บทที่ 4 ใครเป็นพ่อเด็ก

ตอนที่4 ใครเป็นพ่อเด็ก

เพทาย

“ยังไงก็ระวังตัวหน่อยแล้วกันอย่าให้มากเกินไป ข้างบนเขาไม่อยากให้เราขายข่าวมากกว่าผลงาน” พี่แซนผู้จัดการวงผมพูดขึ้เป็นการย้ำเตือนกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตส่วนตัว

“ครับ” ผมตอบกลับออกไปอย่างไม่เรื่องมากเหมือนเข้าใจและอะไรก็ได้ แต่จะทำได้อย่างที่รับปากไหมก็อีกเรื่อง

“ส่วนเรื่องทัวร์คอนเสิร์ตอีกสามเดือนข้างหน้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วยนะ แล้วก็รักษาสุขภาพกันด้วยทุกคนเลย” พี่แซนพูดขึ้นอีกครั้งถึงงานใหญ่ของพวกเราก่อนจะเดินออกไป

“สรุปมึงคบกับมินนี่จริงดิ” หลังจากพี่แซนเดินออกจากห้องไป ไอ้จัมเปอร์ก็ถามผมขึ้นด้วยความสงสัยทันที

“ก็อย่างที่เห็นในข่าว” ผมยักไหล่ตอบกลับไปอย่างไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะผมกับมินนี่เราคุยกันมาสักพักได้แล้ว และเราก็รู้จักกันตั้งแต่น้องเข้าวงการ จนไม่นานมานี้ผมกับเธอตัดสินใจลองคบกันจริงจัง

“มึงแน่ใจแล้ว?” รอบแน่เป็นไอ้เนวาถามขึ้นบ้าง ไอ้สองคนนี้เป็นเพื่อนผมตอนสมัยเรียน และเป็นเพื่อนร่วมวงกับผมนั่นเอง

วงของผมมีชื่อว่า V Two P (V วา{เนวา} 2 P เพทาย และP เปอร์{จัมเปอร์}) พวกผมชอบเล่นดนตรีร้องเพลงตั้งแต่มัธยมแล้ว แต่พึ่งได้ร้องจริงจังตอนขึ้นมหาวิทยาลัยแล้วก็อัดลงโซเชียลฯกัน ตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องไอ้จัมเปอร์เห็นเข้าพอดี เลยให้พวกผมลองมาอัดดูก่อนจะมีโปรเจคปั้นพวกผม จนสุดท้ายกลับได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึงแล้วก็โด่งดังมาถึงทุกวันนี้

“ทำไมวะ น้องก็น่ารักดี” ผมย้อนถามออกไปอย่างสงสัยกับคำถามที่เหมือนไม่ใช่คำถามทั่วไปของเพื่อน

มินนี่เป็นนักร้องรุ่นน้องที่อยู่ร่วมค่ายกับผมนั่นแหละ เธอเข้าวงการหลังผมได้สองปี

แล้วเข้าใจไหม คนเราที่คิดเหมือนกันบางทีแค่มองตาก็รู้กันแล้วอ่ะ นั่นแหละ พอผมมองตาเธอก็รู้สึกได้ว่าเธอเองก็คิดเหมือนกับผม ผมเลยเข้าหาเธอ ก่อนจะได้ทำความรู้จักส่วนตัว และสนิทสนมกันมาเรื่อยๆ ส่วนทางค่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะมันก็เป็นกระแสได้ดีด้วย แฟนคลับก็เชียร์ เพียงแต่ต้องรักษารักษาข่าวไว้ให้ดีไม่ว่าจะทำอะไรเพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่องานเท่านั้น

“ก็แล้วแต่มึง กูก็แค่ลองถามดู” ไอ้เนวาได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรแค่ว่าขึ้นแค่นั้น แล้วพวกผมก็นั่งคุยกันต่อเรื่อยเปื่อย

เจ้าขา

หลายเดือนต่อมา...

