บทที่ 3 ตอนที่ 1 ภรรยาที่ไม่ได้เลือก

ตอนที่ 1 ภรรยาที่ไม่ได้เลือก

ขบวนขันหมากที่แห่มานั้นใหญ่โตสมฐานะเจ้าของโรงสีผู้ร่ำรวยในจังหวัดชัยนาท วันนี้เรียกได้ว่าทางฝั่งเจ้าบ่าวขนสินสอดมาเพียบ ทั้งทอง หมากพลู เงินสดไม่ต่ำกว่าเจ็ดหลัก ไม่รวมที่ดินและของหมั้นอีกนับไม่ถ้วน ทำเอาชาวบ้านที่ยืนดูต่างก็ตาลุกวาว พากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าอิจฉาผู้ใหญ่มั่นกับภรรยาเสียจริง ที่จะได้ลูกเขยเพียบพร้อมอย่างติณณภพ รูปก็หล่อ บ้านก็รวย แถมยังขยันเอาการเอางานอีกด้วย

แบบนี้สิ…ถึงเรียกว่าวาสนาเจ้าจันทร์ชัด ๆ

งานในวันนี้คนที่ดีใจที่สุดคงหนีไม่พ้นคุณนายพิณทอง เธอยิ้มหน้าบานเป็นจานกระด้ง ชุดที่สวมเป็นผ้าไหมลายดอกไม้ปักด้วยดิ้นทองอย่างประณีต แถมยังประโคมใส่ทองมาทั้งตัวอีก จนสะท้อนสายตาแขกในงาน

ก็แหม…ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวจะได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที แถมลูกสะใภ้คนนี้เธอเลือกเองกับมือ ก็ต้องจัดเต็มกันเสียหน่อย ดูได้จากซองสีแดงที่อยู่ในมือเป็นปึก ๆ แถมธนบัตรในนั้นก็ใช่แบงก์ไก่กาเสียเมื่อไร เพราะเธอใส่มาแต่ธนบัตรสีม่วงและสีเทาทั้งหมด เรียกได้ว่าทุ่มทุนสร้างกันเลยทีเดียว

ทางด้านเจ้าบ่าวหันไปมองมารดาด้วยสายตาเรียบนิ่ง มุมปากอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะตัวเอง ใครเห็นก็คงคิดว่าเขาอมยิ้มดีใจละมั้ง แต่ความเป็นจริงเปล่าเลย

เขาน่ะ…รู้สึกสมเพชตัวเองต่างหาก ที่ต้องจำใจแต่งงานในวันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ถ้าถามว่างานแต่งของเขากับเจ้าจันทร์เกิดขึ้นได้อย่างไร ไหนว่าตกลงกับอีกฝ่ายไปแล้วว่าจะไม่ให้งานแต่งนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เหรอ?

ก็คงต้องย้อนกลับไปในวันที่แม่ของเขาได้เดินทางไปสู่ขออย่างจริงจัง ซึ่งเขาก็มั่นใจว่าเจ้าจันทร์จะยืนกรานปฏิเสธงานแต่งระหว่างพวกเขาอย่างหนักแน่น ทว่าคำตอบของอีกฝ่ายกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคาดไว้

‘จันทร์ยินดีจะแต่งงานกับพี่ติณจ้ะ’

นี่คือคำตอบของเด็กกะโหลกกะลาที่ไม่ยอมรักษาคำพูด ทำให้เขาต้องจำใจแต่งงานตามคำสั่งของคนเป็นแม่ ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถขัดคำสั่งได้ เพราะดันไปลั่นวาจากับมารดาเอาไว้ หากอายุเกินสามสิบปีเมื่อไรแล้วยังหาเมียเองไม่ได้ ก็จะให้คนเป็นแม่คอยจัดการเรื่องพวกนี้ให้

แน่นอนว่าภรรยาที่หามาให้ เขาย่อมไม่ขัดข้องอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าคนเป็นแม่จะมองคนไม่ออก ไปคว้าเอาเด็กแว้นใจแตกมาเป็นคู่ชีวิตของเขาเสียได้

เฮ้อ!

คิดแล้วก็แค้นเจ้าเด็กใจแตกนั่นอีกคน เขาไม่น่าไปหลงเชื่อว่าอีกฝ่ายจะรักษาคำพูดที่ให้ไว้เลย

โห่~ ฮิ้วววววว!

เสียงโห่แซวของบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ ที่กำลังรำอยู่ด้านหน้าเครื่องแห่ดังลั่น เมื่อขบวนขันหมากเคลื่อนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน วันนี้เจ้าบ่าวอยู่ในชุดสูทสีขาวสะอาดตา ทรงผมถูกเซตขึ้นอย่างเรียบร้อย ยิ่งพอแสงแดดยามสายส่องกระทบก็ยิ่งขับให้ผิวแทนของเขาดูโดดเด่น ทำเอาหนุ่มสาวที่เฝ้ามองต่างอดอิจฉาไม่ได้เลย

“ยิ้มหน้าบานขนาดนี้ แล้วมาบอกกูว่าไม่อยากแต่ง มึงนี่ปากแข็งเหมือนกันนะเนี่ย” เสียงของศรัณย์เอ่ยแซวอย่างอดไม่ได้ เขาเป็นเพื่อนกับติณณภพมาตั้งแต่เรียนโรงเรียนอนุบาล รู้ไส้รู้พุงกันทุกอย่าง มีเรื่องอะไรมักจะระบายให้กันฟัง แต่พวกเขากลับมีนิสัยแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน

ศรัณย์เป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ควงสาวเป็นว่าเล่น แต่ก็ไม่ได้จริงจังกับใครสักคน จนป่านนี้ยังไม่มีเมีย โชคดีหน่อยที่แม่ของเขาไม่เร่งรีบ เพราะพี่ชายแท้ ๆ ของเขามีลูกถึงห้าคน ทำให้บ้านค่อนข้างวุ่นวายจึงไม่ค่อยว่างมานั่งหาเมียให้เขาสักเท่าไร

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะเขายังไม่อยากผูกติดกับใคร

ส่วนติณณภพเป็นคนเงียบขรึม แต่ว่ากลับมีสาว ๆ เข้าหาเยอะมาก อาจเป็นเพราะเขามีหน้าตาที่หล่อ คมเข้ม ผิวสีแทนฉบับชายไทย แถมยังเป็นถึงลูกเจ้าของโรงสี กระทั่งปัจจุบันยังได้รับช่วงกิจการต่อจากครอบครัวจนได้เป็นเจ้าของโรงสีแล้วด้วย ก็ยิ่งทำให้เนื้อหอมเข้าไปกันใหญ่

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เห็นสนใจใครเลยสักคน ขนาดสาวสวยมีดีกรีเป็นถึงลูกเจ้าของโรงงานกระดาษ ติณณภพก็ยังเมินใส่และไม่ยอมให้เบอร์ติดต่อ เรียกได้ว่าตัดความสัมพันธ์ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ

จะว่าตายด้านเรื่องความรู้สึกก็คงจะไม่ใช่ เพราะจำได้ว่าตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็เคยแอบชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเธอคือเพื่อนร่วมห้อง ติณณภพไม่เคยบอกความในใจออกไปเลย จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี จึงมีความคิดว่าจะสารภาพรักกับเธอตรง ๆ ทว่าเพียงชั่วข้ามคืนหญิงสาวคนนั้นก็กลายเป็นดาราสาวที่โด่งดัง เป็นคนที่เขาเอื้อมไม่ถึงอีกแล้ว สุดท้ายติณณภพจึงต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจต่อไป และเฝ้ามองเธอผ่านทางหน้าจอทีวี โดยที่เธอไม่รับรู้อะไรเลย

“เก็บปากไว้กินข้าวดีกว่าไหม หรือว่าอยากโดนกูต่อยปากแตกตรงนี้” คนเป็นเจ้าบ่าวหันมากัดฟันพูดพอให้ได้ยินกันแค่สองคน ลำพังแค่ปั้นหน้ายิ้มเพื่อรักษาหน้าตาของคนเป็นแม่ก็ลำบากพออยู่แล้ว ยังต้องมาฟังคำซ้ำเติมของไอ้เวรนี่อีก

ให้ตายเถอะ…มันเป็นเพื่อนแบบไหนกันวะเนี่ย!

“ใจเย็น ๆ กูยังอยากกินขนมจีนงานแต่งของมึงอยู่นะ” ศรัณย์พูดกลั้วหัวเราะอารมณ์ดี โดยไม่สนใจเลยว่าเจ้าบ่าวกำลังตวัดสายตามองค้อนเขาอยู่ด้วยความไม่พอใจ

แล้วอย่างไรล่ะ…เขาเองก็ไม่สนอยู่แล้ว เพราะการได้แกล้งเพื่อนก็ถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

เพื่อนเจ้าบ่าวถูกชาวบ้านลากตัวไปรำวงหน้าขันหมากเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเจ้าบ่าวที่กำลังพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ ยิ่งคนเป็นแม่เห็นก็ต้องส่งยิ้มให้ ทำเหมือนว่าวันนี้เป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด ทว่าภายในใจกลับทุกข์ตรมที่ต้องแต่งงานกับเด็กแว้นใจแตกแบบนั้น

ทว่าติณณภพโตพอที่จะรักษาหน้าตาของผู้ใหญ่มั่น ไม่มีทางเอาวีรกรรมของเจ้าจันทร์ไปป่าวประกาศให้ชาวบ้านและคนเป็นแม่รับรู้ ว่าแท้จริงแล้วคนที่เขาจะได้เป็นภรรยาคนนี้ชอบแอบเที่ยวกลางคืนจนเกือบโดนข่มขืน

เอาเถอะ…เคยได้ยินมาว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก

บางทีเจ้าจันทร์อาจจะยังเด็กเกินกว่าจะคิดอะไรให้รอบคอบ ยังอยู่ในวัยคะนอง ยิ่งเขาเห็นเพื่อนแต่ละคนของเจ้าจันทร์ชอบพากันชวนแว้นรถซิ่งไม่เป็นท่า เห็นทีว่าคงต้องดัดนิสัยกันยกใหญ่

เวรกรรมอะไรของเขา ดันได้เมียเป็นเด็กแว้นเนี่ย!

สองเท้าของเจ้าบ่าวก้าวเข้ามาภายในรั้วบ้านไม้สองชั้น หลังคาเรียบง่ายแต่ตกแต่งด้วยผ้าหลากสีสันสะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ ติณณภพยื่นซองให้กับบรรดาแขกที่มายืนกั้นประตู กว่าจะจัดการเสร็จก็ทำเอาเขาเหงื่อตก จนเพื่อนอย่างศรัณย์ต้องหาทิชชูมาคอยบริการซับใบหน้าให้อยู่ตลอดเวลา

ก่อนที่ร่างสูงจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดใส งานแต่งงานนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แตรวงกังวาน และรอยยิ้มของแขกที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เจ้าบ่าวเดินเข้ามาภายในใต้ถุนบ้าน ซึ่งถูกปูผ้าและจัดเตรียมพิธีเอาไว้อย่างสวยงาม โดยที่มีเจ้าสาวของเขานั่งรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าจันทร์วันนี้ดูผิดแผกแปลกไปจากเดิม ทำให้ติณณภพถึงกับตะลึงงัน

เด็กแว้นที่เคยเห็นใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเหมือนเด็กกะโหลกกะลาในวันนั้น พอมาอยู่ในชุดแต่งงานสีครีม บนหัวมีเวลเจ้าสาวติดเอาไว้ ทำให้คราบเด็กแว้นหายไปจนหมด เหลือเพียงความงดงามที่สะกดใจเขาให้อยู่กับที่ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนรอบเจ้าจันทร์เพียงคนเดียว

น่ารักฉิบหาย!

นี่คือความคิดแรกที่แวบเข้ามาภายในหัวสมอง

เสียงของผู้คนตะโกนคุยกันทำให้เจ้าบ่าววัยสามสิบสี่ปีหลุดออกมาจากภวังค์ เขาพยายามสลัดความคิดที่ว่าเจ้าจันทร์น่ารักออกไปจากหัว ก่อนสืบเท้าเดินมานั่งพับเพียบลงด้านข้างของว่าที่ภรรยา เจ้าจันทร์ยิ้มแป้น มองเขาตาใสแป๋วอยู่แบบนั้น ท่าทางที่ดูอ่อนหวานนี้มันเป็นการสร้างภาพต่อหน้าแขกในงานและญาติผู้ใหญ่เท่านั้นแหละ

ถ้าไม่อย่างนั้น…แม่ของเขาคงไม่เข้าใจผิดคิดว่าเจ้าจันทร์เป็นเด็กน่ารัก แสนจะเรียบร้อยหรอก

เด็กแว้นก็ยังเป็นเด็กแว้นอยู่วันยังค่ำ ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้หรอก ติณณภพเชื่อแบบนั้น

เอาเถอะ…เขาเองก็ได้แต่หวังว่าเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว คงไม่ปีนหน้าต่างบ้านเขาหนีเที่ยว หรือขับรถซิ่งเป็นวงกลมในลานข้าวหน้าโรงสีเขาหรอกนะ

ถ้าไม่อย่างนั้นคงได้เอาหน้ามุดแผ่นดินหนีแน่ ๆ

การแต่งงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ทางฝั่งเจ้าบ่าวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ผู้ดำเนินพิธีบอกให้สวมแหวน เขาก็สวม ให้หอมแก้มเจ้าสาว เขาก็หอมเข้าไปเต็มปอด เดิมทีคิดว่าจะได้กลิ่นพวกน้ำมันเครื่องติดตัวเจ้าสาวตามประสาพวกเด็กแว้นกะโหลกกะลาหรือกลิ่นแบบเด็กผู้ชายทั่วไป

แต่ไม่เลย…กลับเป็นกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งเด็ก ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเสียด้วยซ้ำ

จนเมื่อชายหนุ่มถอนจมูกออกมา สายตาก็ยังไม่ละไปจากแก้มนิ่ม จู่ ๆ ติณณภพก็แอบเสียดายอย่างบอกไม่ถูกที่ผู้ดำเนินพิธีไม่ยอมให้หอมอีกข้าง

อ่า…นี่เขาคิดอะไรอยู่วะเนี่ย สงสัยสติคงเลอะเลือนไปชั่วขณะที่คิดว่าแก้มเจ้าเด็กใจแตกนี่หอมไปได้

คิดได้ดังนั้นจึงได้แต่สะบัดหัวไปมาเพื่อดึงสติตัวเอง ติณณภพหันไปสบสายตาคนเป็นเจ้าสาวที่กำลังส่งยิ้มให้เขาจนดวงตาเป็นสระอิ ทว่าเขากลับรู้สึกใจเต้นรัวเหมือนคนเป็นโรคหัวใจเสียอย่างนั้น จนเขาต้องรีบเบนสายตามองไปทางแขกที่กำลังจะเดินเข้ามาผูกสายสิญจน์แทน

จวบจนกระทั่งช่วงเย็นก็เป็นการกินเลี้ยงโต๊ะจีนร่วมสองร้อยโต๊ะ สถานที่ก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นลานปูนตากข้าวด้านหน้าโรงสีของติณณภพนั่นเอง ตอนนี้มีแขกในงานมาร่วมยินดีกันอย่างคับคั่ง เวทีด้านหน้ามีวงดนตรีที่กำลังเล่นสด มีนักร้องชายและหญิง รวมทั้งหางเครื่องที่กำลังใส่ชุดวาบหวิว สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวัยรุ่นและตาเฒ่าหัวงูบางคนได้เป็นอย่างดี

ติณณภพเองก็ต้องพยายามเก็บสีหน้าและฝืนยิ้มส่งให้แขกทั้งงาน ประหนึ่งว่าเขามีความสุขมากกับการแต่งงานในครั้งนี้ เพราะทุกการกระทำล้วนอยู่ในสายตาของคนเป็นแม่ทั้งหมด แล้วเขาเองก็ไม่อยากทำให้มารดารู้สึกไม่สบายใจ

ผ่านไปราวสองชั่วโมง บ่าวสาวควงคู่พากันเดินไปทักทายแขกตามโต๊ะ แน่นอนว่าเจอคนรู้จักก็มักจะยื่นแอลกอฮอล์มาให้เขา ซึ่งเขาเองก็จำใจต้องรับเอามาดื่มเพื่อเป็นมารยาท โชคดีที่เป็นคนค่อนข้างคอแข็ง ถ้าไม่อย่างนั้นคงได้เมาหัวราน้ำตั้งแต่พิธีแต่งงานยังไม่เสร็จแน่นอน

สี่ทุ่มตรงเป็นเวลาที่เสร็จสิ้นงานแต่งงาน เล่นเอาเจ้าบ่าวยืนจนปวดขา ต่างจากเจ้าจันทร์ที่ไม่แสดงความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น นอกจากจะยิ้มหน้าบานเป็นจานกระด้งอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วชวนให้รู้สึกขัดตาอยู่ไม่น้อย

ครั้นถึงเวลาส่งตัวเข้าหอ เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เดินมานั่งเคียงข้างกันบนเตียงนอน ผ้าปูสีขาวสะอาดตาโรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดงสดเป็นรูปหัวใจอยู่ตรงกลาง ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ คลอไปกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่ลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง

“ขาดเหลืออะไรก็ให้บอกพ่อนะ” ผู้ใหญ่มั่นเดินเข้ามากอดลูกชาย มือเหี่ยวย่นตามกาลเวลายกขึ้นมาลูบเส้นผมเจ้าจันทร์อย่างแผ่วเบา แอบใจหายอยู่เหมือนกันที่หลังจากในคืนนี้ต้องนอนกันสองคนตายายเสียแล้ว

“ไม่ต้องห่วงจันทร์นะพ่อ จันทร์อยู่ได้สบายมาก” เจ้าจันทร์เงยหน้าขึ้นไปเห็นคนเป็นพ่อน้ำตาคลอก็อดเอ็นดูไม่ได้ บ้านของติณณภพไม่ได้ไกลจากที่ทำการผู้ใหญ่มั่นสักหน่อย ทำเหมือนจะไม่ได้เจอกันเป็นปีเสียอย่างนั้น

อยากจะบอกว่าไอ้จันทร์น่ะ ยังขี่มอเตอร์ไซค์ไปช่วยแม่ขายข้าวแกงได้ทุกเย็นเหมือนเดิม

“อยู่บ้านหลังนี้ก็อย่าทำตัวมีปัญหานะเจ้าจันทร์ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว จะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบ” สายบัวอดไม่ได้ที่จะสั่งสอนลูกชาย เธอเลี้ยงเจ้าจันทร์มาตั้งแต่เด็กย่อมรู้ว่าเป็นคนอย่างไร

ทั้งดื้อด้าน ทั้งหัวรั้น และก็หวังว่าการแต่งงานในครั้งนี้ จะทำให้เจ้าจันทร์มีสังคมใหม่ ๆ โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเด็กแว้นแบบนั้นอีก

“รู้แล้วน่ะแม่”

คนเป็นเจ้าสาวยิ้มแฉ่ง ท่าทางกิริยาแก่นแก้วทำเอาคนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความระอา ส่วนทางด้านคุณนายพิณทองกลับมองว่าน่ารักฉอเลาะสมวัยเสียมากกว่า

“งั้นแม่ขอฝากเจ้าจันทร์ด้วยนะติณ” แม่เจ้าสาวหันมาฝากฝังลูกชายให้กับลูกเขยที่กำลังนั่งนิ่ง เธอไม่รู้หรอกว่าติณณภพจะรักลูกชายของเธอมากแค่ไหน แต่เธอรู้เพียงอย่างเดียวก็คือลูกเขยคนนี้เป็นคนดี และอนาคตก็สามารถดูแลเจ้าจันทร์ได้ เพียงเท่านี้หญิงแก่ ๆ อย่างเธอก็สบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว

หวังว่าติณณภพจะใจเย็นให้กับเด็กแก่นอย่างเจ้าจันทร์บ้างนะ

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เจ้าจันทร์อยู่ที่นี่จะไม่ลำบากแน่นอน” หนุ่มเจ้าของโรงสีตอบเสียงเรียบ ซึ่งคาดเดาได้ยากมากว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นพวกเราไปกันเถอะค่ะ ปล่อยให้ลูก ๆ ได้พักผ่อน คงจะเหนื่อยกันมากแล้ว” คุณนายพิณทองเอ่ย ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง…วันที่ลูกชายได้เป็นฝั่งเป็นฝาและสร้างครอบครัวกับใครสักคนเสียที

ญาติผู้ใหญ่พากันเดินออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว หลังจากประตูห้องปิดลงเมื่อต้องอยู่กันตามลำพัง ติณณภพก็เริ่มเกร็งและทำตัวไม่ถูก ร่างสูงลุกขึ้นยืนแล้วบิดซ้ายบิดขวา ก่อนเดินตรงมาถึงหน้าตู้เสื้อผ้าก็คว้าผ้าขนหนูสีขาวส่งให้คนเป็นภรรยา

“เธอไปอาบน้ำก่อนเลย”

“พี่ติณไม่อาบพร้อมกันเหรอครับ” เจ้าจันทร์เอ่ย ก่อนเดินมาเกาะแขนคนเป็นสามี ตากลมกวาดสายตามองใบหน้าที่ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด ติณณภพดูค่อนข้างเหนื่อยกว่าเขา อาจเป็นเพราะอายุค่อนข้างเยอะก็ได้

นี่แหละ…สาเหตุที่ตอนแรกเขาไม่ชอบติณณภพ และไม่อยากแต่งงานด้วย ทว่าพอหลังจากเห็นท่าทางการต่อสู้ของสามีที่จัดการผู้ร้ายทั้งสี่คนจนราบคาบ ก็ทำให้เขารู้สึกชื่นชมและอดประทับใจในตัวผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย

ทั้งหล่อ ทั้งเท่ขนาดนี้ จะเว้นอายุไว้เป็นเพียงตัวเลขก็แล้วกัน

“เธอมียางอายบ้างหรือเปล่าที่พูดแบบนั้นออกมา” ติณณภพรีบแกะมือของภรรยาในนามออกราวกับต้องของร้อน เขาเริ่มร้อนวูบวาบตั้งแต่แตะเนื้อต้องตัว ก่อนจะพาตัวเองมายืนด้านนอกระเบียงรับลมที่โชยเข้ามาเพื่อจะให้รู้สึกผ่อนคลาย

“ไม่เห็นมีอะไรต้องอายเลยนะครับ ในเมื่อเราก็เป็นผัวเมียกันแล้ว”

“เด็กแว้นอย่างเธอคงใจแตกทำเรื่องพวกนี้บ่อยสิท่า” แค่คิดว่าชีวิตที่ผ่านมาของภรรยาตัวเองมันเหลวแหลกแค่ไหน ก็พาให้อารมณ์ที่กำลังจะดีขึ้นมันคุกรุ่นอย่างห้ามไม่อยู่ คนเด็กกว่าได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโกรธอยู่นิด ๆ แต่เอาเถอะ เรื่องแบบนี้พูดไปก็จะหาว่าแก้ตัว ของแบบนี้มันต้องพิสูจน์ให้เห็นกับตา

เจ้าจันทร์ไหวไหล่ก่อนเดินเข้ามาหยิบชุดนอนในตู้เสื้อผ้า เขาลอบยิ้มจาง ๆ แล้วตรงเข้าไปอาบน้ำ

ส่วนชายวัยสามสิบสี่ปีที่ขมวดคิ้วเป็นปมก็เดินกระทืบเท้าเข้ามาในห้องด้วยความหงุดหงิด ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาเข้าแชต สั่งงานลูกน้องที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้เสร็จก็เดินมาล้มตัวนอนบนโซฟาข้างเตียง แต่ดูเหมือนว่าความเหนื่อยล้าจะทำให้คนที่คิดจะนอนเล่น ผล็อยหลับไปจริง ๆ

แกร๊ก!

กระทั่งได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก สายตาคู่คมก็ค่อย ๆ ลืมขึ้น เห็นเป็นร่างเล็ก ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แต่สิ่งที่ทำให้คนที่กำลังง่วงงุนถึงกับตาโต ก็คือชุดนอนสายเดี่ยวผ้าซาตินสีครีมแนบเนื้อ สายเส้นเล็กพาดบนบ่าอย่างแผ่วบาง ส่วนด้านล่างเป็นกางเกงขาสั้นที่ทำให้เขาสามารถจินตนาการได้ไกลจนชวนให้ใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก

“ใครสั่งใครสอนให้เธอใส่ชุดแบบนี้” ติณณภพตะคอกเสียงแข็ง ก่อนลุกขึ้นมาเอาผ้าขนหนูในมืออีกฝ่ายพันร่างที่ใส่ชุดนอนวาบหวิวนั้นไว้ ก่อนที่เขาจะเสหน้ามองไปทางอื่น

“ผมเห็นมันแขวนเอาไว้ในตู้ นึกว่าพี่ติณซื้อให้ผมซะอีก”

“ฉันไม่ได้ซื้อ!” ติณณภพปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าเป็นฝีมือของใคร ถ้าไม่ใช่คุณนายพิณทอง

คิดแล้วก็กลุ้มใจ…คงจะอยากอุ้มหลานมากเลยน่ะสิ ถึงได้จัดแจงชุดเซ็กซี่ให้เจ้าจันทร์ใส่แบบนี้

แต่เขาอยากจะบอกมารดาเหลือเกินว่ามันทำอะไรเขาไม่ได้หรอก เพราะเด็กแว้นใจแตกอย่างเจ้าจันทร์น่ะ ไม่ใช่สเป็กของเขาสักนิด แค่เห็นขาอ่อนยังไม่มีอารมณ์เลย ติณณภพนึกอยู่ในใจ

ทว่าภายนอกกลับตรงกันข้าม ตอนนี้ใบหูของชายวัยสามสิบสี่ปีกลับมีสีแดงเข้ม ไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าของห้องดูจะขัดเขินเจ้าจันทร์ในชุดนี้ไม่น้อยเลย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป