมันซะ แล้วไปรับหนูอริสามาแต่งงานด้วย คนอย่างหนูอริสาต่างหากที่จะช่วยส่งเสริมแกได้"
เขาขยี้บุหรี่ลงกับถาดเขี่ยบุหรี่อย่างแรง
ทำไมกันนะ... นี่เขาควรจะต้องดีใจไม่ใช่เหรอ ที่ในที่สุดเขาก็กระชากหน้ากากจอมปลอมของชาลิณีออกมาได้สำเร็จ แต่ทำไมในใจมันถึงได้รู้สึกจุกแน่นจนหายใจไม่ออกแบบนี้ล่ะ?
...
ในขณะเดียวกันที่ห้องรับแขกชั้นล่าง ชาลิณีนั่งคุดคู้อยู่บนโซฟาเพียงลำพัง เลือดกำเดาไหลออกมาไม่หยุด
เธอนึกถึงศัพท์ทางการแพทย์ที่ยาวเหยียดของคุณหมอที่พูดไว้กับเธอ ซึ่งเธอเองก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
"คุณชาลิณีครับ จากผลการเจาะไขกระดูกและตรวจพันธุกรรม ยืนยันได้ชัดเจนแล้วครับว่าคุณเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน แบบเอ็มห้า"
แม้แต่หัวหน้าแผนกโลหิตวิทยาผู้ที่เห็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ยังอดแปลกใจไม่ได้กับความสงบนิ่งอย่างถึงที่สุดของเธอ
"มะเร็งชนิดนี้... โรคจะดำเนินไปค่อนข้างเร็ว และมีความรุนแรงสูง หมอแนะนำให้คุณรีบแอดมิตเพื่อเริ่มทำเคมีบำบัดรอบแรกทันทีครับ หากร่างกายตอบสนองดี เราค่อยวางแผนเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูกในขั้นตอนถัดไป แต่อัตราการรอดชีวิตที่ห้าปีจะอยู่ที่ประมาณ 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ"
ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก ถ้าทุกอย่างราบรื่น เธอต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยสี่ถึงห้าล้านบาท และนั่นยังไม่รวมค่ายากดภูมิคุ้มกันที่ต้องกินต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
โชคดีที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาลิณีซื้อประกันสุขภาพวงเงินสูงไว้หลายฉบับ เงินชดเชยก้อนโตที่เธอกำลังจะได้รับ... หากไม่เอาไปรักษาตัว มันก็มากพอที่จะใช้จ่ายเป็นค่าปรับเพื่อไถ่ถอนอิสรภาพจากธนพลได้
เมื่อห้าปีก่อน เธอจำต้องยอมขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกกับเงิน
แต่วันนี้ เธอจะใช้เงินทั้งหมดที่มีเพื่อไถ่เสรีภาพของตัวเองกลับคืนมา
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อก วอลเปเปอร์หน้าจอเป็นรูปถ่ายเก่า ๆ ที่เลือนรางตามกาลเวลา ในภาพนั้นมีเด็กหนุ่มและเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมคู่หนึ่ง กำลังหัวเราะให้กันอย่างสดใสราวกับโลกทั้งใบไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ ให้ต้องกังวล
เธอเลื่อนไปเปิดดูปฏิทิน สายตาจับจ้องไปยังวันที่ซึ่งถูกวงกลมด้วยสีแดง
วันศุกร์ของอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า
ห้าปีแล้ว...
เธออดทนผ่านช่วงเวลาที่มืดมนตลอดห้าปีมาได้ ก็เพียงเพื่อเฝ้ารอคอยให้ถึงวันนี้
อีกนิดเดียว... เธอก็ใกล้จะถึงเส้นชัยแล้ว
ขอแค่ประคองร่างกายนี้ไว้ให้ถึงวันที่เขาเดินออกมาจากเรือนจำ ให้เธอได้สบตาและพูดกับเขาด้วยตัวเองอีกสักครั้งว่า "ฉันมารับแล้วนะ" แล้วหลังจากนั้นเมื่อเซ็นใบหย่าเรียบร้อย... ชีวิตครึ่งแรกอันแสนบัดซบของเธอ ก็ถือว่าได้ชดใช้เวรกรรมจนหมดสิ้นเสียที
