บทที่ 4 ใจคนเปลี่ยนง่าย เธอยังมีบ้านไหม?
เสียงหัวเราะสดใสของหญิงสาว ช่างขัดแย้งกับบรรยากาศอันหม่นหมองและน่าอึดอัดของสถานที่แห่งนี้เหลือเกิน
ชาลิณีรู้สึกราวกับถูกจับแช่ลงในถังน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า การรอคอยที่จะได้พบหน้ากันอีกครั้งที่เธอทุ่มเทเตรียมตัวมาอย่างดี สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงเรื่องตลกฉากหนึ่งเท่านั้น
หญิงสาวคนนั้นหันมามองชาลิณีด้วยความสงสัย "พี่เทมป์คะ ผู้หญิงคนนี้คือใครเหรอ?"
เมื่อเห็นแววตาที่เป็นปรปักษ์ของอีกฝ่าย ชาลิณีแทบจะหลุดขำออกมา ช่างไร้เดียงสาเสียจริง ความคิดทุกอย่างแสดงออกมาทางสีหน้าจนหมดสิ้น
ครั้งหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นเช่นนี้ แต่เพื่อช่วยเทมป์ เพื่อหาเงินมาให้ครบตามจำนวน เธอจำต้องยอมแต่งงานเข้าตระกูลจันทน์อาภรณ์ ต้องก้มหน้ายอมรับคำดูถูกเหยียดหยามจากแม่สามี และความเย็นชาจากสามี...
ต่อให้เป็นคนที่ไร้เดียงสาแค่ไหน หากต้องเผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้ ก็ยากที่จะไม่เปลี่ยนแปลง
สายตาของเทมป์ดูล่อกแล่ก เขาเบือนหน้าหนีจากใบหน้าอันซีดเซียวของชาลิณี ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอ
ชาลิณียิ้มออกมาจริง ๆ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา เธอก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง
ที่แท้ความทุ่มเทตลอดห้าปีที่ผ่านมาของเธอ ก็เป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เธอคิดเพ้อเจ้อไปเองฝ่ายเดียว น่าสมเพชสิ้นดี
ชาลิณีจ้องมองเทมป์ พยายามฝืนยิ้มที่มุมปากอย่างยากลำบาก "จะไม่แนะนำหน่อยเหรอ?"
ในที่สุดเทมป์ก็เอ่ยปาก "นี่แฟนผมชื่อไพลิน... ไพลิน นี่คือ... น้องสาวพี่เอง ชื่อชาลิณี"
น้องสาว?
ชาลิณีเผลอใจลอยนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ภาพของเทมป์ในชุดนักเรียนที่ยิ้มกว้างอย่างสดใส ตะโกนบอกเธอว่า "รอให้พี่สอบติดมหาวิทยาลัย เรียนจบเมื่อไหร่ พี่จะพาตัวเองออกจากตระกูลแก้วโรจน์ ถึงตอนนั้นชาลิณีแต่งงานกับพี่นะ! เราจะรักกันตลอดไป ไม่พรากจากกัน!"
เด็กหนุ่มผู้สารภาพรักด้วยความขัดเขินในความทรงจำ กับชายตรงหน้านี้ ช่างดูแตกต่างกันราวกับคนละคน ไม่ว่าจะพยายามปะติดปะต่ออย่างไรก็เข้ากันไม่ได้เลย
"ชาลิณี ตลอดหลายปีมานี้ โชคดีที่มีไพลินคอยอยู่เคียงข้างพี่มาตลอด" เขาหัวเราะอย่างขมขื่น "เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย อาจจะไม่รู้หรอกว่าในคุกมันลำบากแค่ไหน"
"งานหนักที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่หมด เรื่องชกต่อยที่มีทุกวัน แถมยังต้องคอยรับมือกับการกลั่นแกล้งของพวกขาใหญ่กับลูกน้อง..."
"ถ้าไม่ได้ไพลินที่เป็นผู้คุมคอยช่วยดูแลเป็นพิเศษ พี่คงตายไปนานแล้ว"
ทันทีที่เขาพูดจบ ชาลิณีก็เอ่ยถามออกไปนิ่ง ๆ ว่า "สรุปแล้วพี่อยากจะบอกอะไร?"
เทมป์หลบสายตา "ขอโทษนะ... ตอนนั้นพวกเรายังเด็กเกินไป ยังคึกคะนอง แต่ตอนนี้เธอเป็นถึงคุณนายตระกูลใหญ่ พี่ไม่คู่ควรกับเธอแล้ว อย่ารอพี่อีกเลย พี่ไม่คู่ควรกับเธอหรอก"
ใจคนเปลี่ยนง่าย
เมื่อมองดูชายหญิงที่จับมือกันอยู่ตรงหน้า ชาลิณีสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งของคำคำนี้อย่างแท้จริง
เทมป์รู้เพียงแค่ว่าเธอคือสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจันทน์อาภรณ์ เป็นภรรยาของธนพล เขาเห็นเพียงแค่เปลือกนอกที่สวยหรูของเธอ แต่มองข้ามความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานในใจของเธอไปจนหมดสิ้น
ชาลิณีรู้สึกสับสน ห้าปีที่ผ่านมา เธออดทนเพื่ออะไรกันแน่?
แม้แต่ตัวเธอเองก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว
ประโยคที่เธอเตรียมไว้นานแสนนานว่า "พี่เทมป์ ฉันมารับพี่กลับบ้านแล้วนะ" สุดท้ายมันกลับจุกอยู่ที่ลำคอจนไม่อาจเอ่ยออกมาได้อีกเลย
"ตกลง... ขอให้พวกพี่มีความสุขนะ"
พูดจบ ชาลิณีก็หันหลังเดินจากไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง เธอเกรงว่าหากหันกลับไป ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาหน้าตาจะพังทลายลง
เสียงของไพลินดังไล่หลังมา "พี่เทมป์ ทำไมไม่เคยบอกไพลินเลยล่ะคะว่าพี่มีน้องสาวด้วย?"
คำตอบของเทมป์เลือนรางจนจับใจความไม่ได้ และจางหายไปกับสายลม
...
ชาลิณีนั่งอยู่บนรถเมล์เที่ยวสุดท้าย
เมื่อรถใกล้จะถึงสถานีปลายทาง คนขับก็ตะโกนเตือนเธอ "แม่หนู จะไปลงที่ไหนเนี่ย? หน้าตาสะสวยขนาดนี้ รีบกลับบ้านเถอะ ดึกดื่นป่านนี้มันอันตรายนะ"
บ้านเหรอ?
เธอยังมีบ้านให้กลับอีกหรือ? คฤหาสน์หลังนั้นกลายเป็นรังรักของธนพลกับอริสาไปแล้ว ส่วนเทมป์... คนที่เธอคิดว่าเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ก็หันไปหาคนที่ดีกว่า...
อาจเป็นเพราะลมแรงเกินไป ชาลิณีจึงเผลอสำลักจนน้ำตาไหลออกมา
แม้จะเป็นช่วงไม่กี่สถานีสุดท้าย แต่ในรถก็ยังคงจอแจ ผู้คนมากมายที่เพิ่งเลิกงานเดินทางกลับบ้าน เสียงเหล่านั้นช่างดูแปลกแยกสำหรับเธอ
ชาลิณีเอนศีรษะพิงหน้าต่าง ทิวทัศน์ภายนอกเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภาพความทรงจำตลอดห้าปีไหลย้อนกลับมาในหัวเป็นฉาก ๆ
เธอยอมทิ้งการเรียน ทิ้งศักดิ์ศรี แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอ ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งวันทั้งคืน เพียงเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้มายืนต่อหน้าเขาอย่างภาคภูมิ และบอกเขาว่าเธอไม่ได้ผิดคำสัญญา
เธอถึงขั้นวางแผนชีวิตในอนาคตของพวกเขาไว้หมดแล้ว
ถึงเวลานั้น เธอจะใช้เงินที่แอบเก็บหอมรอมริบไว้ไปเปิดร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ให้เขาได้ทำในสิ่งที่รัก ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา ไม่ต้องคอยดูสีหน้าใครอีก
แต่ที่น่าตลกก็คือ... ตั้งแต่ต้นจนจบ มันเป็นเพียงละครฉากเดียวที่เธอแสดงอยู่คนเดียว
ทว่าในวินาทีนั้น... เธอก็รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่น ๆ ที่เริ่มไหลทะลักออกมาจากโพรงจมูก
ชาลิณียกมือขึ้นแตะโดยสัญชาตญาณ ปรากฏว่ามือของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงฉาน
เลือด!
เธอลนลานควานหาทิชชูในกระเป๋ามาอุดจมูก แต่เลือดกลับไหลไม่หยุด
กระดาษทิชชูสีขาวถูกย้อมจนแดงฉาน เลือดไหลซึมผ่านง่ามนิ้ว หยดลงบนกระโปรงทีละหยด
ป้าที่นั่งข้างๆ ร้องอุทานด้วยความตกใจ "ว้าย! แม่หนู เลือดกำเดาไหล! ทำไมไหลเยอะขนาดนี้ล่ะลูก!"
ผู้คนบนรถต่างหันมามองด้วยความเป็นห่วง
ภาพตรงหน้าของชาลิณีเริ่มมืดดับลงเป็นพัก ๆ เสียงวิ้งในหูเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เธอฟังไม่ออกว่าคนรอบข้างพูดอะไร รู้สึกเพียงว่าโลกกำลังหมุนคว้าง
ก่อนสติจะดับวูบไป ในหัวของเธอมีเพียงความคิดเดียว
จะมาล้มลงตรงนี้ไม่ได้
เธอยังไม่ได้หย่ากับธนพล จะมาจบชีวิตแบบคลุมเครือเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ชาลิณีสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะแรงสั่นสะเทือน รถเมล์มาถึงสถานีปลายทางแล้ว
คนขับรถเป็นคนปลุกเธอ
"แม่หนู ตื่นๆ ถึงท่ารถแล้ว"
ชาลิณีพยายามใช้มือยันเบาะเพื่อพยุงร่างที่โงนเงนของตนให้ลุกขึ้นยืน... ในตอนนั้นใบหน้าของเธอซีดเผือดลงจนดูคล้ายกับกระดาษเปล่า
"หนูไม่เป็นไรแน่นะ? ให้ลุงเรียกรถพยาบาลให้ไหม?" คนขับถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก" เสียงของชาลิณีแหบพร่า เธอเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าและมืออย่างลวกๆ รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเดินลงจากรถ
เธอใช้สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด โบกเรียกแท็กซี่และบอกชื่อโรงพยาบาลที่เคยจองคิวไว้
เมื่อรถออกตัว ชาลิณีก็ทิ้งตัวลงบนเบาะหลังอย่างหมดแรง กำแพงความเข้มแข็งที่สร้างมาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ก็ดีเหมือนกัน
เธอคิดในใจ
ในเมื่อเทมป์เริ่มต้นใหม่แล้ว เธอก็ควรจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้างเสียที
ถึงแม้ว่า... เวลาที่เธอเหลืออยู่จะมีไม่มากแล้วก็ตาม
...
ภายในห้องตรวจของโรงพยาบาล เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างหนักจนอากาศเย็นเฉียบ
ชาลิณีนั่งอยู่ตรงข้ามคุณหมอ ในมือกำใบรายงานผลการตรวจบาง ๆ ไว้แน่น ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
"คุณชาลิณีครับ อาการไม่ค่อยสู้ดีนัก" คุณหมอขยับแว่นตา น้ำเสียงเคร่งเครียด "โรคของคุณลุกลามเร็วมาก ร่างกายขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ร่วมกับภาวะโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ คุณต้องแอดมิทเพื่อทำการรักษาทันที"
สายตาของชาลิณีจับจ้องไปที่ตัวเลขและสัญลักษณ์บนแผ่นกระดาษที่เธอไม่เข้าใจความหมาย หูอื้อไปหมด คำพูดหลังจากนั้นของคุณหมอ เธอจับใจความไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว
แอดมิทเหรอ?
เธอ... จะเอาเวลาที่ไหนไปนอนโรงพยาบาล?
ขณะมองดูริมฝีปากของคุณหมอที่ขยับไปมา แต่ในหัวของชาลิณีกลับมีเพียงภาพแผ่นหลังของเทมป์ที่เดินจากไปอย่างไม่ไยดี
"คุณชาลิณีครับ? คุณฟังหมออยู่หรือเปล่า?"