“อ้วก! อ้วก! อ้วก!” เสียงฉันอาเจียนออกมาอย่างหนักอย่างควบคุมไม่ได้กับอาการที่ไม่บรรเทาลงเลยสักนิดและไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

และนี่ก็เข้าเดือนที่สี่แล้วที่ฉันท้อง ยิ่งฉันไม่กล้าบอกแม่ยิ่งฉันต้องการเก็บเป็นความลับมากแค่ไหน แต่วันเวลามันกลับยิ่งเดินเร็วจนฉันตั้งตัวแทบไม่ทันและคิดคำอธิบายในเหตุการณ์นี่ไม่ถูก

ใช่ค่ะ ตอนนี้ฉันท้องได้สี่เดือนแล้ว ฉันก็พึ่งรู้ตัวเองเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง หลังจากอาการฉันพึ่งจะออกและหนักขึ้นเรื่อยๆ จนฉันตัดสินใจไปหาหมอ และได้รู้ว่าตัวเองท้องได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับแม่หรือใคร

ฉันกลัวว่าแม่จะผิดหวัง ฉันไม่กล้าบอกว่าใครเป็นพ่อของลูกฉัน ฉันพึ่งเรียนจบ งานก็ยังไม่ได้หาทำแต่ดันมาเกิดเรื่องซะก่อน แบบนี้ฉันจะไม่กลัวได้ยังไงกันล่ะ แล้วที่ผ่านมาฉันไม่เคยมีแฟนเลยด้วย อยู่ๆ จะให้เดินไปบอกแม่ว่าตัวเองท้อง แม่คงต้องตกใจและผิดหวังมากแน่ๆ

“แม่จะทำยังไงดี หรือเราจะไปอยู่ที่อื่นกันดีนะ” ฉันพูดพร้อมกับลูบท้องตัวเองที่นูนออกมาแค่นิดเดียวเหมือนกับเป็นแค่หน้าท้องทั่วไปที่หากไม่สังเกตก็ไม่รู้ได้ นั่นแหละถึงทำให้แม่ฉันไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของฉัน ถึงแม้จะมีทักบ้างว่าช่วงนี้ฉันดูอวบอิ่มขึ้น แต่ฉันก็ได้แต่โกหกท่านไปว่าช่วงนี้กินเยอะแล้วไม่ได้ทำอะไร แต่ก็กินเยอะจริงๆ นั่นแหละ

ส่วนเรื่องที่จะไปอยู่ที่อื่น ฉันคิดไว้ว่าฉันจะพาลูกไปอยู่บ้านย่าที่เชียงราย บ้านที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แต่จ้างคนดูแลตลอดสักพัก ที่นั่นอยู่ติดกับสวนส้มที่ตอนนี้พี่ชายของพ่อเป็นคนดูแลทั้งหมด แล้วฉันก็โกหกแม่ว่าฉันได้งานที่ต่างจังหวัด พอฉันพร้อมฉันค่อยบอกแม่อีกทีแบบนี้ดีหรือเปล่านะ

“เฮ้อ! แค่คิดก็ยังกลัวเลย แล้วแบบนี้จะกล้าบอกแม่ตอนไหนกันนะ” ฉันพูดกับตัวเองออกมาอีกครั้งด้วยความเหนื่อยใจและท้อแท้ไม่น้อย ก่อนจะพาตัวเองเข้าห้องน้ำเพื่อไปชำระร่างกายให้สดชื่น เผื่อจะช่วยให้ฉันคิดหาทางออกได้บ้าง

ฉันอาบน้ำเสร็จก็ออกจากห้องน้ำ แต่พอฉันเปิดประตูมาฉันก็ชะงักจนเกือบช็อกไปเลย เพราะว่าตอนนี้แม่ของฉันนั่งอยู่ที่ขอบเตียง พร้อมกับถุงยาข้างๆ ท่านนั่นเอง

“แม่” ฉันเรียกแม่ออกมาเสียงอ่อนด้วยความตกใจ กลัว มันตีกันไปหมด ทั้งที่ปกติแม่ไม่เคยคิดเข้าห้องฉันก่อนได้รับอนุญาต แต่ทำไมวันนี้แม่ถึงได้เข้ามาแบบนี้ล่ะ เข้ามาตอนฉันเผลอจนไม่ได้เก็บหลักฐานความลับบางอย่างของตัวเองให้มิดชิด

“ถ้าแม่ไม่เข้ามาเห็นด้วยตาตัวเอง แม่ก็คงกลายเป็นนางแก่ที่ไม่รู้อะไรเลยใช่ไหม” แม่พูดออกมาอย่างผิดหวัง เสียใจกับความลับที่ท่านได้รู้เข้าในที่สุด รู้โดยไม่ได้ออกจากปากของฉันอย่างที่ควร

“แม่ เจ้าขาไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ” ฉันรีบเดินเข้าไปหาท่านอย่างร้อนใจแล้วอธิบายออกมาอย่างไม่ได้คิดแบบที่แม่พูดลเยสักนิด ฉันไม่เคยคิดว่าแม่โง่เลย มีแต่ฉันที่กลัวจนต้องทำแบบนี้

“ถ้าไม่เห็นว่าแม่โง่แล้วทำไมไม่บอกแม่ หรือว่าแม่ไม่สำคัญพอที่ลูกจะเห็นหัวแม่” แต่แม่ยังคงพูดออกมาเสียงสั่นพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาเหมือนผิดหวังเสียใจแต่ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องไหนหรืออาจจะทุกเรื่องก็เป็นได้ นั่นยิ่งทำให้ฉันร้อนใจกว่าเดิม

“ไม่นะคะแม่ ฮึก! เจ้าขาไม่ได้คิดแบบนั้น ฮือ!!! เจ้าขาแค่กลัวว่าแม่จะผิดหวังในตัวเจ้าขาก็เท่านั้น” ฉันบอกเหตุผลให้แม่รับรู้ออกไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลหนักกว่าแม่ด้วยซ้ำ

“กลัวแม่ผิดหวัง แล้วเจ้าขาคิดจะทำยังไง ท้องนะเจ้าขา ไม่ใช่แค่ท้องอืด ที่พอหายแล้วจะจบ เจ้าขาคิดจะปิดแม่ไปได้แค่ไหนกัน ไม่สู้บอกแม่ตั้งแต่แรกยังไม่ดีกว่าหรือไง” แล้วแม่ก็พูดขึ้นกับเรื่องที่มันไม่มีทางจะปิดบังไปได้อย่างที่ใจหวังเลย เพราะหลังท้องเสร็จก็มีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นมาแทน เด็กที่ไม่สามารถโกหกที่มาที่ไปได้อยู่แล้ว

“แม่ขา เจ้าขาขอโทษ ฮึก! เจ้าขาผิดไปแล้ว ฮือ!!! แม่อย่าโกรธเจ้าขาเลยนะคะ” ฉันรีบคลานเข่าเข้าไปกอดเอวแม่อย่างอ้อนวอนขอร้องสำนึกผิด

และนี่คือสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด แต่สุดท้ายฉันก็ลืมไปว่ายังไงเรื่องแบบนี้มันปิดกันไม่ได้อยู่แล้ว ฉันลืมคิดไปว่าถ้าแม่มารู้ทีหลังแบบนี้ ท่านจะเสียความรู้สึกมากกว่าการที่ฉันบอกท่านทันทีที่รู้ตัวเองท้อง

“ถ้าเจ้าขารู้สึกผิดจริงๆ ก็บอกความจริงกับแม่มาทั้งหมด” แม่พูดเสียงเด็ดขาดอย่างที่ท่านไม่ค่อยได้เป็น แต่จะให้ฉันบอกไปทั้งหมดเหรอ ฉันคงบอกท่านทั้งหมดไม่ได้

“แม่ขา ฮือออ!!!” ฉันได้แต่ร้องไห้ออกมาอย่างหนักด้วยความลำบากใจที่จะเล่ามันออกไป และไม่รู้จะเริ่มยังไงด้วยเหมือนกัน

“งั้นเจ้าขาบอกแม่มา ว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง” แม่เปลี่ยนคำถามออกมาง่ายๆ สั้นๆ แต่มันกับยากมากและลำบากใจเหมือนกันสำหรับฉัน

แต่เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วฉันคงทำอะไรไม่ได้ ฉันก็คงต้องบอกท่านไปออกไปตามความจริง ฉันไม่อยากให้ท่านคิดว่าลูกสาวของท่านเหลวไหลจนไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้อง หรือเหลวไหลจนคว้าเอาคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะบอกออกมาว่าเขาเป็นใคร

“ฮึก! เจ้าขาท้องกับ ฮึก! คุณเพทายค่ะ” สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจบอกแม่ออกไปตามตรง เพราะว่าเขาคือคนแรก และคนเดียวของฉัน

“อะไรนะ!?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป