บทที่ 1 ตอนที่ 1

มีใครบ้างจะอยากแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้ชอบ?

ต่อให้อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าของโรงสีผู้ร่ำรวย และเป็นที่หมายปองของเหล่าบรรดาหนุ่มสาวกว่าค่อนจังหวัดชัยนาทก็ตาม ทว่าเขากลับมองว่าอีกฝ่ายนั้นดูเย่อหยิ่ง เย็นชา และที่สำคัญชอบทำหน้าตาบูดบึ้งเหมือนคนอึไม่ออกอยู่ตลอดเวลา

เพียงแค่คิดว่าต้องไปอยู่กินกับคนแบบนั้น เขาก็รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีความสุข อีกทั้งอนาคตคงต้องเป็นโรคประสาทจนต้องไปหาหมอให้รักษารายวันแน่นอน

เจ้าจันทร์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่าจันทร์ เป็นเด็กหนุ่มหน้าหวานอายุยี่สิบสามปี และมีส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วย ดวงตากลมโตเป็นประกาย จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ เส้นผมสีน้ำตาลขับให้ดูยิ่งละมุนขึ้นกว่าเดิม

เป็นเพราะเจ้าจันทร์มีรูปร่างหน้าตาดี จึงทำให้หนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านต่างก็มารุมขายขนมจีบ ทว่าคนรักสนุกอย่างเขาก็ไม่ได้มองใครเลยสักคน ซึ่งชีวิตของเขาผูกติดกับการเที่ยวเตร่อย่างเดียว เพียงแค่คิดว่าต้องมีแฟนก็รู้สึกอึดอัดจนกลายเป็นคนรักสันโดษไปแล้ว

ใครจะชอบเวลาที่ต้องโทรหรือแชตไปรายงานแฟนว่าวัน ๆ หนึ่งทำอะไร ที่ไหน กับใคร นอนหรือยัง กินข้าวกับอะไร

เฮ้อ!

คำถามมากมายพวกนี้ เพียงแค่ไอ้จันทร์คิดก็ท้อที่จะตอบแล้ว

ยิ่งถ้ามาห้ามนู่นห้ามนี่ด้วยก็ยิ่งน่าเบื่อไปกันใหญ่ ไม่สู้เขาเอาเวลาไปออกเที่ยวให้สบายใจ ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มเสียก่อน แล้วก็นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอดีกว่า ส่วนเรื่องอื่นค่อยเอาไว้คิดทีหลังก็แล้วกัน

เด็กหนุ่มเติบโตมาในหมู่บ้านรังกระโดน อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของผู้ใหญ่มั่นหมู่ที่สิบหก ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างก็ให้ความยำเกรงและนับถือพ่อของเขาเป็นอย่างมาก เพราะทำงานเพื่อหมู่บ้านอย่างจริงใจ ไม่คดโกง ไม่เคยกินงบ และไม่นอนหายใจทิ้งไปวัน ๆ เหมือนลูกชายอย่างเจ้าจันทร์หรอก

ซึ่งไม่รู้ว่าไอ้จันทร์คนนี้ได้นิสัยจากใครมา ถ้าบอกว่าไปเก็บเขามาจากถังขยะ ยังเชื่อเลย

ส่วนแม่ของเขามีชื่อว่าสายบัว เปิดร้านขายข้าวแกงอยู่หน้าบ้านในช่วงเย็น ด้วยฝีมืออันจัดจ้านที่สุดในย่านทำให้ลูกค้าต่างก็แห่กันมาซื้อ ซึ่งเจ้าจันทร์ก็ต้องไปช่วยขายเกือบทุกวัน และลูกค้าเจ้าประจำก็คงหนีไม่พ้นคุณนายพิณทอง ที่ชอบมาทาบทามเขาไปเป็นลูกสะใภ้ เพราะเห็นว่าน่ารัก เรียบร้อย เหมาะที่จะเป็นแม่ของหลานในอนาคต

บางทีไอ้จันทร์คนนี้ก็อยากจะตะโกนถามว่าคุณนายเจ้าของโรงสีคนนั้นตาถั่วหรือเปล่า ดูได้จากชุดที่เขากำลังใส่ก็เป็นเสื้อยืดเอวลอย กางเกงขาสั้นเสมอหู แถมยังใส่รองเท้าหูหนีบสีบานเย็นอีกด้วย ไม่รู้ว่าคุณนายพิณทองมองว่าน่ารักไปได้อย่างไร

แต่แทนที่แม่ของเจ้าจันทร์จะปฏิเสธการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจของลูกในครั้งนี้ ทว่ากลับพยักหน้าเห็นดีเห็นงามตามคุณนายพิณทองเสียอย่างนั้น โดยที่ไม่ถามถึงความสมัครใจของเขาสักคำเดียว

ว่าเขาน่ะ…อยากแต่งงานกับคนแก่อายุสามสิบกว่าแบบนั้นไหม?

ซึ่งคำตอบมันก็ชัดอยู่แล้วว่าไม่เลย…

ใครจะหาเรื่องใส่ตัวเองกันเล่า ในเมื่อชีวิตของเจ้าจันทร์ตอนนี้มันก็ดีมากอยู่แล้ว ช่วงเช้านอนหลับฝันหวาน ซึ่งตื่นมาอีกทีช่วงเย็นก็เป็นเวลาที่ต้องช่วยมารดาขายกับข้าว หลังจากเสร็จเรียบร้อยก็อาบน้ำแต่งตัวรอเวลาให้พ่อกับแม่หลับ หลังจากนั้นเขาก็แอบปีนหน้าต่างหนีเที่ยวเฉกเช่นทุกคืน

ดูสิ…ชีวิตของเขาวนเวียนอยู่แบบนี้ มีความสุขจะตาย

“ไปคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเอ็งได้แต่งงานกับเขา เอ็งจะสบายไปทั้งชาติ”

“จันทร์ไม่แต่ง”

“แต่เอ็งต้องแต่ง ยังไงเอ็งก็ต้องแต่ง”

“ถ้าแม่อยากได้เขามากขนาดนั้น จันทร์แนะนำว่าให้แม่หย่ากับพ่อแล้วไปแต่งงานเองดิ” สิ้นประโยคนี้เจ้าจันทร์ก็รีบปิดประตูห้องเสียงดัง ก่อนเดินกระทืบเท้าเข้ามานั่งขมวดคิ้วอยู่บนเตียงนอนไม้สักด้วยความขัดใจ

“ไอ้ลูกไม่รักดี เถียงคำไม่ตกฟาก หาคนดี ๆ ให้ไม่เอา คอยดูเถอะ…ข้าจะไม่ให้เงินเอ็งใช้สักบาทเดียว” เสียงคนเป็นแม่ตะโกนแว่วมาให้ได้ยิน โดยที่เขาทำท่าทางล้อเลียนอยู่ในห้อง ไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีพ่อที่ยังรักและตามใจเขายิ่งกว่าอะไรดี ต่อให้แม่ไม่ให้เงิน ถ้าอย่างนั้นเขาก็แอบขอเงินพ่อเอาก็ได้

ครืด ครืด

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฉุดดึงความสนใจของคนที่เพิ่งทะเลาะกับแม่เรื่องแต่งงานให้กลับมาตรงหน้า ดวงตากลมเหลือบไปมองหน้าจอมือถือเห็นเป็นเบอร์ของเพื่อน ก่อนที่เขาจะกดรับสายจึงรู้ว่าวันนี้เขาได้ลืมสิ่งที่สำคัญในชีวิตไปเสียสนิท

นั่นก็คือ…วันนี้มีงานวัดวันแรก

แล้วคนรักสนุกอย่างเขาจะพลาดได้อย่างไรเล่า

หลังจากวางสายเจ้าจันทร์ก็รีบลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว โดยที่วันนี้ใส่เพียงเสื้อยืดแขนกุดคอกว้างสีขาว สวมทับด้วยกางเกงยีนสีซีดขาสั้น หากแม่ของเขาเห็นว่าแต่งตัวแบบนี้มีหวังได้โดนตีขาลายแน่

บ้านของเจ้าจันทร์เป็นบ้านไม้สองชั้น หลังคามุงด้วยสังกะสี มีระเบียงหลังห้องทำให้สายลมพัดผ่านรู้สึกเย็นสบาย ใกล้กันเป็นต้นมะม่วงต้นหนึ่ง ยื่นกิ่งมาเกยกับพื้นกระดานที่เขายืนอยู่ พลันสายตาเหลือบไปเห็นไฟห้องของคนเป็นแม่ที่อยู่ด้านล่างปิดสนิท ก็ได้เวลาที่เขาต้องออกท่องราตรี ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขาลงมาตามกิ่งมะม่วง แล้วเดินออกมาทางหน้าบ้านด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ

นี่ก็คืออีกหนึ่งสาเหตุที่เขาไม่ได้เลี้ยงหมา เดี๋ยวมันเห่าเสียงดังแล้วความจะแตก

“ไอ้จันทร์! ทางนี้ทางนี้”

เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งตะโกนขึ้น เธอมีชื่อว่ามะขิ่น เป็นเพื่อนของเจ้าจันทร์มาตั้งแต่ยังเด็ก สมัยที่ยังเล่นขายของด้วยกัน เรียนโรงเรียนเดียวกัน แล้วก็แอบหนีไปเที่ยวด้วยกันกระทั่งตอนนี้

“เงียบ ๆ ดิวะ เดี๋ยวแม่กูตื่น” คนถูกเรียกรีบวิ่งเข้าไปเอามืออุดปากหญิงสาวที่กำลังนั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์อย่างรวดเร็ว

สีหน้าท่าทางของเจ้าจันทร์ดูตื่นตระหนก รีบชะโงกคอมองไปทางหน้าบ้าน เพราะเกรงว่าคนเป็นแม่จะตื่น แล้วเดินถือไม้หน้าสามออกมา

“อึงเอาอือออกอ้อน อูอ๋ายอายไอ่ออก” (มึงเอามือออกก่อน กูหายใจไม่ออก) มะขิ่นพยายามดึงมือเพื่อนตัวเองออกจากปาก ที่ดันไปอุดจมูกของหญิงสาวเอาไว้ด้วย

เสียงดังแค่นี้มันถึงกับจะฆ่ากันเลยหรือไง เธอเองก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น สู้แรงเจ้าจันทร์ไม่ไหวหรอกนะ

“ขอโทษทีว่ะ พอดีกูตกใจไปหน่อย” เด็กหนุ่มตกใจรีบดึงมือกลับเมื่อเห็นเพื่อนตาเหลือกเหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจตาย

“เออ! เกือบตายแล้วกู กว่าจะออกมาได้ ให้กูรอตั้งนาน” เธอบ่นอุบ ซึ่งขับรถมาจอดรอตรงนี้ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ยุงก็กัด อีกทั้งยังมืดจนต้องหันหลังไปมองบ่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าผีจะโผล่ออกมาตอนไหน

“โทษที แม่กูเพิ่งหลับ”

“งั้นก็ไปเถอะ”

“เอารถมึงไปนะ รถกูน้ำมันหมด”

“เออ…งั้นก็รีบขึ้นรถ เพื่อนคนอื่นรอที่วัดกันหมดแล้ว”

เจ้าจันทร์รีบพยักหน้า ก่อนก้าวเท้าขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ของมะขิ่น คันที่เต็มไปด้วยสติกเกอร์คำกวนแปะรอบคัน

อากาศยามค่ำเย็นสบาย สายลมพัดกลิ่นดินโชยเข้ามาให้รู้สึกสดชื่น ถนนสองข้างทางมืดสนิท ทว่าเห็นแสงไฟจากงานวัดส่องระยับอยู่ไกล ๆ ยิ่งชวนให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

แต่ก่อนที่พวกเขาจะไปถึงวัด จู่ ๆ มะขิ่นก็เบรกรถมอเตอร์ไซค์กะทันหัน เนื่องจากมีกิ่งไม้ขนาดใหญ่วางขวางถนนเอาไว้ ทำให้รถเสียหลักล้มไปกองอยู่ตรงพงหญ้าข้างทาง

โครม!

“โอ๊ยยยยยย!” มะขิ่นร้องเสียงหลงเมื่อกำลังจะหยัดกายลุกขึ้น เธอรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้า เพราะถูกรถมอเตอร์ไซค์ทับทำให้ต้องลงไปนั่งอีกทีด้วยความเจ็บ

“เจ็บเหรอ ไหนดูหน่อย” เจ้าจันทร์ไม่เป็นอะไรมาก แต่มีแผลถลอกเล็กน้อย เขารีบลุกขึ้นมาดูอาการของเพื่อน วันนี้เป็นคืนเดือนหงาย ทำให้เห็นรอยแดงที่ข้อเท้าชัดเจน

“เออดิ… จะเดินได้เปล่าก็ไม่รู้ กูคงไปงานวัดกับมึงไม่ได้แล้วว่ะ” เธอเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด เพราะกิ่งไม้เจ้าปัญหาที่ขวางถนน ทำให้เธอต้องเบรกรถกะทันหัน

โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แต่มันก็ทำให้รู้สึกเซ็งที่จะไม่ได้ไปเที่ยวงานวัดคืนแรกอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

บทถัดไป