บทที่ 5 ตอนที่ 3 เด็กแว้นกะโหลกกะลา

ตอนที่ 3 เด็กแว้นกะโหลกกะลา

ภายในบ้านของผู้ใหญ่มั่นดูเงียบเหงากว่าทุกวัน ทว่าทางด้านหน้ากลับวุ่นวาย เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่พากันเข้ามาซื้อกับข้าวฝีมือของสายบัว ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติที่ถูกปากแล้ว ก็ยังราคาถูกอีกด้วย แค่ซื้อกลับไปหนึ่งหรือสองถุงก็เพียงพอต่อปากท้องของคนทั้งบ้าน เหมาะสำหรับคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องการประหยัดเงินเป็นอย่างมาก

ทางด้านสายบัวก็ไม่มีการหวงของเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเป็นคนหน้าใหญ่จึงถือคติที่ว่า…

‘ขาดทุนไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้’

ก็แหม…เป็นถึงเมียผู้ใหญ่มั่น แถมยังพ่วงตำแหน่งแม่ยายเจ้าของโรงสีผู้ร่ำรวยในจังหวัดชัยนาทอีกต่างหาก จะให้น้อยหน้าร้านอื่นได้อย่างไร

แต่ถึงแม้ว่าสายบัวจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทว่าเธอกลับไม่ได้ดีใจเลยสักนิด เงินก็อยากได้อยู่หรอก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องขายเองคนเดียว อย่างเช่นตอนนี้ทำหลาย ๆ อย่างจนมือเป็นระวิงหมดแล้ว ครั้นจะเรียกใช้ผัวก็ไม่ว่าง เพราะติดงานศพต้องไปเป็นประธานในพิธี ที่ต้องไปแต่หัววันก็เพื่อไปพบปะสังสรรค์กับลูกบ้านด้วย เห็นแล้วมันน่าปลดจากตำแหน่งแล้วมาช่วยกันขายของเสียจริง

ส่วนลูกชายอย่างเจ้าจันทร์ก็แต่งงานมีสามีไปแล้ว ซึ่งเธอเองก็ไม่อยากโทรไปรบกวนให้มาช่วยหรอก ส่วนหนึ่งก็เกรงใจติณณภพด้วยแหละ เผื่อว่าอยากจะใช้เวลากะหนุงกะหนิงกับลูกชายตัวเอง และเธอจะได้อุ้มหลานเร็ว ๆ สักที

เอาเถอะ…เพื่อความสุขสบายของลูก หญิงแก่อย่างเธอต้องทนได้อยู่แล้ว

“เร็ว ๆ หน่อยสิป้าบัว เดี๋ยวฉันต้องรีบกลับไปอาบน้ำให้ลูกอีก” หญิงสาวคนหนึ่งเร่งเร้า เธออายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าจันทร์ ในมือนั้นอุ้มเด็กน้อยอายุราวหนึ่งขวบเอาไว้หนึ่งคน แถมยังกำลังแหกปากร้องโวยวาย แข่งกับเสียงลูกค้าที่กำลังตะโกนคุยกันเจื้อยแจ้วอีกด้วย

“ข้ารู้แล้วน่ะ ถ้าเอ็งรีบ ทำไมถึงไม่มาตั้งแต่เมื่อวานวะนังน้อย” สายบัวตะคอกกลับเสียงดุไม่ได้จริงจังมากนัก ในขณะที่มือของเธอเองก็ทำการตักพะโล้ใส่ถุง ซึ่งปกติแล้วเธอจะให้ไข่พะโล้กับลูกค้าจำนวนสองฟอง ทว่าพอเห็นเด็กน้อยดูท่าทางหิวโซก็แถมไปอีกสองฟอง รวมกันเป็นสี่ฟอง

แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยความที่เธออายุขึ้นเลขห้าแล้ว จะหยิบจับอะไรก็ดูงุ่นง่านไปเสียหมด ทำให้จำนวนคนที่ต่อคิวรอซื้อยาวเป็นหางว่าวเลยไปถึงหน้าถนน

เฮ้อ!

ไม่รู้ว่าเธอคิดถูกหรือคิดผิดที่ผลักไสให้ลูกตัวเองมีผัวจนไม่มีคนช่วยงาน ครั้นจะปิดร้านนอนบ้างสักวันให้สบายใจ ทว่าพวกลูกค้าก็มาโวยวายอยู่หน้าร้านเพราะไม่มีอะไรกิน ทำให้เธอสงสารขึ้นมาอีก

เป็นไงล่ะ แม่พระเหลือเกินสายบัวเอ๊ย…ถ้าแสนดีขนาดนี้ทำไมไม่หนีผัวกับลูกไปบวชชีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

“เมื่อวานฉันก็มาซื้อนะ แต่ก็ยังเห็นป้าช้าแบบนี้ตลอด”

“พูดมากจริง ๆ เลยเอ็ง เอานี่…หกสิบบาท” แม่ค้าวัยกลางคนพูดจบก็ยื่นถุงกับข้าวไปให้ ก่อนที่ลูกค้าจะรับเอาไว้แล้วเดินออกไปจากร้านหน้าตาเฉย

“เดี๋ยวสิวะนังน้อย เอ็งยังไม่ได้จ่ายเงินข้าเลยนะ”

“ติดไว้ก่อนนะป้า ลูกฉันยังเล็ก ดูสิ…ไม่สงสารเหรอ” นี่คือสาเหตุที่น้อยกระเตงลูกมาด้วย หนำซ้ำเด็กคนนั้นยังดูมอมแมม เนื้อตัวเต็มไปด้วยขี้โคลน และที่ไม่ยอมจับลูกอาบน้ำก็เป็นเพราะเธอรู้ว่าสายบัวขี้สงสารนี่แหละ

ถึงอย่างไรสายบัวก็ยอมให้เธอเซ็นค่ากับข้าว ที่จำนวนมันงอกขึ้นทุกวันและไม่มีทีท่าว่าจะเอาเงินมาจ่ายเลยด้วยซ้ำ

“อะไรวะ เมื่อวานเอ็งก็ติดข้านะ ชาตินี้จะใช้หมดหรือเปล่า”

“ก็ฉันไม่มีนี่ แค่เงินชงนมยังไม่มีให้ลูกเลย”

“แหม…เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย แต่ก็เอาเถอะ ข้าเห็นแก่ลูกเอ็งหรอกนะ ไม่งั้นข้าไม่ให้เซ็นหรอก”

หญิงสาวแม่ลูกอ่อนยิ้มแฉ่ง แม้จะอุ้มลูกอยู่แต่ก็รีบยกมือไหว้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะเดินออกไปอย่างสบายใจเฉิบ ทำเอาแม่ค้าวัยกลางคนส่ายหน้าไปมา ทั้งระอาและทั้งเอ็นดู

สายบัวเองก็เห็นมันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถือว่าทำบุญกับเด็กน้อยแล้วกัน ซึ่งเธอเองก็ไม่ได้ขัดสนถึงเพียงนั้น

สายบัวละความสนใจกลับมาตักอาหารให้ลูกค้าคนถัดไป ในขณะเดียวกันก็มีรถมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งคันสีเขียวขี่เข้ามาจอดตรงหน้าร้านของเธอ ท่อที่ดังจนแสบแก้วหูนั้นไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใครมา ถ้าไม่ใช่เจ้าจันทร์ ลูกชายตัวดีของเธออย่างไรเล่า

เจ้าจันทร์จอดรถ สายตาก็เหลือบไปทางผู้เป็นแม่ที่มีสีหน้าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ปากก็ยังต่อล้อต่อเถียงกับลูกค้าเช่นเดิม หากว่าเขาไม่ช่วย วันนี้คงไม่แคล้วแถวยาวไปถึงหน้าหมู่บ้านแน่

เด็กหนุ่มสายแว้นเดินตรงเข้ามายังร้านค้าแทนที่จะเข้าไปในบ้านอย่างที่ตั้งใจในตอนแรก เขาแย่งทัพพีในมือของคนเป็นแม่มา แล้วตักกับข้าวใส่ถุงให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว ทำเอาสายบัวต้องปาดเหงื่อแล้วไปนั่งพักเหนื่อยอยู่ด้านหน้าพัดลมแทน ส่วนสายตาก็มองดูลูกชายตักกับข้าวขายไปมา

“ป้าเอาแกงหน่อไม้ไก่ถุงหนึ่งนะเจ้าจันทร์”

“ได้สิป้า เดี๋ยวจันทร์ตักให้เยอะ ๆ เลย”

“เอ็งไม่กลัวขาดทุนเรอะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยทัก เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตักอาหารใส่ถุงให้เธอเสียเยอะแยะเกินราคาที่ขายไปมาก

“เมื่อก่อนก็กลัวอยู่หรอก ตอนนี้ไม่ละ พอดีว่าได้ผัวรวยจ้ะป้า” เจ้าจันทร์ทักลูกค้าหญิงวัยกลางคนด้วยท่าทางอารมณ์ดี ได้โอกาสคุยโวก็ขอสักหน่อย จะทำอย่างไรได้ในเมื่อผัวของเขารวยจริง

วันนี้เขาก็ตั้งใจจะมาช่วยคนเป็นแม่ขายกับข้าวเหมือนทุกวันนั่นแหละ แต่ก็จะกลับมาเอาเสื้อผ้าด้วย พวกกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว ตามที่ติณณภพต้องการ แม้ว่าเจ้าจันทร์จะไม่ชอบสักเท่าไร แต่ในเมื่อมันเป็นความต้องการของสามี เขาก็ทำให้ได้อยู่แล้ว

“โชคดีมากเลยนะเจ้าจันทร์ที่ได้แต่งงานกับคุณติณ รู้ไหมว่ามีแต่คนอยากเป็นสะใภ้โรงสีกันทั้งนั้น” ครั้งนี้เป็นหญิงรูปร่างท้วมผมสั้นอีกคนเอ่ย พอถึงคิวตัวเองก็ยกยอปอปั้นไม่หยุด ทำให้คนถูกชมรีบตักให้จนเต็มถุง

“ของแบบนี้ วาสนาใครวาสนามันนะป้า” เจ้าจันทร์ฉีกยิ้มพร้อมส่งถุงกับข้าวให้หญิงวัยกลางคนตรงหน้า ก่อนจะรับธนบัตรสีเขียวมาสามใบ พลันสายตาเหลือบไปเห็นคนเป็นแม่กำลังยุ่งอยู่กับการล้างกระทะ เขาก็รีบยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว

และใช่…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาแอบขโมยเงินของแม่ ในเมื่อขอดี ๆ แล้วชอบบ่น เขาก็ต้องทำแบบนี้แหละ ซึ่งเงินแค่นี้ไม่ถึงกับทำให้ขนหน้าแข้งของแม่ร่วงหรอกมั้ง เขาแค่เอาไปพอติดตัวนิด ๆ หน่อย ๆ เอง

“หยิบไปเพิ่มอีกสิเจ้าจันทร์”

คนถูกทักถึงกับสะดุ้งตกใจ เขาหันไปยิ้มแห้งให้กับคนเป็นแม่ที่ยืนมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งคาดเดาอารมณ์ไม่ได้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่

เจ้าจันทร์ใจเต้นรัวเตรียมตัวโดนแม่ด่า ทว่าฝ่ามือของคนเป็นแม่กลับตบที่บ่าของเขาเบา ๆ แล้วเลยไปหยิบธนบัตรสีเทาที่ซ่อนเอาไว้ในกระป๋องมายื่นให้คนเป็นลูกจำนวนสิบใบ

“รับไปสิ” ในเมื่อตอนนี้เจ้าจันทร์แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ก็ควรจะมีเงินติดตัวเอาไว้บ้าง ไม่ใช่ไปแบมือของเงินสามีเพียงอย่างเดียว

“แม่เป็นไข้หรือเปล่าเนี่ย จันทร์ไม่ได้แอบเอาเงินแม่สักหน่อย” คนเป็นลูกแก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ในขณะที่มือก็พยายามดันธนบัตรสีเขียวที่มันโผล่เหนือกระเป๋าขึ้นมายัดลงไปดังเดิม เพราะเกรงว่าคนเป็นแม่จะเห็น

ถามว่าทันไหม ก็คงตอบว่าไม่

“เก็บเอาไว้ใช้เถอะ” สายบัวเอาธนบัตรยัดใส่มือของเจ้าจันทร์ที่กำลังยืนขมวดคิ้วทำสีหน้ามึนงง

“พูดแล้วห้ามคืนคำนะแม่” เจ้าจันทร์ไม่คิดปฏิเสธ พอเห็นเงินก็ตาโตเป็นไข่ห่าน รีบรับเอาไว้แล้วใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าถ้าช้ากว่านี้แล้วคนเป็นแม่จะเปลี่ยนใจเสียอย่างนั้น

“แล้วก็อย่าไปใช้สุรุ่ยสุร่ายนะ”

“รู้แล้วน่ะแม่ บ่นจันทร์ตั้งแต่เด็ก จนมีผัวแล้วยังไม่เลิกบ่นอีก”

“ก็เพราะเอ็งเป็นแบบนี้ไง จะให้ข้าวางใจได้ยังไง”

คำพูดของสายบัวทำให้คนหน้าหวานที่กำลังเดินไปเก็บถาดอาหารหยุดชะงัก จู่ ๆ คำพูดของคนเป็นสามีก็แล่นเข้ามาในหัวสมองทำให้ดวงตากระตุกวูบเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่เดียวเขาก็สลัดคำพูดพวกนั้นออกไปจากหัวสมองได้อย่างรวดเร็ว

คนอย่างเจ้าจันทร์ต้องไม่เก็บคำพูดของคนอื่นมาคิดมากสิ แล้วตอนนี้เขาเป็นอะไร เจ้าจันทร์บ่นอุบภายในใจจนแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน

หลังจากเจ้าจันทร์ช่วยแม่เก็บกวาดร้านค้าเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงหกโมงเย็นแล้ว ช่วงหน้าร้อนทำให้ดวงตะวันยังไม่ลาลับขอบฟ้าเหมือนกับหน้าหนาวที่ค่อนข้างมืดไว

เด็กแว้นตัวจ้อยเดินกลับเข้ามาภายในบ้านพักเพื่อเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเพิ่มเติม ส่วนใหญ่เป็นเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขายาวตามคำสั่ง ส่วนเสื้อเอวลอยกับกางเกงขาสั้นก็เก็บไว้อย่างเดิม เพราะสามีไม่ชอบให้ใส่

“หรือสงสัยจะหึงเราแน่เลย” เพียงแค่คิดแบบนั้นก็ทำให้ใบหน้าที่บูดบึ้งก่อนหน้าพลันประดับไปด้วยรอยยิ้ม เขานั่งบิดไปบิดมาด้วยอาการเคอะเขินอยู่คนเดียว

แหม…ทำเป็นบอกว่าอุจาดลูกตา ทั้งที่ความจริงก็แค่หวงเมียนั่นแหละ แค่พูดตรง ๆ มันยากนักหรือไงนะ คุณสามีปากแข็ง!

เจ้าจันทร์เองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะตกหลุมรักผู้ชายวัยสามสิบกว่าได้มากถึงขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเวลาเดินสวนกัน เขายังทำเป็นเมินเฉยเสียด้วยซ้ำ เพราะต่อให้อีกฝ่ายหล่อแค่ไหน หากแต่ว่าท่าทางเย็นชาและชอบทำหน้าบึ้งเหมือนคนอารมณ์เสียตลอดเวลานั้น ทำให้เขาไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย

แต่แล้วพอหลังจากที่เจ้าจันทร์ถูกติณณภพช่วยเอาไว้ในวันที่เกือบโดนพวกชายฉกรรจ์ข่มขืน กลับกลายเป็นว่าเขามองสิ่งเหล่านั้นเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวไปเสียแล้ว ซึ่งต่อให้ถูกสามีดุด้วยถ้อยคำรุนแรงแค่ไหน เขาก็ไม่เคยโกรธเลยสักนิด

อ่า…รู้สึกกร๊าวใจดีสุด ๆ ไปเลย เพราะมันไม่ได้ต่างจากในละครหลังข่าวที่เคยดู อารมณ์เหมือนพระนายกำลังเล่นฉากตบจูบกันอย่างไรอย่างนั้นเลย

ผู้ชายด่าแปลว่าผู้ชายรัก สงสัยพี่ติณต้องรักเขามากแน่ ๆ เพราะด่าเขาไม่หยุดเลย เจ้าจันทร์คิดแค่นี้ใบหน้าก็ยิ้มอย่างคนอารมณ์ดียิ่งกว่าเดิม กางเกงขายาวมีกี่ตัวก็ขนใส่กระเป๋าไปให้หมด หากไม่พอใส่ค่อยไปซื้อเพิ่มเอาก็ได้

“ใกล้เสร็จหรือยังเจ้าจันทร์ เดี๋ยวจะมืดค่ำเอานะ”

“เสร็จแล้วจ้ะแม่”

เสียงของคนเป็นแม่ตะโกนเรียกจากไกล ๆ ดังแว่วมาให้ได้ยิน ทำให้คนที่กำลังมีความรักหลุดออกจากภวังค์ รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นข้าวของในกระเป๋าเต็มไปหมด

เจ้าจันทร์รีบรูดซิปกระเป๋าแล้วก้าวเดินอาด ๆ ออกมาจากห้องนอน และตรงไปยังมอเตอร์ไซค์เวฟแต่งสีเขียวที่จอดเอาไว้ทางหน้าร้าน ทันทีที่เขาสตาร์ตเครื่องก็ได้ยินเสียงท่อดังกระหึ่มจนแสบแก้วหู ทำเอาคนเป็นแม่ที่เดินถือถุงกับข้าวมายืนตรงหน้าได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย

“เมื่อไหร่เอ็งจะเอารถไปเปลี่ยนท่อสักทีนะ ข้าพูดจนปากจะฉีกถึงรูหูแล้วก็ยังไม่ฟังกันเลย” สายบัวบ่นอุบพลางส่ายหน้าอย่างระอา ทุกคำพูดของเธอล้วนมาจากความหวังดีทั้งนั้น ซึ่งเสียงท่อรถมอเตอร์ไซค์ของเจ้าจันทร์ที่ดังจนหนวกหู ทำให้ชาวบ้านพากันเอือมระอาไม่ต่างกัน และสิ่งที่ตามมาก็คือเสียงบ่น เสียงด่า ลามไปจนถึงคำสาปแช่งที่ไล่หลังมาทุกครั้งที่เจ้าจันทร์ขี่รถผ่าน

“แม่แก่แล้ว จะไปรู้เรื่องพวกวัยรุ่นได้ยังไงกัน” เจ้าจันทร์สวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงที่ปนขัดใจ แต่เขายังไม่ทันจะได้สตาร์ตรถออกไป คนเป็นแม่ก็ยัดถุงกับข้าวใส่มือมาเสียก่อน

“จันทร์ไม่เอาหรอก มีแต่ผัก ใครจะกิน” เขาทำใบหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ ทั้งที่เห็นอยู่ว่าแม่ทำกับข้าวขายตั้งหลายอย่าง แต่สุดท้ายของที่เหลือให้กลับมีแค่ผัดกะหล่ำปลีแล้วก็แกงส้มดอกแค แถมยังเป็นเมนูที่เขาแทบไม่อยากแตะเลยสักนิด

ใครจะกินผักขม ๆ พวกนี้กัน

“ข้าไม่ได้ให้เอ็งกินหรอก ข้าจะฝากไปให้ลูกเขยต่างหาก”

เจ้าจันทร์แหวกถุงกับข้าวดูก็เห็นว่ามีถุงพะโล้กับหมู่ทอดแดดเดียวใส่รวมกันอยู่อีกถุง เขาถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นส่งยิ้มให้คนเป็นแม่อย่างรวดเร็ว

“จันทร์ว่าแล้ว…ว่าแม่น่ะ รักจันทร์ที่สุดเลยใช่ไหม”

“เปล่าหรอก กับข้าวอีกสองถุงนั้น ข้าฝากให้ลุงเบิ้มต่างหาก”

“แล้วจันทร์ไม่ใช่ลูกแม่เหรอจ๊ะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าจิ้มลิ้มหุบลงอย่างฉับพลัน กับข้าวสักถุงก็ไม่มีมาเผื่อเขา เจ้าจันทร์ทำตาโตใส่แม่ด้วยความน้อยใจ ไม่คิดเลยว่ามารดาจะลำเอียงถึงขนาดนี้

มีอย่างที่ไหน…รักลูกเขยมากกว่าลูกในไส้ของตัวเอง

“ลูกดื้อ ๆ ข้าคร้านจะทำกับข้าวเผื่อ ขนาดท่อรถ...”

“จันทร์ไปแล้วนะแม่” ยังไม่ทันที่ผู้เป็นแม่จะพูดให้จบ เด็กหนุ่มก็คว้าถุงกับข้าวมาแขวนไว้ที่แฮนด์รถมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะรีบขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว หากอยู่นานกว่านี้มีหวังได้โดนบ่นหูชาแน่นอน

แม่นะแม่...ทำกับเจ้าจันทร์ได้ลงคอ

เห็นทีข้าวมื้อเย็นวันนี้คงได้แต่ภาวนาว่ากลับไปบ้านของสามี ขอให้เจอกับข้าวที่มีเนื้ออยู่บ้างเถอะ

เจ้าจันทร์ขี่รถออกไปส่งให้ลูกค้าประจำของมารดา ซึ่งเป็นคนที่สั่งอาหารแทบทุกวัน แต่ไม่เคยโผล่มาเอาเองเลยสักครั้ง เขาเห็นแก่ที่ลุงเบิ้มแอบให้เซ็นน้ำมันบ่อย ๆ หรอกนะ ถ้าไม่อย่างนั้นคนหน้าเลือดอย่างเจ้าจันทร์คงบวกค่าส่งเพิ่มไปแล้ว

ใช้เวลาเพียงห้านาที เจ้าจันทร์ก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาหยุดอยู่หน้าร้านโชห่วยประจำหมู่บ้าน เขาเดินตรงไปหาลุงชราร่างท้วมที่กำลังยืนคุยโม้กับลูกค้าอยู่หน้าร้าน อีกฝ่ายรับถุงกับข้าวไปพร้อมกับยื่นเงินหกสิบบาทมาให้ เจ้าจันทร์รีบรับแล้วเก็บใส่กระเป๋าทันทีโดยไม่รอช้า

ยามโพล้เพล้ใกล้ค่ำ แสงแดดอ่อนสีส้มที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ทำให้เขารีบสาวเท้ากลับไปยังมอเตอร์ไซค์คู่ใจ หากยังโสดเหมือนเมื่อก่อน เขาก็คงไม่ต้องเร่งรีบขนาดนี้หรอก ทว่าตอนนี้แต่งงานแล้วจึงต้องรีบกลับไปทานข้าวเย็น เพราะเกรงว่าจะไม่ทันตามกฎที่คนเป็นสามีตั้งขึ้น ซึ่งถ้าเขาไม่ได้ทานข้าวเย็นวันนี้มีหวังคงได้นอนท้องร้องทั้งคืน

ในขณะที่เร่งฝีเท้าอยู่นั้น ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางทางเอาไว้ เธอมีรูปร่างหน้าตาดี สูงพอ ๆ กับเขา แต่ดูจะอายุมากกว่าราวห้าปี เธอสวมชุดรัดรูปสีฉูดฉาดที่เผยสัดส่วนชวนให้ผู้ชายทั้งหมู่บ้านเหลียวหลัง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับมองเจ้าจันทร์ด้วยความไม่ชอบใจ เหมือนคนที่เห็นหน้าแล้วก็หมั่นไส้ขึ้นมาทันที

เธอมีชื่อว่าชบา เป็นถึงลูกสาวเจ้าของโรงงานกระดาษอยู่ในตัวอำเภอเนินขาม ฐานะทางบ้านร่ำรวย มีรถยนต์ขับตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยสาว ทว่านิสัยกลับไม่ดี ชอบข่มเหงคนด้อยกว่าจนติดเป็นนิสัย โดยเฉพาะกับเจ้าจันทร์ที่เธอทั้งเกลียด ทั้งแค้น เพียงเพราะอีกฝ่ายแย่งติณณภพไป ทั้งที่เธอเฝ้าตามจีบแทบตาย ทว่ากลับไม่ได้หัวใจของติณณภพมาครอบครอง

แล้วเด็กแว้นใจแตกอย่างเจ้าจันทร์ล่ะ มีดีกว่าเธอตรงไหนกัน ถึงได้ทำให้คนอย่างติณณภพยอมตกลงแต่งงานด้วย

“หลบไป!” เจ้าจันทร์เอ่ยเสียงแข็ง กลอกสายตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย สีหน้าท่าทางดูคร้านจะสนทนาด้วย

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร เวลาเจอหน้ากันทีไรเป็นอันว่าต้องเขม่นกันทุกครั้ง

“ฉันไม่หลบ แล้วนายจะทำไม” เธอพูดออกมาเสียงเรียบ แต่ทุกคำ ทุกท่าที กลับแฝงด้วยความเหยียดหยันอย่างชัดเจน ดวงตาของเธอจ้องมองเจ้าจันทร์อย่างท้าทาย กวาดสายตามองอีกฝ่ายราวกับบอกเป็นกลาย ๆ ว่าเธอนั้นเหนือกว่าอีกฝ่ายเยอะ ซึ่งไม่ได้ต่างจากนางร้ายในละครหลังข่าวที่ชอบทำตัวตอแหล ยั่วยวนแล้วเสแสร้งเลย

มันก็แน่ละ…เจ้าจันทร์ดันเป็นศัตรูหัวใจของเธอนี่

“ผมไม่อยากมีเรื่องกับคนนิสัยเสียอย่างคุณหรอกนะครับ พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า ๆ”

ทางด้านชบาตั้งท่าจะอ้าปากด่าอีกฝ่าย ทว่าสายตาดันเหลือบไปเห็นร่างกำยำของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาภายในร้านโชห่วยของลุงเบิ้ม แน่นอนว่าเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจากคนที่เธอชอบอย่างติณณภพ พอดีเลย เห็นทีว่าวันนี้เธอจะได้งัดกลยุทธ์ออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นธาตุแท้ของเด็กแว้นใจแตกคนนี้สักที

แล้วหลังจากนั้นเธอเชื่อว่าติณณภพต้องซมซานกลับมาหาเธออย่างแน่นอน เพราะเธอน่ะ ทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งรวย ใคร ๆ ก็อยากได้เป็นภรรยา คิดได้ดังนั้นก็เผยรอยยิ้มเยาะเย้ยอีกฝ่ายทันที

“นายนี่มันดัดจริตจริง ๆ เลยนะ พอตกถังข้าวสาร ได้แต่งงานกับเจ้าของโรงสีเข้าหน่อยก็ทำเป็นเชิดเหรอ ฉันจะบอกอะไรให้เอาบุญ คนอย่างนายน่ะ…อีกไม่นานเดี๋ยวพี่ติณก็เขี่ยทิ้ง” ชบาพูดเบา ๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน ก่อนที่เธอจะยกยิ้มข้างมุมปากอย่างพอใจ และดูเหมือนว่ากำลังสนุกกับความคิดชั่วร้ายของตัวเอง

“แล้วยังไงเหรอ? คิดว่าถ้าพี่ติณหย่ากับผมแล้วจะไปแต่งงานกับผู้หญิงอย่างคุณงั้นสิ ฝันไปเถอะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มเลิกคิ้วถามพลางส่ายหน้าไปมา พลันสายตาวาดมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นมออกมาครึ่งเต้าแบบนี้ ติณณภพไม่มีทางเอามาเป็นเมียหรอก ขนาดเขาใส่เพียงแค่กางเกงขาสั้นยังโดนดุจนต้องกลับไปหากางเกงขายาวเปลี่ยนเลย แล้วเสียงที่มาแว้ด ๆ ใส่เขาแบบนี้อีก พี่ติณได้ด่าไปสามสี่วันแน่นอน

“ก็ไม่แน่หรอก ของแบบนี้มันอยู่ที่ความสวย”

“ผมว่าคุณน่าจะหลงตัวเองนะครับ ศัลยกรรมมาทั้งหน้ายังกล้าเคลมว่าตัวเองสวย ถ้าผมเป็นพี่ติณนะ เห็นหน้าเก่าของคุณก็เอาไม่ลงแล้ว”

คำด่าทอเสียดสีของเจ้าจันทร์นั้น ทำให้ชบาโกรธเป็นอย่างมาก หากไม่ติดว่าติณณภพกำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ละก็ เธอคงได้จิกผมอีกฝ่ายเพื่อตบสั่งสอนไปแล้วแน่นอน

“ไอ้เด็กแว้นชั้นต่ำ! ที่ได้แต่งก็เพราะพี่ติณเขาขัดแม่ไม่ได้ ลำพังตัวแกคิดว่าจะมีใครเขาอยากได้เป็นเมียออกหน้าออกตาเหรอ ไม่มีทางหรอก”

คำด่าทอของผู้หญิงปากเสียคนนี้ทำเอาเจ้าจันทร์ฟังแล้วโมโหจนเลือดขึ้นหน้า มือสองข้างกำแน่น อยากจะกระโจนเข้าไปชกเบ้าตาอีลิงหน้าวอกให้สาแก่ใจ ทว่าตอนนี้เขากลับไม่ใช่เพียงแค่เจ้าจันทร์ที่เป็นเด็กแว้นอย่างเมื่อก่อน แต่เป็นถึงภรรยาเจ้าของโรงสีผู้ร่ำรวยในจังหวัดชัยนาท หากทำอะไรบุ่มบ่ามก็จะพาให้เสียชื่อเสียงของคนเป็นสามีเอาได้

อ่า…เห็นแก่ที่อีกฝ่ายแต่งหน้าจัดเต็มเหมือนไปเล่นงิ้วก็แล้วกัน วันนี้เขาจะไม่เอาเรื่องก็ได้ แต่ถ้าไม่ตอบโต้กลับไปเลยสักนิดมันก็ไม่ใช่เจ้าจันทร์แล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป