บทที่ 2 ไม่อยากเห็น
ตอนที่2 ไม่อยากเห็น
เพทาย
ผมมองผู้หญิงไร้ค่าที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยความสมเพชและรังเกียจอย่างถึงที่สุด ก่อนจะรีบเข้าไปจัดการตัวเองและใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องนั้นไปอย่างไม่ไยดีแม้แต่น้อย ไม่อยากเสียเวลาอยู่ใช้อากาศหายใจกับคนอย่างเธออีกแม้แต่วินาทีเดียว
“คิดว่าความบริสุทธิ์ของเธอมันจะมีค่าสำหรับฉันหรือไง” ผมพูดออกไปอย่างเจ็บใจและแค้นใจจนไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอแม้แต่น้อย เจ็บใจที่เสียท่าให้กับผู้หญิงร้ายลึกคนนั้นอย่างไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน
ที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้เกลียดเธอหรอก สิ่งที่ผมเคยเห็นและมักจะได้ยินจากแม่หรือคนอื่นๆ เวลามาที่กลับมาบ้านหลังนี้ที่เคยพูดถึงเธอ คือเธอเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยและแสนดีคนหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็แค่เด็กข้างบ้าน(ที่ต่างจังหวัด) เคยเล่นด้วยกันสามสี่ครั้งตอนเด็กก็แค่นั้น
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเมื่อคืนที่เป็นงานเลี้ยงวันเกิดแม่ผมที่ท่านกลับมาบ้านพอดี เลยจัดงานที่บ้านที่ต่างจังหวัดครั้งนี้ และได้ชวนครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นมาร่วมงานด้วย จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมจะพลาดท่าให้เธอวางยาผมได้ ทั้งที่เธอแสดงออกชัดเจนว่าแสนซื่อขนาดนั้น ผมก็เลยไม่ได้เอะใจหรือสงสัยอะไร ดีที่ผมจิบไปแค่ครึ่งแก้ว ทำให้ผมพอมีสติอยู่บ้าง
แต่ที่ผมยอมให้เธอพาผมเข้าห้องไปได้นั้น ก็เพราะว่าผมต้องการสั่งสอนเธอไง ว่าไม่ควรมาเล่นสกปรกแบบนี้กับผม เธอคงจะคิดว่าความบริสุทธิ์ของเธอจะสามารถจับผมได้สินะ แต่เธอคิดผิดแล้วล่ะ เพราะแค่เส้นบางๆ เส้นเดียวสำหรับผมและผู้หญิงอย่างเธอ มันไม่ได้มีค่าอะไรเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเจ้าของมันแลกมาด้วยวิธีต่ำๆ แบบนี้ ผมยิ่งไม่เห็นค่ามันสักนิด
“อ้าวตาเพ จะไปไหนลูก” เสียงแม่ผมทักขึ้นหลังจากผมลงมาจากบ้านพร้อมกับทำท่าจะเดินออกจากบ้านไป
“จะกลับกรุงเทพครับ” ผมตอบกลับไปอย่างที่คิดและตั้งใจ จริงๆ ผมตั้งใจว่าจะกลับพรุ่งนี้ แต่ผมไม่มีอารมณ์จะอยู่ที่นี่ต่อแล้วไงเลยจะกลับตอนนี้เลย รีบกลับก่อนผู้หญิงคนนั้นจะตื่นขึ้นมาเรียกร้องอะไร
“แล้วไหนว่าจะกลับพรุ่งนี้ล่ะลูก” แม่ได้ยินแบบนั้นก็ถามอย่างแปลกใจกับสิ่งที่ผมเคยบอกท่านก่อนหน้านี้แต่กลับเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
“พอดีทางค่ายอยากประชุมเรื่องทัวร์คอนเสิร์ตน่ะครับ” ผมโกหกแม่ออกไปอย่างไม่ให้มีอะไรสงสัยและไม่อยากตอบคำถามอะไรมากมายไปกว่านี้เลยเอาเรื่องงานมาอ้าง
“น่าเสียดาย น่าจะอยู่อีกสักวันสองวัน” แม่ได้ยินแบบนั้นก็พูดอย่างเสียดายจริงๆ เพราะผมไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนท่านที่นี่
“แล้วแม่จะกลับพร้อมผมเลยไหมครับ” ผมได้ยินแบบนั้นก็กึ่งถามกึ่งชวนแม่ขึ้นเพราะไม่คิดจะอยู่ต่อ แต่ถ้าแม่จะกลับพร้อมก็ไม่มีปัญหาอะไร
“ไม่จ้ะ เดี๋ยวแม่ให้รถที่บ้านมารับก็ได้นานๆ กลับมาที ลูกกลับก่อนเถอะ” แล้วแม่ก็ปฏิเสธออกมาอย่างที่ผมพอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ” เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็ไม่เซ้าซี้อะไรต่อให้เสียเวลา ก่อนจะเอ่ยลาแม่ขึ้นเพราะไม่อยากเห็นหน้าใครบางคนที่อาจจะตื่นขึ้นมาแล้ว
“ขับรถดีๆ นะลูก” แม่พูดทิ้งท้ายกับผมขึ้นตามประสาแม่ลูกผมเลยพยักหน้ารับ
หลังจากคุยกับแม่เสร็จ ผมก็ขับรถกลับกรุงเทพด้วยความรู้สึกที่หงุดหงิด โมโหและขัดใจไปหมดทุกอย่าง ถ้าไม่ติดว่าผมไม่อยากเห็นเธอได้ยินอะไรเกี่ยวกับเธอ ผมคงจะทำให้เธอเจ็บปวดมากกว่านี้หลายเท่า แต่นี่ดันอยู่ที่บ้านผมด้วยไง ขืนทำอะไรมากไปเดี๋ยวแม่ขึ้นมาเห็นก่อนทุกอย่างก็พังพอดี แล้วสุดท้ายจะเข้าทางเธออย่างที่หวัง
ผมเพทาย อายุ 26 ปี อาชีพผมก็นักร้อง ภายนอกที่ผมแสดงออกต่อหน้ากล้องมันก็ดูสุภาพ แสนดี เป็นกันเอง แต่นั่นมันแค่ภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นเท่านั้นแหละ เพราะจริงๆ ตัวตนของผมนั้น...
ผมเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน มีพี่ชายคนหนึ่ง ที่บ้านประกอบธุรกิจใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ(จนได้ฉายาว่าครอบครัวมาเฟีย) แต่ผมหลงรักเสียงเพลงและดนตรีเลยเลือกจะเข้าวงการ และนั่นเป็นสาเหตุให้ผมผิดใจกับพ่อตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงทุกวันนี้
