บทที่ 4 ตอนที่ 2 เจ้าจันทร์ไม่มีอะไรดีสักอย่าง

ตอนที่ 2 เจ้าจันทร์ไม่มีอะไรดีสักอย่าง

ภายในบ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางพื้นที่กว้าง ตัวบ้านสร้างจากไม้สักอย่างดี หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องสีเข้ม ชั้นล่างมีห้องเอาไว้สำหรับทำครัว ห้องรับแขก ห้องทำงาน และห้องนั่งเล่น แต่ก็มีพื้นที่ระเบียงด้านข้างเปิดโล่งเอาไว้เพื่อให้รับลม บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ให้ร่มเงาก็ยิ่งรู้สึกเย็นสบาย ส่วนโรงสีข้าวจะอยู่ด้านข้างถัดออกไป ซึ่งติดกับถนนเส้นหลักที่มีรถวิ่งสัญจรไปมา มีลานปูนเอาไว้ตากข้าวรวมพื้นที่โกดังแล้วกว้างถึงสามสิบไร่

ก่อนหน้านี้คุณนายพิณทองก็อาศัยอยู่บ้านหลังนี้ แต่เมื่อลูกชายแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เธอก็เลยย้ายกลับไปอยู่บ้านอีกหลังที่ขับเลยไปประมาณห้าสิบเมตร เป็นบ้านที่เธอเคยอยู่กินกับบิดาของติณณภพ ซึ่งได้เสียชีวิตไปด้วยโรคร้ายหลังจากแต่งงานได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง

คุณนายพิณทองผูกพันกับบ้านเล็ก ๆ หลังนั้นมาก จึงสั่งคนให้มาทำความสะอาดอยู่บ่อย ๆ ทำให้ดูไม่ค่อยทรุดโทรมมากนัก อีกทั้งเมื่อเดือนก่อนติณณภพก็สั่งให้คนเข้ามาซ่อมแซม และต่อเติมอะไรหลาย ๆ อย่าง เลยทำให้บ้านดูน่าอยู่ไม่ได้ลำบากอะไรและยังดูใหม่อยู่เสมอ

ชีวิตหลังจากนี้ของเธอก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกเสียจากรออุ้มหลานตัวน้อย ๆ เท่านั้นแหละ ถึงจะตายตาหลับ

ทางด้านติณณภพลืมตาตื่นขึ้นมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ตามความเคยชิน ร่างกำยำค่อย ๆ ลุกขึ้นมาจากโซฟาที่ตั้งอยู่ข้างมุมหนึ่งของห้อง ก่อนที่สายตาคมกริบจะเหลือบไปเห็นสภาพของภรรยาเด็กที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียงนอนคนเดียวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

โชคดีที่เมื่อคืนหาชุดนอนมาเปลี่ยนให้เจ้าจันทร์เสียใหม่ เป็นชุดนอนลายการ์ตูนสีชมพู ซึ่งก็เป็นของเจ้าจันทร์เองนั่นแหละ เพราะเมื่อคืนเขาไปหากระเป๋าอีกฝ่ายเจอในห้องเก็บของ กระเป๋าเสื้อผ้าที่เพิ่งย้ายเข้ามามันจะไปอยู่ในห้องเก็บของได้อย่างไรกัน ถ้าไม่มีคนเอาไปเก็บไว้ในนั้น ชายหนุ่มจึงได้สืบสาวราวเรื่องจากคนงานในบ้าน ซึ่งต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งของคุณนาย

แม่นะแม่…ไม่รู้หรือไง ว่าไอ้ชุดนอนวาบหวิวที่เจ้าจันทร์ใส่นั่นมันไม่ได้น่ามองเลยสักนิด เห็นแล้วรู้สึกอุจาดลูกกะตามากกว่า

ติณณภพถอนหายใจอย่างปลงตก ได้แต่กลัดกลุ้มและคิดมากว่าชีวิตหลังจากนี้ เขาจะสงบสุขเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนเรื่องที่มารดาอยากอุ้มหลานก็คงต้องถ่วงเวลาไปก่อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่พร้อม แต่ด้วยความที่เจ้าจันทร์ยังเด็ก ยังติดเล่น น่าจะยังไม่สามารถแบกรับหน้าที่ความเป็นแม่เอาไว้ได้

สองเท้าเจ้าของโรงสีเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่แขวนเอาไว้หน้าตู้เสื้อผ้า ก่อนเดินเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จ ก็ออกมานั่งจิบกาแฟอยู่ตรงระเบียงชั้นล่าง บนโต๊ะด้านหน้ามีไอแพดหนึ่งเครื่องเปิดข่าวเช้าทิ้งเอาไว้ ส่วนในมือนั้นกดมือถือเข้าแชตกลุ่มของโรงสีข้าว เพื่อสั่งงานลูกน้องอย่างเช่นทุกวัน

กระทั่งดวงตะวันพ้นเส้นขอบฟ้า นกกระจอกบินว่อนออกจากพุ่มไม้ ก็เป็นเวลาที่ติณณภพจะต้องทานอาหารเช้า ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วกำลังจะปิดไอแพด ทว่าข่าวกลับตัดเข้าโฆษณา แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหัวใจกระตุกวูบเท่ากับการได้เห็นคนที่แอบชอบกำลังยืนโพสต์สินค้า แต่ก่อนที่เขาจะเผลอจ้องนานไปมากกว่านี้ ก็มีแม่บ้านร่างท้วมเดินเข้ามาเสียก่อน

“คุณติณจะทานอาหารเลยไหมคะ เมื่อกี้ฉันเข้าไปปลุกคุณเจ้าจันทร์แล้ว แต่ว่าไม่ยอมตื่นค่ะ” หญิงวัยกลางคนมีชื่อว่าแดง เธอเป็นแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่ และเลี้ยงดูติณณภพมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งติณณภพค่อนข้างเป็นคนตรงเวลา ดังนั้นทุก ๆ เจ็ดโมงเช้า เธอก็จะเป็นคนคอยมาตามตลอด

“ปล่อยให้นอนไปก่อน แบ่งกับข้าวไว้ให้ด้วยแล้วกัน” ติณณภพพูดจบก็เดินเข้ามาด้านใน ตรงโซนโต๊ะรับประทานอาหารเป็นห้องเปิดโล่ง มีหน้าต่างระบายอากาศดีทำให้ไม่ร้อนอบอ้าว เมนูอาหารวันนี้เป็นเพียงข้าวต้มธรรมดาเท่านั้น แต่รสชาติกลับอร่อยเกินหน้าตาไปมาก

หลังจากอิ่มแล้วติณณภพก็เดินทางเข้ามาโรงสี วันนี้เขาต้องเข้ามาดูช่างที่เข้ามาซ่อมเครื่องสีข้าว กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเที่ยง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในบ้าน ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่าเจ้าจันทร์จะโผล่หน้าออกมา ทว่าพอเดินเข้ามาภายในห้องกลับพบว่าเจ้าจันทร์ยังคงหลับไม่ยอมตื่น เล่นเอาหางคิ้วชายวัยสามสิบสี่กระตุกด้วยความหงุดหงิด

“ตื่นได้แล้วเจ้าจันทร์ เธอจะนอนกินบ้านกินเมืองเลยหรือไง”

เสียงหนาทุ้มของใครบางคนตะโกนขึ้นข้างหู เจ้าของชื่อรู้สึกตัวจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เห็นใบหน้าคมเข้มของสามีขมวดคิ้วแน่น กำลังยืนกอดอกจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ พลันสายตาเหลือบไปมองดูนาฬิกาที่ติดอยู่ตรงฝาผนัง เป็นเวลาเที่ยงตรง ทำให้คนที่กำลังงัวเงียตื่นเต็มตา แล้วดีดตัวลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว

“ทำไมพี่ติณไม่ปลุกจันทร์ล่ะครับ” คนตัวเล็กเบิกตากว้าง ลนลานรีบลุกขึ้นคว้าผ้าขนหนูมาไว้ในมืออย่างรวดเร็ว

“เธอก็โตขนาดนี้แล้วนะเจ้าจันทร์ ยังต้องให้ปลุกอีกเหรอ” ใบหน้าคมคร้ามส่ายไปมาด้วยความระอา เมื่อเช้าที่ไม่มาปลุกก็เห็นว่าคงเหนื่อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะตื่นสายจนตะวันตรงหัวขนาดนี้

นี่น่ะเหรอ…เมียที่แม่บอกว่าดีนักดีหนา ในสายตาของเขาก็แค่เด็กแว้นใจแตกคนหนึ่งที่ขี้เกียจสันหลังยาวเท่านั้นแหละ

เจ้าจันทร์รีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาหยิบเสื้อยืดและกางเกงยีนขาสั้นสบาย ๆ มาใส่เหมือนเช่นทุกวัน ทว่าทันทีที่สองเท้าก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของสามี กลับถูกสายตาดุดันตวัดมองด้วยความไม่พอใจเสียอย่างนั้น

เขาทำอะไรผิดไปอีกล่ะ นี่คือคำถามตัดพ้อของเจ้าจันทร์ภายในใจ

“ใส่กางเกงอะไรของเธอ ไปเปลี่ยนซะ” ติณณภพตะคอกเสียงแข็ง เขานั่งรออยู่ตรงโต๊ะรับประทานอาหารมาร่วมครึ่งชั่วโมง และนี่ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงตรงแล้ว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องของเขาเลย

“ก็ปกตินะครับ มันเป็นแฟชั่น” ก็กางเกงขาสั้นทั่วไปที่วัยรุ่นในละแวกนี้เขาใส่กัน ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เพราะถ้าหากใส่แล้วทำให้บินหรือหายตัวได้ก็ว่าไปอย่าง

“เธอยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ว่ากางเกงที่ใส่อยู่มันสั้นเกินไป” ติณณภพพยายามอธิบายอย่างใจเย็น ทั้งที่ภายในใจกลับลุกโชนจนอยากจะลุกขึ้นมากระชากกางเกงของเจ้าเมียเด็กคนนี้ไปเผาทิ้งแล้วก็ตาม

“แต่มันร้อนนะครับพี่ติณ”

“แต่ฉันไม่ชอบ ไอ้กางเกงเด็กแว้นแบบนี้อย่าใส่มาให้ฉันเห็นอีก” สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นขาขาว ๆ ที่โผล่ออกมาจากกางเกงขาสั้นก็หงุดหงิดเป็นอย่างมาก พลางอดคิดไม่ได้ว่าการที่เจ้าจันทร์ใส่ชุดแบบนี้คือต้องการจะอ่อยเขา ซึ่งก็ต้องบอกว่าถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้ผล เพราะเด็กกะโหลกกะลาแบบนี้ ไม่ทำให้เขาพิศวาสขึ้นมาได้หรอก

“ทำไมพี่ติณไม่มีเหตุผลเลย” เจ้าจันทร์เถียงคอเป็นเอ็น ไม่ได้สนใจคนโตกว่าที่มองตาเขียวอยู่ เขาขัดคำสั่งติณณภพโดยการหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้แทน ก่อนหันไปมองอาหารบนโต๊ะก็ได้แต่ขมวดคิ้วเป็นปม ซึ่งเมนูแต่ละอย่างนั้น มีแต่ผักเป็นส่วนประกอบค่อนข้างเยอะ ทำเอาคนที่ไม่ชื่นชอบทานผักใบเขียวอย่างเขา รู้สึกไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าที่ควร

คนบ้านนี้เขากินเจกันหรือไง แล้วสัตว์กินเนื้ออย่างเจ้าจันทร์จะอยู่รอดไหมวะเนี่ย คนเด็กกว่าได้แต่บ่นอยู่ในใจไม่กล้าพูดออกไป พลันดวงตากลมก็เหลือบไปเห็นไข่เจียวร้อน ๆ ที่พอจะทานได้ จึงยิ้มแฉ่งแล้วคว้าช้อนขึ้นมา ทว่ายังไม่ทันได้เอื้อมมือไปตักก็ถูกฝ่ามือใหญ่ฉุดรั้งเอาไว้

หมับ!

“เฮ้ย! พี่ติณจะทำอะไร!”

ไม่ทันที่เจ้าจันทร์จะได้ตั้งตัวก็ถูกอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขน ทำให้ช้อนในมือหล่นพื้นกระจัดกระจาย ปากร้องโวยวายแต่คนพี่ก็ไม่ยอมหยุด หากแต่ว่าร่างใหญ่ล่ำสันกลับอุ้มภรรยาเด็กเดินตัวปลิวขึ้นบันไดมาด้านบน โดยที่ไม่ตอบอีกฝ่ายแม้เพียงคำเดียว

และทันทีที่เปิดประตูห้องนอนได้ แทนที่ติณณภพจะวางร่างเล็กลงดี ๆ ทว่ากลับโยนลงบนเตียงนอนโดยไม่ได้สนใจว่าเจ้าจันทร์จะเจ็บหรือเปล่า

ตุบ!

“โอ๊ยยย! เบาหน่อยสิครับ จะทำกลางวันแสก ๆ เลยเหรอ เดี๋ยวก็หัวหงอกหรอก” เจ้าจันทร์พูดจบก็กำลังจะถอดเสื้อตัวสีขาวสะอาดออก ทว่ากลับถูกคนเป็นสามีจับแขนเอาไว้เสียก่อน

“เธอจะทำอะไร ในสมองคิดแต่เรื่องลามกหรือไง” คนโตกว่าหมดคำจะพูด เขาโมโหขนาดนี้ยังคิดว่ามีอารมณ์มาทำเรื่องอย่างว่าอีกเหรอ

“อ้าว! แล้วจะพาจันทร์มาในห้องอีกทำไมล่ะครับ”

“ฉันก็พาเธอมาเปลี่ยนกางเกงน่ะสิ ต่อไปนี้ถ้าเธอไม่ใส่กางเกงเลยหัวเข่า ห้ามเดินออกไปจากห้องนี้เด็ดขาด”

“เอาแต่ใจเกินไปหรือเปล่าครับ” นี่มันบ้านหรือวัดกันแน่ ถึงได้เคร่งเรื่องการแต่งตัวขนาดนี้

“เธอมากกว่าไหมเจ้าจันทร์ ทำอะไรหัดไว้หน้าฉันบ้าง”

“พี่ติณอายคนอื่นมากนักหรือไง ที่ได้จันทร์เป็นเมียน่ะ” เจ้าจันทร์ตวัดสายตาถามอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ

“ใช่…ฉันอาย ใครบ้างจะดีใจที่ได้เมียเป็นเด็กแว้นชอบสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไปวัน ๆ แบบเธอ” ความโมโหทำให้ติณณภพพลั้งปากพูดจารุนแรงเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้แก้ตัวอะไร ก็ช่วยไม่ได้ อีกฝ่ายมายั่วโมโหเขาก่อนทำไม

คล้อยหลังเจ้าของห้องเดินออกนอกประตูไปแล้ว เจ้าจันทร์ลุกขึ้นมาทำท่าทางล้อเลียนไม่ได้มีท่าทีสลด แต่ถึงอย่างนั้นก็อดหงุดหงิดไม่ได้ที่ถูกต่อว่าแบบนั้น

คำก็เด็กแว้น สองคำก็เด็กแว้น ไม่รู้ว่าจะย้ำอะไรนักหนา ทีตัวเองแก่คร่ำครึไม่ทันแฟชั่นวัยรุ่นเขายังไม่ว่าเลย

ใบหน้าหวานขมวดคิ้วเป็นปม สองเท้าเดินมาเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเอง ที่แขวนไว้มีแต่กางเกงขาสั้นเกือบทั้งหมด แต่ก็พอจะหากางเกงยีนขายาวทรงกระบอกสีซีดขึ้นมาได้หนึ่งตัว ซึ่งถ้าสามีสั่งห้ามไม่ให้ใส่ ดังนั้นเขาก็จำเป็นต้องกลับไปเอากางเกงขายาวที่บ้านมาเพิ่ม

เอาเถอะ…เห็นแก่ที่อุ้มเขาขึ้นมาบนห้อง เขาจะเปลี่ยนให้ก็ได้

เจ้าจันทร์เดินออกมาด้านนอก เขาปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนโกรธง่ายหายไว ถ้าหากไม่ทำให้เสียใจมาก ๆ เขาก็ไม่มีทางโกรธใครนานได้หรอก

ร่างเล็กเดินเตร็ดเตร่ลงมาชั้นล่างข้างโต๊ะกินข้าว มือสองข้างก็พยายามจับกางเกงของตัวเอง หมุนซ้ายหมุนขวาหวังจะโชว์ให้คนเป็นสามีได้เห็นว่าตัวเองทำตามที่บอกแล้วนะ แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ทำแค่เพียงปรายสายตามองเท่านั้น

ชมกันหน่อยก็ไม่ได้ คนเขาอุตส่าห์ตามใจ เด็กหนุ่มค่อนขอดอีกฝ่ายในใจ

“วันหลังถ้าเธอลงมากินข้าวช้าอีก ฉันจะไม่รอ ปล่อยให้หิวอยู่แบบนั้นแหละ” ติณณภพส่ายหน้าไปมาด้วยความระอา ก่อนที่เขาจะลงมือตักอาหารใส่จานตัวเองด้วยความหิวโหย วันนี้ช่วงบ่ายเขาต้องไปทำธุระในตัวจังหวัด แต่เพิ่งจะได้ทานข้าวทำให้การทำงานต้องล่าช้าไปอีก มันเสียเวลาจริง ๆ

“อันที่จริงพี่ติณไม่ต้องรอจันทร์ก็ได้นะครับ จันทร์กินข้าวคนเดียวได้” อดีตเด็กแว้นพูดตาใสแป๋ว ก่อนนั่งลงทางด้านข้างโดยไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่นั่งหัวโต๊ะกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

“แต่ฉันสั่งให้ป้าแดงทำพอดี ถ้าอยากจะกินก็ช่วยมาให้ตรงเวลา แต่ถ้าไม่ทันก็อดข้าว เพราะฉันไม่อนุญาตให้ทำอาหารเพิ่มด้วย”

“ไม่เป็นไรครับ บ้านจันทร์อยู่ใกล้แค่นี้ เดี๋ยวขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปกินข้าวที่บ้านแม่ก็ได้ อย่าลืมสิ! บ้านแม่ของจันทร์ขายข้าวแกงนะครับ” ปกติตอนอยู่กับพ่อและแม่ที่บ้านก็ต่างคนต่างกินอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าจันทร์คิดว่ามันไม่น่าใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่จำเป็นต้องกินพร้อมกันก็ได้

“คิดง่ายดีเนอะ”

“แล้วทำไมต้องคิดเยอะซับซ้อนให้ปวดหัวด้วยล่ะครับ”

เพียงเท่านั้นติณณภพก็กระแทกช้อนวางใส่จานข้าวเสียงดัง ทำเอาเจ้าจันทร์สะดุ้งเล็กน้อย ไม่เว้นแม้แต่แม่บ้านอีกสองคนก็ด้วย ที่ยืนอยู่มุมกำแพงก็หันมามองหน้ากันเพราะเริ่มทำตัวไม่ถูก

“เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง ถึงได้ทำให้พ่อกับแม่ของเธอหนักใจ หัดคิดอะไรให้มันมากกว่าตัวเองหน่อยเจ้าจันทร์” ติณณภพไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป สิ่งที่เขาต้องการทำก็เพื่อปลูกฝังให้เจ้าจันทร์มีระเบียบวินัย เพียงแค่เริ่มจากการมาทานข้าวให้ตรงเวลา ทว่าอีกฝ่ายกลับทำไม่ได้เสียอย่างนั้น

เขาพูดหนึ่งคำเจ้าตัวก็เถียงกลับมาอีกสองคำ อีกทั้งยังมักง่ายไม่เปลี่ยนนิสัยตัวเองอีกด้วย

“ฉันถามจริง ๆ เถอะ ตั้งแต่เกิดมามีอะไรที่ทำให้พ่อแม่ของเธอภาคภูมิใจบ้าง แล้วเธอได้คิดหรือเปล่า ถ้าหากว่าวันหนึ่งไม่มีพ่อกับแม่คอยช่วยเหลือ เธอจะใช้ชีวิตบนโลกนี้ยังไง…เรื่องแค่นี้เธอก็โตพอที่จะคิดได้แล้วนะเจ้าจันทร์”

ทั้งหมดนี้มาจากแค่เรื่องกินข้าวช้า ทำไมมันถึงกลายเป็นเขาทำให้พ่อแม่ภูมิใจไม่ได้เสียแล้ว

เจ้าจันทร์ทำเพียงแค่เม้มริมฝีปากแน่น มือที่กำลังเอื้อมไปตักไข่เจียวค่อย ๆ ชักกลับมากำเอาไว้แน่น โดนต่อว่ามาแบบนั้นจู่ ๆ กระบอกตาก็ร้อนผ่าว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะสิ่งที่คนเป็นสามีพูดนั้นดันเป็นเรื่องจริงเสียด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป