บทที่ 2 ตอนที่ 1/2
“ช่างมันเถอะ มีตั้งหลายคืน เดี๋ยวรอมึงหายค่อยไปกันใหม่ก็ได้” เจ้าจันทร์พูดจบก็พยุงร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้น แต่ด้วยความที่เขาก็ตัวเล็ก แถมยังเป็นเพศพิเศษที่สามารถตั้งท้องได้เหมือนผู้หญิงทั่วไป ไม่ได้แข็งแรงเท่าผู้ชายแท้ ๆ ที่มีรูปร่างใหญ่โต จึงทำให้การช่วยเหลือเต็มไปด้วยความทุลักทุเล
“อดทนหน่อย”
“อืม”
แต่ก่อนที่เจ้าจันทร์และมะขิ่นจะเดินมาถึงมอเตอร์ไซค์ จู่ ๆ ก็มีชายฉกรรจ์จำนวนสี่คนพุ่งออกมาจากป่าละเมาะขวางพวกเขาเอาไว้ แม้จะอยู่ในที่มืดยังรู้เลยว่าพวกมันหน้าตาน่ากลัว
ทางด้านมะขิ่นที่เห็นท่าทางคุกคามของพวกมันก็หวาดกลัวขึ้นมา หญิงสาวเกาะแขนเจ้าจันทร์เอาไว้แน่น ยืนหลบอยู่ด้านหลังของเพื่อนอย่างสั่นกลัว
“พวกพี่ต้องการอะไรเหรอครับ ถ้าเป็นเงินทองผมไม่มีหรอก มีแค่มอเตอร์ไซค์คันนั้นแหละ ถ้าอยากได้ก็เอาไปเลย” เจ้าจันทร์พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ทั้งที่ภายในใจรู้สึกกลัวจนเยี่ยวจะแตก แต่เขามากับเพื่อน จะชิงวิ่งหนีก็ไม่สามารถทิ้งอีกฝ่ายให้เผชิญอันตรายคนเดียวได้
จะดีจะชั่วอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชาย มีแรงเยอะกว่ามะขิ่นที่ยืนสั่นเหมือนเจ้าเข้าอยู่ทางด้านหลังเขาแน่นอน
“พวกพี่ไม่ต้องการของพวกนั้นหรอก” อีกฝ่ายเอ่ย สายตาเจ้าเล่ห์ก็มองสำรวจเรือนร่างของเจ้าจันทร์อย่างชอบใจไม่น้อย
“ละ แล้วพวกพี่ต้องการอะไร” เจ้าจันทร์เอ่ยน้ำเสียงตะกุกตะกัก สองเท้าก้าวถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งชนกับต้นไม้ ทางด้านมะขิ่นก็กลัวจนสติแตกร้องไห้ออกมา
“ก็ตัวพวกน้องไง ทั้งน่ารักทั้งแต่งตัวเซ็กซี่ ถูกใจพี่สุด ๆ ไปเลย งั้นก็มาเป็นเมียพวกพี่เถอะนะ”
ยังไม่ทันที่เจ้าจันทร์จะได้ตั้งตัว มะขิ่นก็ถูกหนึ่งในชายชุดดำดึงตัวไป เจ้าจันทร์จะตามไปช่วยแต่ก็ถูกพวกมันอีกคนดึงร่างเอาไว้ ก่อนกดลงกับพื้นหญ้าข้างทาง ไม่ว่าเขาจะพยายามขัดขืนอย่างไรก็ไม่เป็นผล
“ปล่อยกูนะโว้ย!” เจ้าจันทร์เริ่มน้ำตาไหลด้วยความหวาดกลัว เขามองไปทางมะขิ่นที่สภาพไม่ต่างจากเขาสักเท่าไร
“แหกปากโวยวายไปก็ไม่มีคนมาช่วยหรอก” หนึ่งในชายฉกรรจ์ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนหน้านี้จะมาดักปล้นเงิน แต่ในเมื่อเจอของสวย ๆ งาม ๆ ก็จัดให้สักหน่อย ดีกว่าไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านเลย
“ปล่อยกู!”
“ไม่ปล่อย…จ้างก็ดิ้นให้หลุดสิ” สิ้นประโยคนี้ ใบหน้าของมันก็ก้มลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอ ส่วนผู้ชายอีกคนก็คอยทำหน้าที่ล็อกแขนไขว้เอาไว้ด้านบน
“ได้โปรด ปล่อยผมไป” เจ้าจันทร์หลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว ขยะแขยง และเสียใจที่ไม่เชื่อคำพูดของแม่ว่าไม่ให้ออกเที่ยวกลางคืน
“ให้พี่เสร็จคนละน้ำก่อน เดี๋ยวจะปล่อยไปแน่” เพียงเท่านั้นพวกมันก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
เจ้าจันทร์ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นที่พึ่งสุดท้ายก็คงได้แต่อ้อนวอนต่อโชคชะตาว่าขอให้มีใครสักคนผ่านมาช่วย ถึงจะเป็นเรื่องยากก็ตาม เพราะเส้นทางที่เขาขี่มานั้นค่อนข้างเปลี่ยวมากพอสมควร และผู้คนที่จะเดินทางไปเที่ยวงานวัดส่วนใหญ่ก็จะขับเข้าวัดในเส้นทางหลักกันทั้งหมด
“ตัวสั่นเลยนะมึง สงสัยอยากได้กูเป็นผัวจนตัวสั่นเลย”
“อย่าพูดมาก รีบทำสิวะ ของกูแข็งหมดแล้ว”
ในขณะที่เจ้าจันทร์กำลังหวาดกลัว ไร้ซึ่งความหวังที่จะหนีรอดในครั้งนี้ไปได้ ขณะเดียวกันก็มีแสงไฟส่องมา เป็นรถยนต์ของใครบางคนขับผ่านมา และมีชายร่างสูงใหญ่วิ่งออกมาจากรถ
เขามองไม่เห็นหรอก ถึงจะเป็นคืนเดือนหงายแต่น้ำตาที่ไหลออกมา มันทำให้ตาพร่าจนมองไม่ชัด ทว่ากลับรู้สึกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชายคนนั้นจัง
หมับ!
คอเสื้อของชายฉกรรจ์ที่กำลังคร่อมร่างของเขาถูกกระชากไปจนตัวปลิว แล้วถูกซัดเข้าที่ใบหน้าอย่างรวดเร็วจนมันล้มลงไปกองกับพื้น ชายกล้ามปูอีกสามคนเห็นว่าเพื่อนถูกทำร้ายจึงกรูกันเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของผู้ชายใจดีที่มาช่วยเขาได้เลย
ในเมื่อสี่ต่อหนึ่งยังสู้ไม่ไหว ดันทุรังไปก็มีแต่เจ็บตัว ดังนั้นหนึ่งในหัวหน้าของพวกมันจึงส่งสัญญาณให้หนี ก่อนที่พวกมันจะวิ่งไปคว้ารถมอเตอร์ไซค์แล้วขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว
เจ้าจันทร์เห็นแบบนั้นจึงรีบหยัดกายลุกขึ้นมา เขาเดินเข้าไปหามะขิ่นที่นอนบนพื้น เสื้อผ้าขาดวิ่น กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
“เป็นอะไรหรือเปล่า” โทนเสียงหนาทุ้มเอ่ย ทำให้เจ้าจันทร์หันไปมองทางต้นเสียง เห็นผู้ชายหน้าตาคุ้นเคยกำลังเดินเข้ามา
ท่าทีท่วงท่าดูเท่จนทำให้เจ้าจันทร์รู้สึกชื่นชมและใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เห็นใบหน้าชัดเจน…ว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่แม่ของเขาบังคับให้แต่งงานด้วย
ติณ หรือ ติณณภพ ภัทรศิลป์กิจ เป็นเจ้าของโรงสีที่ร่ำรวยในจังหวัดชัยนาท อายุสามสิบสี่ปี และมีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา จนคนเข้ามาจีบเยอะมาก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่สนใจใครสักคน
จนสุดท้ายเขาก็อายุมากขึ้น แม่ก็อยากจะอุ้มหลาน จึงมาทาบทามเจ้าจันทร์ให้ไปแต่งงานด้วย
ถึงแม้ว่าติณณภพจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของผู้เป็นแม่ได้เช่นกัน
ทางด้านเจ้าจันทร์เหมือนคนตกอยู่ในภวังค์ ขนาดมองผู้ชายตัวโตในความมืดยังดูออกว่าคนที่แม่จะให้เขาแต่งงานด้วย หล่อจนเขาอยากแก้ผ้าถวายตัวตั้งแต่ตอนนี้ แล้วที่ผ่านมาเขาโดนผีบังตาหรืออย่างไร ทำไมถึงได้เอาแต่คัดค้านการแต่งงานล่ะ
เจ้าจันทร์ใจเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ยิ่งได้สบตากับร่างสูงที่เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง ดวงตาสีนิลคู่นั้นเหมือนดึงดูดให้มองจนละสายตาไม่ได้ อาการแบบนี้จะเป็นจังหวะตกหลุมรักอย่างนั้นหรือเปล่า
“ฉันถามว่าเป็นอะไรไหม เธอจะมองหน้าฉันทำไมนักหนา”
คำพูดของอีกฝ่ายฉุดดึงสติของคนที่กำลังตกหลุมรักคนตรงหน้าให้กลับมา เจ้าจันทร์รีบหันมาสนใจเพื่อน ก่อนที่ติณณภพจะถอดเสื้อคลุมส่งให้เจ้าจันทร์เพื่อเอามาคลุมตัวของมะขิ่น
“ดึกดื่นป่านนี้ใครใช้ให้เธอเที่ยว แถมยังมาทางเปลี่ยวแบบนี้อีก” น้ำเสียงนั้นติดความไม่พอใจอยู่นิด ๆ อดตำหนิอีกฝ่ายไม่ได้ที่โตจนป่านนี้ แต่ชอบทำอะไรไม่รู้จักคิด
“จันทร์แค่อยากเที่ยวงานวัดครับ” เจ้าจันทร์พูดเสียงอ้อมแอ้ม พลางเม้มปากเข้าหากันแน่น
“แล้วเธอรู้ไหม ถ้าฉันไม่ผ่านมามันจะเกิดอะไรขึ้น”
“จันทร์ผิดไปแล้วครับ พี่ติณอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่ของจันทร์เลยนะ”
ติณณภพถอนหายใจด้วยความระอา ไม่รู้ว่ามารดาของเขาไปเอามาจากไหน ถึงได้เอาเรื่องของเจ้าจันทร์มาพูดเป็นตุเป็นตะว่าเรียบร้อย พูดเพราะเหมาะที่จะเป็นแม่บ้าน และเป็นแม่ของลูกเขาในอนาคต
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เพราะเขาน่ะ…เห็นเจ้าจันทร์ขี่รถยกล้อมากับตาเนื้อ แถมยังชอบแว้นมอเตอร์ไซค์ตอนกลางคืนจนส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน
เอาอะไรมาน่ารัก ใครได้เป็นเมียมีหวังคงได้เหนื่อยใจทั้งปีทั้งชาติ
“เปลี่ยนจากคำขอบคุณ แล้วไปปฏิเสธแม่ของฉันเรื่องการแต่งงานดีกว่า ฉันรับปากว่าจะไม่บอกเรื่องที่เธอแอบหนีเที่ยวจนเกือบโดนข่มขืนให้ผู้ปกครองของเธอรู้” ติณณภพบอกเสียงเรียบ มองคนเด็กกว่าที่ทั้งดื้อทั้งซน แถมขับรถซิ่ง เที่ยวก็เก่ง เขาเห็นแววปวดหัวตั้งแต่ยังไม่เริ่มเหมือนกัน
