บทที่ 9 ขัดหูขัดตา

ตอนที่9 ขัดหูขัดตา

เพทาย

ผมกลับขึ้นห้องมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จริงๆ ผมตั้งใจจะลงไปกินน้ำ แต่พอลงไปกลับเห็นใครทำอะไรในครัวเปิดไฟแค่ดวงเดียวสลัวๆ ผมเลยถามออกไปเพราะถ้าเป็นโจรมันคงไม่เปิดไฟ แต่พอรู้ว่าเป็นใครมันก็ทำให้ผมหมดอารมณ์จะกินน้ำทันที

แล้วไหนจะเห็นท่าทางซุ่มซ่ามขัดหูขัดตานั่นอีก ทำให้ผมต้องเดินกลับห้องตัวเองคืนมาโดยที่น้ำไม่ตกถึงท้อง

ติ้ง! ติ้ง! เสียงข้อความโทรศัพท์ผมเข้าทำให้ผมหันไปสนใจมัน และพอหยิบมาเจอข้อความก็ทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นมาได้นิดหน่อย

มินนี่: นอนหรือยังคะ

มินนี่: พี่เพไม่อยู่ มินนี่เหงามากเลยค่ะ

เพทาย: กำลังจะนอนแล้ว

มินนี่: คิดถึงพี่เพจังเลยค่ะ

เพทาย: พี่ก็คิดถึงมินนะ

มินนี่: แค่นี้ก็ฝันดีแล้วค่ะ

หลังจากนั้นก็จบการสนทนาไปอย่างไม่ได้พูดคุยอะไรมากนัก เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยเลือกจะคุยผ่านข้อความหรอก เพราะว่ามันมักจะมีปัญหาตามหลังได้ง่าย ถ้าคุยก็จะคุยกันสั้นๆ อย่างเมื่อกี้เท่านั้น ส่วนความสัมพันธ์ของผมกับมินนี่หากคนอื่นมองก็ยังเหมือนเดิม แต่สำหรับผมไม่นับว่าคบมาสักพักแล้ว แต่ด้วยจุดเริ่มต้นเคยเป็นคู่จิ้นและเคยประกาศคบกัน หากไม่ได้บอกเลิกจริงจังก็คงไม่นับว่าเลิกได้ด้วยเหมือนกัน แต่เวลาที่ผมไม่ได้กลับบ้านไม่ใช่เพราะว่าอยู่กับมินนี่หรอกนะ ที่ไม่กลับเพราะงานทั้งนั้น แม้จะมีนัดกินข้าวกันบ้าง ดูหนังกันบ้างก็เถอะ

แล้วถามว่าผมไม่คิดจะเลิกกับเธอเหรอ ผมก็คิดนะแต่ไม่ใช่เพราะห่วงความรู้สึกของเจ้าขาหรอกนะ เพียงแต่สถานะของผมที่มันกำหนดให้ควรทำ ผมเคยเกริ่นๆ เรื่องห่างกันไปแล้วรอบหนึ่ง ใช้เหตุผลเรื่องเวลางานมาอ้าง แต่เธอกลับไม่ยอมและบอกว่าไม่ใช่ปัญหา แล้วไหนจะงานของผมที่รัดตัว จนผมไม่มีโอกาสพูดเรื่องนี้ซ้ำจนปล่อยผ่านมันมาจนตอนนี้

ส่วนวันนี้ที่ผมกลับบ้าน ก็เพราะว่าแม่ผมให้กลับนั่นเอง ท่านโทรไปกำชับกับผมตั้งหลายรอบว่าให้กลับบ้าน เพราะว่าท่านไม่อยู่สี่ห้าวัน ไม่อยากปล่อยคนท้องกับเด็กอยู่ลำพัง ทั้งที่แม่บ้านบ้านผมก็มีตั้งหลายคนไม่รู้จะห่วงอะไรหนักหนา แต่เพื่อความสบายใจก็ต้องกลับมานั่นแหละ ยังไงก็หลาน ยังไงก็ลูก

เจ้าขา

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฉันมาเคาะห้องคุณเพทายกลางดึก หลังจากฉันได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้ตอนกลับขึ้นมาด้านบน พอเดินตามเสียงก็มาหยุดที่ห้องของพะแพง พอฉันเข้าไปดูก็เห็นว่าหลานไม่สบาย ตัวร้อนทั้งที่เมื่อเย็นก็ปกติดี ฉันจัดการเช็ดตัวให้สองครั้งแล้วแต่ก็ไม่ดีขึ้น ฉันเลยต้องมาเคาะห้องคุณเพทายแบบนี้ไง

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฉันเคาะอีกครั้งหลังจากเขายังไม่มาเปิดแต่ก็ยังเงียบเหมือนเดิม ฉันลองหมุนลูกบิดดู และมันก็ไม่ได้ล็อก ฉันถือวิสาสะเปิดมันเข้าไปข้างใน ดีที่เขาไม่ได้ปิดม่านนอนทำให้พอมีแสงเข้ามาจากด้านนอก ฉันเลยเดินไปตามแสงก่อนจะเปิดไฟที่หัวเตียง

“คุณเพทายคะ” ฉันเดินเข้าไปปลุกเขาออกไปอย่างเกรงใจ แต่เขากลับไม่ได้ยินหรือขยับเลย

ซึ่งฉันก็พอเข้าใจว่าเขาคงเหนื่อยจากงานนั่นแหละเลยทำให้หลับสนิท

“คุณเพทายคะ” ฉันปลุกเขาอีกครั้งพร้อมกับยื่นมือไปสะกิดเขาด้วยอย่างไม่รู้จะทำยังไงแล้วเหมือนกัน และนั่นก็ทำให้เขาขยับตัวในที่สุด

“เธอเข้ามาทำอะไรห้องฉัน หรือคิดจะมาอ่อยฉันอีก!” พอเขาลืมตาขึ้นมาเห็นว่าเป็นฉันก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจพร้อมการมองกันในแง่ร้ายไม่หยุดโดยไม่รอให้ฉันได้พูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว

“เปล่าค่ะ พอดี...” ฉันปฏิเสธออกไปและกำลังจะบอกเหตุผลที่เข้ามาในนี้อย่างถือวิสาสะออกไป แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบอะไรมาก คุณเพทายก็พูดขึ้นเสียงแข็งกว่าเดิมอย่างไม่ได้คิดอยากฟังอะไรจากฉันเลยสักนิด

“ที่ได้เข้ามาอยู่ในบ้านฉันแบบนี้ไม่พอหรือไง! ยังคิดจะเข้ามาให้ท่าฉันอีกเหรอ ร่านไม่เลือกจริงๆ” เขาว่าออกมาอย่างสมเพชฉันด้วยคำหยาบคายกว่าเก่า พูดทุกอย่างที่คิดโดยไม่เปิดโอกาสฟังอะไรจากฉันก่อนแล้วค่อยด่าด้วยซ้ำ

และนั่นทำให้ตาฉันแสบๆ ร้อนๆ พร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอออกมาอย่างรับคำรุนแรงไม่ไหวเท่าไหร่และไม่อยากเสียเวลาอีก

“ขอโทษค่ะ” ฉันบอกเขาออกไปเสียงสั่นอย่างไม่อยากอยู่ต่อก่อนจะเลือกเดินออกจากห้องเขาไปโดยไม่พูดอะไรสักคำและไม่ลืมปิดประตูห้องให้เขาด้วย

และแม้สภาพจิตใจของฉันจะหนักอึ้งแค่ไหนกับคำพูดย่ำแย่ที่เหมือนไม่ใช่คนซ้ำๆ แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้ก็มีเรื่องสำคัญกว่า

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฉันลงมาด้านล่างและตรงไปเคาะห้องลุงชอบคนขับรถของบ้านแทนนั่นเอง

“คุณเจ้าขา มีอะไรหรือเปล่าครับ” ไม่นานลุงชอบก็มาเปิดประตูให้ฉันแล้วถามออกมาด้วยความสงสัยแปลกใจ

“ขอโทษที่มาปลุกนะคะ ลุงชอบช่วยเอารถออกได้ไหมคะ เจ้าขาจะพาน้องพะแพงไปหาหมอน่ะค่ะ พอดีน้องไม่สบาย” ฉันบอกออกไปด้วยความรีบร้อนรวดเดียวไม่ต้องถามต่อให้มากความ เป็นเหตุผลเดียวกับที่ฉันไปหาคุณเพทายที่ห้องนั่นแหละ

“ครับๆ” ลุงชอบได้ยินแบบนั้นก็ตอบกลับอย่างรีบร้อนไม่รอช้าถามอะไรต่อ

“ป้าสะอางช่วยไปอุ้มน้องพะแพงให้เจ้าขาหน่อยได้ไหมคะ” ฉันหันไปบอกป้าสะอางภรรยาลุงชอบออกไปอย่างขอความช่วยเหลือ เพราะตอนนี้ท้องฉันใหญ่เกินกว่าจะอุ้มเด็กสี่ขวบได้แล้ว

“ได้ค่ะได้...” ป้าสะอางตอบรับอย่างรวดเร็ว เดินตามฉันออกมาอย่างรีบร้อน และไม่ลืมหันมาถามฉันถึงใครอีกคน

“แล้วบอกคุณเพหรือยังคะ”

“ให้เขาพักเถอะค่ะ” ฉันตอบกลับไปแค่นั้นอย่างไม่อยากพูดถึงเขาเท่าไหร่ ก่อนจะรีบเข้าไปหาของสำคัญของน้องพะแพงเพื่อเตรียมไปโรงพยาบาล

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงเข้มดังขึ้นหลังจากฉันกับป้าสะอางเข้ามาในห้องน้องพะแพงได้ไม่นาน ฉันเลือกจะไม่ตอบอะไรออกไปให้โดนด่าอีกครั้ง เลือกจะพูดกับเขาให้น้อยที่สุดหากไม่จำเป็นจริงๆ

“คุณหนูไม่สบายค่ะ กำลังจะพาไปโรงพยาบาล” เป็นป้าสะอางที่ตอบกลับไปในคำถามที่เกิดความเงียบช่วงหนึ่ง

“แล้วทำไมไม่บอกฉัน!” พอเขาได้ยินแบบนั้นแน่นอนว่าเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ ถามออกมาเสียงดังเป็นการตำหนิมากกว่าเป็นคำถาม

และแน่นอนว่าฉันรู้ดีว่าเขากำลังจะว่าฉันนั่นเอง แต่จะว่าฉันงี่เง่าก็ได้ในเมื่อฉันเข้าไปบอกเขาแล้ว แต่เขาไม่คิดจะฟังอะไรฉันเลยสักนิด แค่ฉันอ้าปากเขาก็สาดคำหยาบคายรุนแรงออกมาก่อนแล้ว และฉันก็มีทางเลือกที่จะพาน้องพะแพงไปโรงพยาบาลได้ฉันก็เลยเลือกจะออกมาเงียบๆ แทน

“เอ่อ...” ป้าสะอางได้ยินแบบนั้นก็อึกอักไม่รู้จะตอบอะไรกับสถานการณ์ตึงเครียดตอนนี้

“ป้าไปกับผมแล้วกัน” เขาเองก็ไม่ได้คิดจะเอาคำตอบอะไร พูดกับป้าสะอางขึ้นก่อนจะเดินมาอุ้มน้องพะแพงออกจากห้องไป แล้วป้าสะอางก็ยืนอย่างทำอะไรไม่ถูก

“นี่ของของน้องค่ะ ป้ารีบไปเถอะค่ะ” ฉันยื่นกระเป๋าเอกสารและของใช้บางส่วนให้ป้าสะอางแล้วบอกแกออกไปอย่างที่ทางเลือกนี้ดีที่สุดแล้ว

“ค่ะ” ป้าสะอางรับไปอย่างลำบากใจก่อนจะตามออกไปอย่างทำอะไรไม่ได้และอยากทำเวลารีบพาพะแพงไปหาหมอให้เร็วที่สุด

“.....” และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและอยู่คนเดียว ฉันก็ทำได้เพียงยืนอยู่กับที่ด้วยความเหนื่อยล้าจนไม่อยากรับรู้หรือทำอะไรเลย ฉันคงผิดมากสินะที่ไม่ได้พูดบอกเขาออกไปในเรื่องสำคัญ แต่เลือกจะไปทำอะไรเองอย่างถือวิสาสะในบ้านของเขาที่มีเขาอยู่แบบนี้

เช้านี้ฉันก็จัดการแต่งตัวให้น้องพะเพื่อนเพื่อเตรียมไปโรงเรียนเหมือนเดิมกับทุกๆ วัน ส่วนน้องพะแพงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาบ้าน สงสัยจะได้นอนหรือเปล่าเพราะฉันเองก็ไม่มีเบอร์ติดต่อใคร และถึงมีก็ไม่กล้าด้วย

“ไม่ไปไม่ได้เหรอคับ~” พะเพื่อนพูดขึ้นอย่างงอแงไม่น้อยหลังจากรู้ว่าพะแพงไม่สบาย และต้องไปโรงเรียนคนเดียว

“ไม่งอแงนะครับคนเก่ง เดี๋ยวเย็นนี้อาเจ้าขาทำขนมรอตกลงไหม” ฉันยื่นข้อเสนอออกไปอย่างเข้าใจดีกับพี่น้องที่เคยไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันแต่ต้องมาไปคนเดียว

“ก็ได้ค้าบ” พะเพื่อนได้ยินแบบนั้นก็ตอบรับออกมาอย่างว่าง่ายเข้าใจทุกอย่างดีเลยไม่งอแงออกมา

“เก่งมากครับ” ฟอด! ฟอด! ฉันหอมแก้มพะเพื่อนอย่างเอ็นดู พร้อมกับส่งขึ้นรถให้ลุงชอบพาไปส่งที่โรงเรียน ก่อนจะเดินเข้าบ้าน

และหลังจากเดินเข้าบ้านได้ไม่นานเสียงรถก็เข้ามา พอฉันหันกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นรถของคุณเพทายนั่นเอง

ฉันเลือกจะยืนรอแม้รู้ว่าเขาไม่อยากเห็นหน้าแต่เพราะฉันอยากถามเขาเรื่องน้องพะแพงเลยต้องเผชิยหน้า แต่พอรถจอดก็เห็นเขาเดินอ้อมมาเปิดรับน้องพะแพงจากป้าสะอางขึ้นมาอุ้มเข้าบ้าน

“น้องเป็นยังไงบ้างคะ” ฉันถามเขาออกไปด้วยความเป็นห่วง แต่เขากลับเหล่ตามองฉันนิดหน่อยทางหทางตาแล้วเดินขึ้นไปด้านบนทันที

“.....” ฉันได้แต่เม้มปากแน่นอย่างทำอะไรไม่ได้ เพราะแม้แต่เรื่องสำคัญแบบนี้เขาก็ยังเลือกจะไม่พูดอะไรบอกกัน

“ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้วค่ะ หมอพ่นยาและให้น้ำเกลือเสร็จแค่นั้นค่ะ น่าจะเมื่อวานอาบน้ำนานและน้ำเข้าจมูกเยอะเกินไปมั้งคะ เลยทำให้เป็นหวัดไป” เป็นป้าสะอางที่ตอบกลับแทนให้ฉันได้รับรู้สาเหตุและอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“อ๋อค่ะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็สบายใจเพราะอย่างน้อยก็ไม่หนักจนต้องนอนโรงพยาบาล

“นี่ยาคุณหนูค่ะ” ป้าสะอางยื่นยามาให้ฉัน

“งั้นเดี๋ยวเจ้าขาขึ้นไปดูหลานก่อนนะคะ” ฉันบอกก่อนจะเดินขึ้นไปด้านบน ถึงแม้จะไม่อยากไปเพราะว่ามีเขาอยู่ แต่ตอนนี้หลานสำคัญกว่า

“อาเจ้าขา” เสียงอ่อนแรงของพะแพงดังขึ้นหลังจากฉันเปิดประตูเข้าไปด้วยความออดอ้อนตามประสาเด็กป่วย

“หายแล้วนะคะคนเก่ง” ฉันเดินเข้าไปหาหลานแล้วพูดขึ้นอย่างปลอบประโลมแก

“แพงปวดตรงนี้” น้องพะแพงพูดพร้อมกับชี้หัวตัวเองอย่างน่าสงสาร

“งั้นนอนพักนะคะ เดี๋ยวตื่นมาอาจะทำข้าวต้มอร่อยๆ ให้” ฉันบอกด้วยความสงสารไม่น้อย เด็กปวดหัวไม่สบายตัวเป็นอะไรที่น่าสงสารที่สุดแล้วเพราะขนาดผู้ใหญ่เวลาป่วยยังลำบากเลย

“ค่ะ” พะแพงตอบกลับอย่างว่าง่าย ฉันเลยขยับยื่นมือไปอังหน้าผากดูว่าตัวร้อนไหม และมันก็ยังร้อนอยู่นั่นเอง

ฉันเลยเอาถังใบเล็กที่ใช้เมื่อคืนเอาเข้าไปเปลี่ยนน้ำก่อนจะออกมาเพื่อเช็ดตัวให้ และพอออกมาคุณเพทายก็ไม่ได้นั่งอยู่ที่เตียงแล้ว แต่กลับไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้แทนด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนไม่ได้อยากอยู่แต่ห่วงหลานเลยจำต้องอยู่ร่วมห้องกับฉัน

“.....” ฉันเลือกจะไม่พูดอะไรเพราะไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร ก่อนจะหันมาสนใจการเช็ดตัวให้พะแพงเพื่อลดไข้ต่อจนเสร็จ

“ตามฉันมา!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป