บทที่ 7 ผู้หญิงอย่างเธอ
ตอนที่7 ผู้หญิงอย่างเธอ
เจ้าขา
“อย่าคิดว่าเธอจะอยู่ที่นี่ในฐานะเมียของฉันได้ เพราะผู้หญิงอย่างเธอ มันก็เป็นได้แค่พวกไร้ยางอายเท่านั้น!” น้ำเสียงแห่งความเกลียดชังเอ่ยขึ้นย้ำเตือนฉันออกมาหลังจากฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของเขาเป็นวันแรก
“.....” ฉันได้แต่ก้มหน้าลงนิ่งเพราะไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปและไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รับความเกลียดชังขนาดนี้ ทั้งที่เรื่องทั้งหมดเขาก็เป็นคนทำมันเอง
“แล้วถ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อไปละก็ เธอ...ห้ามแสดงตัวว่าเป็นอะไรกับฉัน เธอไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวฉัน หรือเรื่องของฉันแม้แต่เรื่องเดียว...”
“และฉันมีสิทธิ์ทุกอย่างในตัวเธอ ไม่ว่าจะสั่งอะไรก็ต้องทำ!” น้ำเสียงเด็ดขาดสั่งออกมาไม่หยุดอย่างวางอำนาจ ประกาศกร้าวให้รับรู้ว่าฉันอยู่ในจุดไหนฐานะอะไรสำหรับเขา
“ค่ะ” ฉันเลือกจะตอบรับในสิ่งที่เขาสั่งออกมาเท่านั้นอย่างไม่อยากมีปัญหาอะไร เพราะฉันเองก็ไม่ได้อยากแสดงตัวให้ใครรู้เหมือนกัน
“แล้วไม่ต้องหวังว่าจะมีงานแต่งจากฉัน แค่ฉันให้เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ก็ดีแค่ไหนแล้ว!” เขาไม่ลืมย้ำเตือนถึงอีกเรื่องเหมือนกับกลัวว่าฉันต้องการนักหนา ประกาศกร้าวให้รู้ว่าเขาจะไม่มีทางให้มันกับฉัน พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องฉันไปอย่างเย็นชา
ใช่ค่ะห้องของฉัน เพราะว่าฉันต้องมานอนห้องรับแขกคนเดียวไม่ได้นอนร่วมห้องกับเขา แต่แบบนี้ก็ดีนะ เพราะดูท่าทางเขาแล้วคงจะเกลียดฉันมาก ถ้าเกิดฉันไปอยู่กับเขาบางทีฉันคงต้องเจอกับคำพูดร้ายๆ จากเขาทุกวันก่อนนอนแน่ๆ
แล้วมันมีอีกมากมายที่เขาพูดกับฉัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องที่เขายังไม่ปักใจเชื่อว่าฉันท้องกับเขา และจะตรวจดีเอ็นเอทันทีที่ลูกคลอด โดยตอนแรกเขาจะตรวจตอนนี้เลยด้วยซ้ำแต่แม่เขาขอไว้ก่อนก็เลยรอให้คลอด ฉันก็ได้แต่รับฟังเขาสั่งทุกอย่างด้วยความเงียบต่อไปเท่านั้นอย่างไม่มีข้อเสนอแนะอะไรเพราะตัวฉันเองก็ยังจับต้นชนปลายกับชีวิตไม่ถูกเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะเดินทางมาสู่จุดนี้อย่างไม่ได้คาดคิดไว้เลย
“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ฉันถามป้าสะอางที่เป็นแม่บ้านของบ้านคุณเพทายออกไปหลังจากลงมาด้านล่างอย่างไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้ฟุ้งซ่าน
“ไม่มีหรอกค่ะ คุณไปด้านนอกเถอะค่ะ อยู่ในนี้มันร้อน” ป้าสะอางพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มให้เกียรติกันไม่น้อย
“ค่ะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ตอบกลับด้วยความเบื่อก่อนจะเดินออกมาจากครัวอย่างไม่รู้จะไปไหนทำอะไร
แต่จะไม่ให้ฉันเบื่อได้ยังไง ก็ตั้งแต่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรให้ทำเลย นอกจากเดินไปเดินมา แล้วก็นั่งๆ นอนๆ แต่ทุกคนไม่ต้องคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีหรอกนะ เพราะว่ามันไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุขเลยสักนิด กลับทำให้ฉันทุกข์ไปกว่าเดิมซะอีก เพราะจะมีคนคอยเหน็บแนมฉันอยู่เกือบทุกวันที่เขากลับบ้านมา
ฉันไม่ได้เข้ามาอยู่ในฐานะภรรยาสำหรับเขา ฉันแทบจะไม่ต่างอะไรกับผู้อาศัยคนหนึ่ง ซึ่งเวลาที่เขากลับมาบ้านแล้วเห็นฉันนั่งหรือว่าง เขาก็มักจะพูดจาร้ายๆ ใส่ฉันตลอด ทั้งที่ฉันพยายามช่วยงานบ้านแล้วแต่คนอื่นๆ กลับไม่มีใครให้ฉันทำ แต่เขาก็หาว่าฉันไร้ประโยชน์ ไร้ค่า และอีกอย่างการอยู่กับเขาที่นี่มันไม่ได้ง่ายเลยสักนิด โดยที่เขาไม่ฟังอะไรฉันเลยสักอย่าง
“ถึงแล้วเย่ๆๆๆ” แล้วเสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน ทำให้ฉันหันไปมองด้วยความแปลกใจสงสัยก่อนจะเดินไปยังหน้าบ้านดูว่าเป็นเสียงของใคร
“พะเพื่อนอย่าวิ่งลูก” เสียงหนึ่งดังขึ้นเตือนทำให้ฉันพอจะคิดได้แล้วว่าเป็นเสียงของใคร
“พะเพื่อนดื้อ!” เสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นอีกคนอย่างมีความโตกว่า พอดีกับที่ฉันเดินมาถึงหน้าบ้านเผชิญหน้ากันเข้า
“ใคคับคุณย่า” เสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเอียงคอถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่น้อย
“นี่อาเจ้าขาจ้ะ เป็นคนรักของอาเพ...”
“ส่วนเจ้าขา นี่พะเพื่อนกับพะแพง ลูกพี่เพชรไทยน่ะ” คุณแม่แนะนำพวกเราสามคนให้รู้จักกันอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดีค่ะเด็กๆ” ฉันทักทายเด็กๆ ออกไปด้วยรอยยิ้มเป็นกันเองให้กับเด็กๆ ตรงหน้า
“สวัสดีค่ะอาเจ้าขา” พะแพงยกมือไหว้ฉันด้วยรอยยิ้มมีมารยาทและรู้ความไม่น้อย
“สวัสดีค้าบอาเจ้าขา อาเจ้าขาน่ารัก” แล้วก็ตามด้วยพะเพื่อนก็ไหว้ฉันก่อนจะเอ่ยชมขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์นั่นเอง ทำเอาฉันยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูกับความช่างพูดของเด็กน้อยตรงหน้า
“พะเพื่อนแฝดพี่ พะแพงแฝดน้องนะลูก...” คุณแม่อธิบายเพิ่มให้ฉันได้เข้าใจและรับรู้ นั่นหมายความว่าพะเพื่อนเพศชายเป็นพี่ ส่วนพะแพงเป็นน้องผู้หญิงนั่นเอง
“เจ้าชู้จริงเชียวหลานคนนี้” คุณแม่ว่าให้หลานตัวเองอย่างเอ็นดู ซึ่งดูไปแล้วทั้งสองคนน่าจะอายุราวๆ สี่ขวบได้
“อาเจ้าขามีน้องเหรอคะ” แล้วพะแพงก็ถามขึ้นอย่างกับเด็กช่างสังเกตทำให้ฉันส่งยิ้มให้กับความฉลาดหลักแหลม
“ใช่จ้ะ” ตอนนี้ท้องของฉันเริ่มนูนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ถ้าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่มากๆ ก็จะมองออก แต่ไม่คิดว่าน้องพะแพงจะรู้ได้นะ ยังเด็กอยู่เลย
“เพื่อนจะมีน้องแล้ว เย่ๆ” พะเพื่อนได้ยินแบบนั้นก็ร้องกระโดดด้วยความดีใจออกมา และนั่นทำให้ฉันอดยิ้มตามไม่ได้ ดูจากทรงไปแล้วพะเพื่อนจะมีความเป็นเด็กมากกว่าพะแพงซะอีกนะ
“หึ! หึ! เจ้าขารู้ไหม ที่พะเพื่อนเป็นพี่พะแพงไม่ใช่เพราะคลอดก่อนพะแพงหรอกนะ” คุณแม่พูดขึ้นอย่างกับรู้ความคิดของฉัน
“แล้วทำไมพะเพื่อนถึงได้เป็นพี่ละคะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ถามกลับไปอย่างสงสัยทันที เพราะปกติฉันเห็นแต่คนที่คลอดก่อนจะเป็นพี่
“พอดีพ่อแม่เขาอยากได้ผู้ชายเป็นพี่ ก็เลยพากันคิดเอาเองว่าพี่เสียสละให้น้องคลอดก่อน ก็เลยให้พะเพื่อนเป็นพี่ทั้งที่คลอดหลัง” แล้วคุณแม่ก็บอกเล่าความคิดของพ่อแม่เด็กแฝดออกมาให้รับรู้
มิน่าล่ะถ้าจะบอกว่าพะแพงเป็นพี่ยังดูเป็นไปได้มากกว่า แต่ความคิดของพี่เพชรไทยก็น่ารักดีนะ พี่เสียสละให้น้องออกก่อน แบบนี้เรียกว่าอุปโลกน์หรือเปล่านะ
หลายเดือนต่อมา...
ตอนนี้ท้องฉันก็เข้าสู่เดือนที่เจ็ดแล้ว ซึ่งท้องก็นูนออกมาใหญ่มากอย่างเห็นได้ชัดจนฉันเริ่มปวดหลังปวดขาแล้ว น้ำหนักก็ขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เคยแตะเลขพวกนี้มาก่อน
ส่วนความสัมพันธ์ของฉันกับคุณเพทายเหรอ จะบอกว่าเหมือนเดิมยังฟังดูดีเกินไปสำหรับฉันเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่ใช่ว่าเหมือนเดิมแต่กลับแย่กว่าเดิม ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่ก็อย่างที่บอกว่าฉันมีสิทธิ์ออกไปข้างนอกแค่เวลาจำเป็น นั่นก็คือตอนไปตรวจท้องตามนัดเท่านั้น
และเขาก็ไม่เคยพาฉันไปเลยสักครั้ง เขาไม่เคยถามอะไรฉันเกี่ยวกับตัวฉันหรือเกี่ยวกับลูกเลยสักนิด และช่วงนี้เขาค่อนข้างกลับบ้านน้อยครั้งมาก เห็นว่าพักอยู่คอนโดส่วนตัวของเขาแทนนั่นเอง และเวลาเขากลับมาที ก็มักจะทำเหมือนฉันเป็นเพียงอากาศธาตุชนิดหนึ่งที่ไม่มีตัวตนให้มองเห็น เขาไม่สนใจแม้แต่จะมองฉันเลยสักนิด เขาเลือกมองข้ามฉันทุกเมื่อที่เห็น แต่เวลาพูดอะไรออกมาแต่ละที ก็เป็นคนพูดที่ทำให้คนฟังอย่างฉันจุกจนลืมไม่ลงเลยทีเดียวเหมือนกัน
“กลับมาแล้วค้าบ~” แล้วเสียงพะเพื่อนก็ดังขึ้นส่งสัญญาณก่อนจะตามมาด้วยเจ้าตัว
นี่ถือว่าเป็นความสุขของฉันเลยก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่มีพะเพื่อนและพะแพงฉันก็ไม่เหงาเลย ความสัมพันธ์ของฉันกับพะเพื่อนและพะแพงก็เป็นไปได้ในทางที่ดี เราสามคนสนิทกันมากและเด็กๆ ค่อนข้างติดฉันมากด้วยเช่นกันโดยเฉพาะพะเพื่อน คือช่วงที่พี่เพชรไทยและพี่กานพลูไม่ค่อยว่างสองแสบก็จะมาอยู่ที่นี่แทน ส่วนพี่ๆ ก็ไปช่วยงานคุณพ่อที่ต่างประเทศ ทำให้ฉันได้มีสองแสบเป็นเพื่อนไปเลย
“เป็นยังไงบ้างครับ วันนี้เรียนเหนื่อยไหม” ฉันเดินไปรับเด็กๆ พร้อมกับถามขึ้นอย่างใส่ใจอยากฟังเรื่องเล่าของพวกเขา
“ไม่ค้าบ สนุกมาก” พะเพื่อนตอบกลับอย่างร่าเริงให้รู้ว่าไม่เหนื่อยแล้วยังสนุกมากด้วยซ้ำ
“วันนี้พะเพื่อนตกชิงช้าด้วยค่ะอาเจ้าขา” แล้วพะแพงก็ฟ้องขึ้นให้รับรู้ถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
“จริงเหรอ? เป็นอะไรมากไหมครับ ไหนอาเจ้าขาดูหน่อย” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ตกใจไม่น้อย พูดพร้อมกับรีบสำรวจตามตัวพะเพื่อนเพื่อดูเผื่อมีอะไรจะเป็นปัญหา
“ไม่เป็นไรคับ พะเพื่อนแข็งแรงมาก” พะเพื่อนพูดพร้อมกับทำท่าเบ่งกล้ามให้ฉันดูเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่เป็นอะไรจริงๆ
“คราวหลังต้องระวังนะครับอาเป็นห่วง” ฉันบอกออกไปอย่างห่วงใยด้วยใจจริงและอยากให้แกระวังกว่านี้
“ค้าบ...”
“วันนี้น้องดิ้นไหมคับ” พะเพื่อนตอบรับอย่างว่าง่าย พูดเสร็จก็ถามฉันขึ้นพร้อมกับเอามือมาทาบท้อง ซึ่งฉันเคยลองให้ทั้งสองทาบท้องฉันตั้งแต่เข้าเดือนที่ห้าตอนที่ตัวเล็กในท้องเริ่มดิ้นเล็กน้อย นั่นทำให้ทั้งสองติดใจมาก และสนุกกับการเอามือมาทาบท้องฉันบ่อยๆ
“เป็นไงครับ ดิ้นไหม” เมื่อมือเล็กๆ ทาบสัมผัสฉันก็ถามออกไปด้วยรอยยิ้มให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับน้องในท้อง
“ฮ่าๆๆ น้องเตะมือเพื่อนด้วย คิกๆๆ” พะเพื่อนหัวเราะชอบใจกับสัมผัสตอบสนองของเจ้าตัวเล็กในท้องตามธรรมชาติ
“แพงลองบ้าง” พะแพงเห็นแบบนั้นก็ไม่รอช้าจะทำบ้าง ก่อนทั้งสองจะหัวเราะชอบใจไม่น้อยกับการดิ้นของตัวเล็ก
“เดี๋ยวอาเจ้าขาไปเอาขนมมาให้ดีกว่า วันนี้อาเจ้าขาทำเค้กสูตรใหม่ให้ด้วยนะ” เมื่อฉันเห็นพวกแกได้สัมผัสจนพอใจก็พูดขึ้น เพราะทั้งสองติดใจฝีมือการทำอาหารและขนมของฉันมาก แล้วก็ชอบอ้อนให้ฉันทำให้บ่อยๆ และฉันก็ชอบด้วยสิจะได้มีอะไรทำ
“เย่ๆ อาเจ้าขาใจดีที่สุด” พะเพื่อนได้ยินแบบนั้นก็ร้องด้วยความดีใจทันที
“โอเคค่ะ งั้นเดี๋ยวอาเจ้าไปเอามาให้นะคะ” ฉันตอบรับก่อนจะลุกไปจัดการของว่างมาให้ด้วยตัวเอง
ถึงแม้ว่าท้องจะใหญ่เดินเหินลำบากไปบ้างแต่ฉันก็อยากจะเดินให้เยอะๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะเห็นคุณแม่บอกว่าจะคลอดง่ายกว่าการนั่งนอนอยู่กับที่ และมันก็เหมือนเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย
“ดีค้าบ/ค่า” ทั้งสองประสานเสียงกันออกมาทำให้ฉันก็อดยิ้มไม่ได้ ก่อนจะลุกไปจัดการของว่างให้เด็กๆ
วันนี้คุณแม่ไม่อยู่บ้านเพราะท่านไปหาคุณพ่อที่ต่างประเทศนั่นเอง เห็นว่าไปสี่ห้าวันเลย ทำให้ตอนนี้นอกจากคนงาน ก็มีฉันและสองแสบอยู่ด้วยกันแค่นั้น และหน้าที่รับผิดชอบเรื่องไปโรงเรียนก็คือฉัน ซึ่งฉันก็เป็นคนอาสาเองนั่นแหละ แต่ปกติก็ช่วยคุณแม่บ่อยๆ อยู่ประจำแล้ว เพราะว่าพ่อแม่ของสองแสบไม่ค่อยอยู่ (แต่คนไปส่งที่โรงเรียนคือคนรถที่บ้านนะไม่ใช่ฉัน)
ใช้เวลาไม่นานฉันยกของว่างออกมาให้เด็กๆ ที่ห้องนั่นเล่น โดยมีฉันคอยนั่งอยู่ด้วย
“เค้กอาเจ้าขาอร่อยที่สุดค้าบ~” พะเพื่อนพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้กินของที่ชอบ
“จริงเหรอครับ อาเจ้าขาดีใจจังเลยที่สองคนชอบ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ลูบหัวพะเพื่อนด้วยความเอ็นดูก่อนจะพูดออกมาตอบรับคำชมของเด็กๆ
และ...
“อาเพ~”
