บทที่ 3 เขาเข้าคุกแทนเธอ
ชาลิณีปลดล็อกอัลบั้มลับในโทรศัพท์มือถือ
ภายในนั้นมีรูปถ่ายอยู่เพียงใบเดียว
เป็นรูปคู่ของเธอกับเทมป์ ถ่ายที่ริมทะเลในช่วงทริปจบการศึกษามัธยมปลาย
เด็กหนุ่มในภาพมีแววตาสดใสและรอยยิ้มเจิดจ้า เขาโอบไหล่เธอไว้ ก่อนจะตะโกนใส่กล้องอย่างสุดเสียงว่า "ชาลิณี! พอเรียนจบเมื่อไหร่ ผมจะแต่งงานกับคุณ!"
สายลมในวันนั้นช่างหอมหวานและน้ำทะเลก็สดใส แม้จะรู้ดีว่าโอกาสที่ทั้งคู่จะได้แต่งงานกันนั้นแทบไม่มีเลย แต่ในวัยเยาว์ พวกเขาก็ยังเชื่อว่าอนาคตมีความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด
กระทั่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป...ในช่วงปีสองของมหาวิทยาลัย
ลูกชายเศรษฐีที่ตามตื๊อชาลิณีอย่างบ้าคลั่งมาดักรอที่หน้ามหาวิทยาลัย พยายามจะลวนลามเธอ เทมป์พุ่งเข้าไปขวางและเกิดการชกต่อยกันขึ้น
ท่ามกลางความชุลมุน ชาลิณีหยิบมีดพับออกมาเพื่อป้องกันตัว แต่นั่นกลับยิ่งกระตุ้นโทสะของอีกฝ่าย เขาเรียกพรรคพวกมารุมยำ
ในสถานการณ์ที่ถูกรุมทำร้าย เทมป์เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
วินาทีวิกฤตนั้นเอง ชาลิณีตัดสินใจแทงเข้าที่แขนของลูกเศรษฐีคนนั้น ทำให้เทมป์พลิกสถานการณ์กลับมาได้และซัดอีกฝ่ายจนบาดเจ็บสาหัส
ที่โรงพยาบาล เทมป์กำชับชาลิณีอย่างหนักแน่นว่าห้ามยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ ผลที่ตามมาทั้งหมดเขาจะรับไว้เอง
วันขึ้นศาล ชาลิณีนั่งคุกเข่าต่อหน้าพ่อแม่ของคู่กรณีหน้าผากกระแทกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแตกแดง เธออ้อนวอนขอให้พวกเขายอมไกล่เกลี่ย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงคำตอบเย็นชา "อยากไกล่เกลี่ยเหรอ? ได้สิ เอาเงินมาสิบห้าล้าน"
สิบห้าล้านบาท
สำหรับเด็กกำพร้าที่พ่อแม่จากไปตั้งแต่ยังเล็ก ต้องประทังชีวิตด้วยทุนการศึกษาและงานพาร์ทไทม์ เงินจำนวนมหาศาลนั้นไม่ต่างอะไรจากการงมเข็มในมหาสมุทร
ท้ายที่สุด เทมป์ถูกตัดสินจำคุกเจ็ดปี
ก่อนเจ้าหน้าที่จะพาตัวเขาเข้าไปด้านใน เขาพูดกับเธอผ่านกระจกเป็นครั้งสุดท้ายว่า "ชาลิณี ขอโทษนะ รอผมนะ อย่ากลัว"
แล้วเธอจะไม่กลัวได้อย่างไร?
หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต เทมป์คือคนเดียวที่ชาลิณียึดเหนี่ยวไว้เสมอ เขาเป็นทั้งครอบครัว เป็นที่พักใจ แต่ตอนนี้ โลกทั้งใบที่เคยมีได้พังทลายลงต่อหน้า
ชาลิณีมืดแปดด้านจนแทบสิ้นหนทาง ถึงขั้นคิดจะขายไตในตลาดมืด เพียงเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือทุกอย่างที่ยังพอเยียวยาได้ ธนพลก็ยื่นข้อเสนอเข้ามา
ขณะนั้น ธนพลกำลังเผชิญศึกแย่งชิงมรดกภายในตระกูลอย่างดุเดือด สิ่งที่ธนพลต้องการ คือภรรยาที่มี "ประวัติขาวสะอาด" มาเพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับตัวเขาในสายตาผู้ถืออำนาจของตระกูล
เธอมองดูสัญญาตรงหน้าอยู่นาน แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
เพื่อเทมป์ คนที่ยอมรับผิดแทนเธอ ชาลิณีจึงค่อย ๆ จรดปลายปากกาลงบนกระดาษ และเซ็นชื่อตัวเองลงไป
นับจากวันนั้น ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
เธอกลายเป็นภรรยาของธนพลและเป็นนายหญิงแห่งคฤหาสน์จันทราภรณ์
เบื้องหน้าผู้คน เธอเพียบพร้อม สูงศักดิ์ และน่าอิจฉา
แต่เบื้องหลังนั้น ชาลิณีกลับเป็นเพียงตุ๊กตาไร้หัวใจ ไร้แม้กระทั่งศักดิ์ศรี ต้องดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวตามเงื่อนไขในสัญญาอย่างไม่มีสิทธิ์ขัดขืน
เธอใช้ชีวิตอยู่ในกรงทองอันหรูหรา เก็บงำความลับทั้งหมดไว้ภายในใจ และรอคอยวันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
แต่ท่ามกลางการรอคอยอันยาวนานนั้นเอง เธอกลับเผลอใจไปกับความรู้สึกที่ไม่สมควรเกิดขึ้น... เธอเผลอมอบหัวใจให้ธนพล...ผู้ชายที่ไม่ควรรักที่สุดไปเสียแล้ว
เธอคิดว่าขอเพียงอดทนให้ครบห้าปี ทุกอย่างก็คงจบลง และชีวิตของเธอน่าจะกลับมาดีขึ้นสักวัน
แต่ตอนนี้...ชาลิณีรู้แล้วว่าเธอคงรอไม่ไหวอีกต่อไป
ชาลิณีปิดหน้าจอมือถือ แล้วซุกหน้าลงกับหมอน พยายามกัดกลั้นทุกอย่างเอาไว้เหมือนที่ผ่านมา
ทว่าเสียงสะอื้นที่ถูกกดทับมานาน ในที่สุดก็เล็ดลอดออกมาจากลำคอ แผ่วเบา และเต็มไปด้วยความสิ้นหวังจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงใดอีก
...
งานฉลองครบรอบหกสิบปีของ 'กลุ่มบริษัทจันทราภรณ์' ยังคงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายในคฤหาสน์ประจำตระกูล
เหล่าเซเลบริตี้และผู้มีชื่อเสียงต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง แสงแฟลชจากสื่อมวลชนสาดวูบวาบไม่ขาดสาย
ในฐานะประธานคนปัจจุบันของกลุ่มบริษัท ธนพลจึงตกเป็นจุดสนใจของทั้งงานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทว่า สิ่งที่จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนกลับไม่ใช่ตัวเขา หากเป็นหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างต่างหาก
คนนั้นไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชาลิณี แต่กลับเป็น 'อริสา' ไฮโซสาวดาวรุ่งที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง
อริสาอยู่ในชุดราตรียาวทรงหางปลาสีขาวบริสุทธิ์ แต่งหน้าอย่างประณีตงดงาม เธอควงแขนธนพลอย่างแนบชิด เมื่อยืนคู่กัน ทั้งสองดูเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก
ผู้คนในงานต่างรับรู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ดูท่า… คุณนายผู้ลึกลับแห่งตระกูลจันทราภรณ์ คงหมดความสำคัญอย่างสมบูรณ์แล้ว
ภายในมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง เหล่าคุณหญิงคุณนายจับกลุ่มซุบซิบกันเสียงเบา
"เห็นไหมล่ะ วันนี้คุณธนพลควงหนูอริสามาออกงาน ดูท่าข่าวลือจะเป็นจริงนะ คุณชาลิณีน่ะ คงเตรียมโดนอัปเปหิออกจากบ้านแล้วแน่ ๆ"
"สมควรหย่าตั้งนานแล้ว เด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่รู้จับพลัดจับผลูมาเป็นนายหญิงได้ยังไง ตั้งห้าปีแล้วลูกเต้าก็ไม่มี ตระกูลจันทราภรณ์เลี้ยงดูมาถึงทุกวันนี้ก็นับว่าเมตตามากแล้ว"
"นั่นสิคะ ดูหนูอริสาสิ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าผู้ดีตีนแดง ได้ข่าวว่าคุณพ่อเธอกำลังมีดีลธุรกิจกับจันทราภรณ์ด้วยนี่นา"
เสียงนินทาเหล่านั้นไม่ดังนัก แต่ก็พอที่จะลอยเข้าหูชาลิณีที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง
แต่เธอทำราวกับไม่ได้ยิน
ค่ำคืนนี้...ชาลิณีแตกต่างไปจากทุกวัน
เธอสวมชุดราตรียาวกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม เนื้อผ้าขับผิวขาวจัดของเธอให้ยิ่งดูผ่องใสราวหิมะ ผมยาวถูกเกล้าขึ้นเผยให้เห็นลำคอระหงดุจหงส์ ใบหน้าแต่งแต้มเพียงบางเบาเพื่อกลบร่องรอยซีดเซียวจากอาการป่วย ทว่าริมฝีปากสีแดงสดกลับช่วยแต้มชีวิตชีวาให้ใบหน้างดงามนั้นอย่างน่าอัศจรรย์
ทันทีที่เธอปรากฏตัว เธอก็สะกดทุกสายตา
ผู้คนต่างตกตะลึงในความงามของคุณนาย และยิ่งประหลาดใจที่เห็นเธอมาร่วมงาน
แม้แต่ธนพลเองก็ยังชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอ
เขาไม่คิดว่าเธอจะมา
และยิ่งไม่คิดว่า…เธอจะงดงามเจิดจรัสถึงเพียงนี้
เมื่อสายตาของธนพลประสานกับชาลิณีกลางอากาศ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเผลอขยับกายราวจะดึงแขนออกจากการเกาะเกี่ยวของอริสา แต่อริสาราวกับรู้ทัน วงแขนเรียวกลับยิ่งกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิมชาลิณีกวาดตามองท่อนแขนที่คล้องเกี่ยวกันคู่นั้นเพียงแวบเดียวอย่างเฉยชา ไม่หยุดมองแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับทั้งคู่เป็นเพียงแขกคนหนึ่งในงาน…ไม่มีความสำคัญพอให้ใส่ใจ
เธอรับแก้วแชมเปญจากถาดของบริกรด้วยท่วงท่าสง่างาม ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนก้าวทักทายแขกเหรื่อด้วยมาดของเจ้าบ้านหญิงอย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่มีเค้าของหญิงสาวที่ "ไม่ออกงานสังคม" ตามคำร่ำลือแม้แต่น้อย
สีหน้าของอริสาเจื่อนลงทันที
ชาลิณีไม่แม้แต่จะปรายตามองธนพล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าไปแสดงท่าทีหึงหวงหรือมีปากเสียง
ท่าทีสงบนิ่งของเธอกลับยิ่งเหมือนการประกาศศักดาอย่างเงียบงัน ตราบใดที่เธอยังเป็น 'คุณนายจันทราภรณ์' สถานที่แห่งนี้… ก็ยังเป็นถิ่นของเธอ
ธนพลจ้องมองร่างระหงที่เปล่งประกายอยู่กลางฝูงชน สายตาของผู้คนล้วนถูกดึงดูดไปหาเธออย่างไม่รู้ตัว และยิ่งเห็นชาลิณีสงบนิ่งและเจิดจรัสเพียงนั้น ความหงุดหงิดบางอย่างในอกเขากลับยิ่งตีตื้นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
...
เมื่องานเลี้ยงหลักจบลง ก็ถึงคราวงานเลี้ยงภายในตระกูลจันทราภรณ์
ตามปกติ งานลักษณะนี้จะมีเพียงสมาชิกในครอบครัวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม
ทว่าในค่ำคืนนี้กลับมีข้อยกเว้น เมื่อสองพ่อลูกแห่งตระกูล ‘เขียวภักดี’ ได้รับเชิญให้เข้าร้วมงานด้วย
ชาลิณีนั่งเงียบอยู่ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น แต่ภาพความทรงจำจากงานเลี้ยงครอบครัวครั้งแรกกลับค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้
ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันได้ไม่นาน ต่อหน้าสายตาของทุกคน ธนพลโอบกอดเธอไว้แน่น "ที่รัก เหนื่อยหน่อยนะ แต่แค่มีคุณอยู่ข้าง ๆ ทุกวันของผมก็เหมือนวันเฉลิมฉลองแล้ว"
ตอนนั้น... เธอเชื่อเขาคำพูดของเขาหมดหัวใจ
ชาลิณีค่อย ๆ หลุบตาลง กะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความร้อนผ่าวที่ขอบตาให้จางหายกลับไป
เมื่องานเลิกรา ชาลิณีกำลังจะเดินขึ้นชั้นบน เสียงสุนัขเห่ากรรโชกดังลั่นพร้อมกับเสียงกระจกแตกกระจาย
เธอหันไปมองตามเสียง กลางห้องรับแขก รูปถ่ายพรีเวดดิ้งขนาดใหญ่ของเธอกับธนพลแตกกระจายเกลื่อนพื้น
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเธอในรูปถูกฉีกขาด และกำลังถูกเจ้าโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ของอริสาขย้ำอย่างบ้าคลั่ง
"พี่ชาลิณีคะ! ขอโทษจริง ๆ ค่ะ ริสาดูมันไม่ดีเอง!"
อริสาวิ่งเข้าไปอุ้มสุนัขตัวใหญ่ออกมาอย่างทุลักทุเล แล้วร้องอุทาน "ว้าย!"
เธอยกมือขึ้น นิ้วเรียวขาวมีรอยขีดข่วนเล็ก ๆ เลือดซึมออกมาเป็นเม็ด
"เดี๋ยวริสาออกเงินให้พี่ชาลิณีกับพี่พลไปถ่ายใหม่นะคะ" เธอพูดเสียงเครือ ดวงตาเหลือบมองไปทางธนพลอย่างน่าสงสาร
"ไม่จำเป็นหรอกค่ะ" ชาลิณีหลับตาลง น้ำเสียงเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด "แตกแล้วก็ให้มันแตกไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร"
...
หลังจบงานครบรอบบริษัท ธนพลก็ไม่กลับมาที่คฤหาสน์จันทราภรณ์อีกเลย
ชาลิณีกลับรู้สึกสงบสุข
มีเพียงร่างกายของเธอที่ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ
ชาลิณีตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพียงลำพังเพื่อตรวจร่างกายก่อนเข้ารับคีโมครั้งแรก หมอแนะนำให้เธอรีบแอดมิทด่วน
ชาลิณีนั่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างว่าง่าย
“ค่ะ… แต่ขอฉันจัดการธุระบางอย่างให้เสร็จก่อนนะคะ”
เพราะยังมีบางเรื่อง… ที่สำคัญกว่าการรักษาตัวเองในตอนนี้
วันศุกร์
วันที่ถูกวงกลมด้วยปากกาสีแดงบนปฏิทิน ในที่สุดก็มาถึง
ชาลิณีตื่นแต่เช้าตรู่ เธอยืนอยู่หน้ากระจกเงียบ ๆ เป็นเวลานาน พยายามใช้เครื่องสำอางกลบเกลื่อนร่องรอยความเจ็บป่วยบนใบหน้า แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ความซีดเซียวใต้ดวงตาก็ยังไม่อาจปกปิดได้มิด
เธอไม่ให้คนขับรถไปส่ง กลับเลือกที่จะนั่งรถเมล์นานถึงสองชั่วโมง กว่าจะมาถึงเรือนจำชานเมือง
กำแพงสูง ลวดหนาม
ข้างในนั้น ขังความหวังตลอดห้าปีของเธอเอาไว้
เธอยืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
เธอจินตนาการภาพการกลับมาเจอกันนับครั้งไม่ถ้วน
เขาจะวิ่งออกมาหาเธอทันทีที่เห็นหน้า แล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่เธอคิดถึงมาตลอดว่า "ชาลิณี ผมกลับมาแล้ว"
ส่วนเธอ ก็จะบอกเขาว่า เธอรอเขามาตลอดจริง ๆ
แล้วเราก็จะกลับบ้านด้วยกัน
ใช่... กลับบ้าน เธอเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ไว้แล้ว มันไม่ได้ใหญ่โต แต่อบอุ่น เธอตั้งใจจะทำ 'หมูพะโล้' เมนูโปรดของเขาให้เขาทานด้วยฝีมือตัวเอง
ชาลิณีคิดพลางมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
สิบโมงตรง
ประตูเหล็กหนาหนักค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก
ชายหนุ่มในชุดลำลองก้าวออกมาจากด้านใน
ผมของเขาถูกตัดสั้นเกรียน ร่างกายซูบผอมและผิวคล้ำขึ้นกว่าเมื่อห้าปีก่อนมาก แต่เค้าโครงหน้าที่คุ้นเคยนั้น ชาลิณีก็จำเขาได้ในทันที
เทมป์!
เพียงเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ น้ำตาเอ่อคลอจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
เธออยากจะพุ่งตัวเข้าไปหา แต่ขาเจ้ากรรมกลับเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับพื้น ขยับไม่ได้ดั่งใจ
ในเวลาเดียวกัน เทมป์เองก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นเธอเช่นกัน
ฝีเท้าของเขาชะงักลงทันที สีหน้าฉายแววซับซ้อนอย่างที่สุด
เขาไม่ได้วิ่งถลาเข้ามาหาเธออย่างที่เธอวาดฝันไว้
ในจังหวะที่ชาลิณีกำลังจะก้าวเท้า ร่างเล็กในชุดฮู้ดสีเหลืองสดใสก็กระโดดออกมาจากด้านหลังของเทมป์
เด็กสาวมัดผมหางม้าสูง ดูท่าทางอายุเพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ
เธอวิ่งเข้าไปเกาะแขนเทมป์อย่างเป็นธรรมชาติ เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มกว้างจนตาหยี
"พี่เทมป์! เดินเร็วจัง รอหนูด้วยสิคะ!"
