บทที่ 7 ตอนที่ 5 เจ้าจันทร์อย่าวอแวได้ไหม/1

ตอนที่ 5 เจ้าจันทร์อย่าวอแวได้ไหม

เจ้าจันทร์แหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ เพื่ออาบน้ำแต่งตัวลงมาทานข้าวเช้าให้ตรงเวลาพร้อมหน้าพร้อมตากับคนเป็นสามี หากแต่ว่าเช้านี้อีกฝ่ายนั้นกลับหายตัวออกจากบ้าน ซึ่งไม่บอกสักคำว่าไปไหน ติณณภพทำให้คนเป็นภรรยาเป็นห่วงขนาดนี้ ช่างเป็นสามีที่ไม่ได้เรื่องเสียจริง

“ไปไหนของเขากันนะ” เด็กแว้นตัวจ้อยพูดพึมพำอยู่คนเดียว และยังไม่ทันสิ้นความสงสัย เขาก็ควักมือถือขึ้นมาโทรหาคนเป็นสามี รออยู่นานปลายสายก็ไม่มีทีท่าว่าจะรับเลย อีกทั้งยังตัดสายของเขาทิ้งแบบไร้เยื่อใยอีกต่างหาก แบบนี้เจ้าจันทร์ยอมไม่ได้เด็ดขาด

เขากระหน่ำโทรไปอีกร่วมสิบสาย ในที่สุดติณณภพก็กดรับสักที ซึ่งเสียงที่ดังแทรกเข้ามาเป็นเสียงของคนงานที่กำลังตะโกนคุยกันจอแจราวกับอยู่ในตลาดสด อย่างน้อยก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งที่รู้ว่าสามีของเขาไปทำงานจริง ๆ ไม่ได้ไปกกอีหนูที่ไหน เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมีหวังได้เห็นดีกันแน่

“พี่ติณทำอะไรอยู่ครับ” เด็กหนุ่มถามเสียงใส

[เธอจะวุ่นวายทำไมนักหนา ฉันยุ่งอยู่] เสียงหนาทุ้มของปลายสายตะคอกกลับมาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ติณณภพเลือกตัดสายของเจ้าจันทร์ทิ้งเพราะว่างานยุ่งมาก ช่วงนี้ชาวบ้านเกี่ยวข้าวมาส่งโรงสีกันเยอะ ต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่เช้า จึงทำให้ค่อนข้างวุ่นวายมากพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นดูเหมือนเจ้าจันทร์จะไม่เข้าใจ เอาแต่โทรมาไม่หยุดจนเขาต้องรับสาย

หรือบางทีที่บ้านอาจเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ทำให้เขาเลือกจะละงานตรงหน้าแล้วลองกดรับสายดู

“ก็แค่เป็นห่วงเองนะครับ เห็นว่าใกล้เวลากินข้าวแล้ว”

[ฉันสั่งข้าวมาแล้ว เดี๋ยวจะกินพร้อมคนงาน] อืม…บางทีเขาอาจจะคาดหวังในตัวเจ้าจันทร์มากเกินไป

“พี่ติณกินอะไรเหรอครับ แล้วจะอิ่มหรือเปล่า ผมทำอาหารไปให้พี่ติณเพิ่มเอาไหม” คนตัวเล็กเสนอด้วยความเป็นห่วง เพราะถึงอย่างไรหน้าที่ดูแลอาหารการกินก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของภรรยาอย่างเขาอยู่แล้ว หากติณณภพผอมไปสักโลเดียว มีหวังได้ถูกแม่ของเขาตำหนิเอาแน่นอน

[เธอจะทำเป็นเหรอเจ้าจันทร์ ได้ข่าวว่าทอดไข่ยังเกือบทำครัวไหม้เลยไม่ใช่เหรอ]

พอถูกปลายสายถามมาแบบนั้นเจ้าจันทร์ถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น แม้ว่าทางบ้านจะเปิดร้านขายข้าวแกงก็จริง แต่ว่าเขาไม่เคยลุกมาช่วยหั่นผักหั่นเนื้อหรือเตรียมวัตถุดิบอะไรเลย เขามีหน้าที่แค่ตักแกงใส่ถุงเพื่อขายให้ลูกค้า และก็ช่วยล้างหม้อล้างไหเท่านั้นเอง

“ของแบบนี้มันฝึกกันได้นี่ครับ ทำไมต้องซ้ำเติมกันด้วย”

[งั้นก็ช่วยอยู่เฉย ๆ ดีกว่า หรือถ้าว่างมากก็ช่วยไปทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์กว่านี้ก็ได้]

“แล้วการเอาใจสามี เป็นห่วงสามีมันไม่ดีตรงไหน พี่ติณเล่นหายไปตั้งแต่จันทร์ยังไม่ตื่น จันทร์ก็ต้องเป็นห่วงบ้างสิครับ” เขาเถียงออกไปตามความจริง ทุกวันนี้เหมือนต่างคนต่างใช้ชีวิต ไม่ได้เหมือนสามีภรรยาทั่วไปที่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ เพราะขนาดนอนในห้องเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้นอนร่วมเตียงเดียวกัน แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน

[แต่ฉันไม่ว่างมานั่งคุยกับเธอหรอกนะ ฉันต้องทำงาน]

เพียงเท่านั้นสายก็ถูกตัดไป ทำเอาเจ้าจันทร์บุ้ยปากและทำท่าทางล้อเลียนคนในโทรศัพท์ ก่อนเดินกระทืบเท้าออกมานั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงระเบียงข้างบ้านด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย

ก็แค่รับสายแล้วบอกว่าตอนนี้กำลังทำงานยุ่งอยู่ แค่นี้เอง เขาก็ไม่กระหน่ำโทรให้อีกฝ่ายหงุดหงิดใส่หรอก

ถามว่าอีกฝ่ายจะสนใจความรู้สึกเขาไหม…ก็คงไม่

เฮ้อ!

สายลมอ่อน ๆ พัดเข้ามาปะทะผิวของเจ้าจันทร์ อีกทั้งแสงแดดยามเช้าที่ไม่แรงมากนักทำให้อากาศค่อนข้างสดใส ซึ่งเจ้าจันทร์ชักจะติดใจในการตื่นนอนตอนเช้าเสียแล้วสิ

“คุณเจ้าจันทร์ทานข้าวเช้าเป็นอะไรดีคะ เดี๋ยวป้าจะไปเตรียมให้” ป้าแดงเดินเข้ามาถาม แม้เจ้าจันทร์จะไม่ใช่แม่บ้านแม่เรือนสักเท่าไร แต่นิสัยก็ฉอเลาะน่ารักทำให้เธอเอ็นดูอยู่ไม่น้อย

“เอาข้าวต้มง่าย ๆ ก็ได้ครับ ผมไม่ชอบกินข้าวเช้าสักเท่าไหร่”

“ได้ค่ะ งั้นป้าจะใส่หมูให้เยอะ ๆ เลยนะคะ”

“แต่พี่ติณบอกว่าให้เน้นผักไม่ใช่เหรอครับ เอาตามที่พี่ติณบอกก็ได้” คนไม่ชอบทานผักก็อยากจะกินเนื้อสัตว์อยู่หรอก แต่ก็ไม่ต้องการให้แม่บ้านโดนดุไปด้วย เพราะถ้าหากเขาหิวหรือทานอาหารที่บ้านหลังนี้ไม่ได้จริง ๆ เขาก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปกินข้าวที่บ้านของแม่ ไม่ได้เรื่องมากอะไรนักหรอก

“ก็นี่แหละค่ะ…เป็นคำสั่งของคุณติณ หรือว่าคุณเจ้าจันทร์อยากได้หมึก กุ้ง หรืออะไรก็บอกได้เลยนะคะ” ป้าแดงบอกเจ้าจันทร์ด้วยความเอ็นดู

“ฮะ! อะไรนะครับ”

“ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ”

ผีเข้าเปล่าวะ! นี่คือคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวสมองของเจ้าจันทร์

“เท่านี้ก็พอครับ ขอบคุณป้าแดงมาก ๆ เลยนะครับ”

“ค่ะ”

แม่บ้านวัยกลางคนเดินออกไปแล้ว เจ้าจันทร์ก็อมยิ้มจนแก้มแทบปริ ถึงสามีจะทำตัวเฉยชากับเขามากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรการอนุญาตให้เขาได้กินเนื้อสัตว์อย่างตามใจชอบนี้ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากแล้ว หรือไม่แน่ว่าติณณภพต้องเริ่มมีใจให้เขาแล้วแน่ ๆ เลย

เห็นไหมว่าเจ้าจันทร์ยังหลงตัวเองได้ขนาดนี้ แล้วติณณภพล่ะ…จะไม่หลงเขาได้อย่างไร

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จเจ้าจันทร์ก็มุ่งมั่นที่จะทำอะไรบางอย่างไปให้สามีกินเพื่อเป็นการเอาอกเอาใจ เขาจำได้ว่าทางกลับบ้านมีต้นมะพร้าวน้ำหอมปลูกเอาไว้เรียงกันอยู่ข้างถนน แถมยังไม่มีเจ้าของ และหากเอามาทำวุ้นมะพร้าวไปให้ติณณภพกินตอนเหนื่อย ๆ ละก็ คงจะสดชื่นอยู่ไม่น้อย

ใช้เวลาไม่นานเด็กแว้นตัวจ้อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดอยู่ข้างทาง เขาเลือกต้นมะพร้าวที่เตี้ยที่สุดให้เหมาะกับความสูงของตัวเอง แต่ถึงสูงกว่านี้เจ้าจันทร์ก็ปีนไหว เพราะคนที่เคยปีนต้นมะม่วงหลังบ้านหนีเที่ยวเป็นประจำแบบเขา ย่อมช่ำชองอยู่แล้ว หากแต่ว่าวันนี้เขาใส่กางเกงขายาวรัดตัวทำให้อึดอัดอยู่บ้าง จึงปีนเก็บมะพร้าวไม่ถนัดเอาเสียเลย เจ้าจันทร์ก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบลำต้นกลม ๆ นั้น สุดท้ายก็เสียหลักหล่นลงมาก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นดิน 

ตุบ!

“โอ๊ยยยย! เจ็บ เจ็บ” เด็กหนุ่มเบ้หน้า พลางเอามือลูบก้นเพื่อบรรเทาความเจ็บ เขาน่าจะเปลี่ยนเป็นกางเกงบอลก็ดีหรอก ไม่คิดว่าการเอาใจสามีจะลำบากยากเย็นขนาดนี้ แต่แล้วเจ้าจันทร์ก็ไม่ลดละความพยายามหรอก เขากัดฟันหยัดกายลุกขึ้นมายืนพลางปัดเศษฝุ่นเศษหญ้าที่ติดออกไป

เจ้าจันทร์เดินกะเผลกมาเกาะต้นมะพร้าวอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองมะพร้าวน้ำหอมตาละห้อย ใจจริงเขาก็อยากจะถอดกางเกงเจ้าปัญหาทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็คงต้องไว้หน้าสามีเสียบ้าง เพราะถ้ามีคนขับรถผ่านมาเห็นแล้วเอาไปพูดกันปากต่อปาก มีหวังติณณภพได้เอาปี๊บคลุมหัวเดินอย่างแน่นอน

เอาเถอะ…ตั้งแต่เกิดมาไม่มีอะไรที่เจ้าจันทร์ทำไม่ได้หรอก

เมื่อคิดได้แบบนั้น คนตัวเล็กก็เกาะลำต้นมะพร้าวเอาไว้อีกครั้ง เท้าเล็ก ๆ ที่ถอดรองเท้ายกขึ้นมาเหยียบตรงลำต้นเตรียมขึ้น ทว่าความเจ็บที่สะโพกลามไปยังบั้นท้ายก็ตอกย้ำทำให้เขากลัวตก จนกลายเป็นความประหม่ามากพอสมควร

“น้องเจ้าจันทร์จะทำอะไรเหรอครับ”

โทนเสียงหนาทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดสนิท ทำเอาเจ้าจันทร์หันไปมอง เห็นเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ หล่อ และดูดีเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าผู้ชายคนนี้คือศรัณย์ ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีเขาเอง

แต่สิ่งที่ทำเอาเจ้าจันทร์ต้องขมวดคิ้วเป็นปม และเบิ่งสายตามองอีกฝ่ายเป็นพิเศษก็คงเป็นการแต่งตัวที่เสื้อผ้าค่อนข้างหลุดลุ่ยเหมือนไปฟัดกับหมาที่ไหนมา หนำซ้ำบริเวณรอบคอยังมีรอยแดงอีกต่างหาก สภาพที่เหมือนผ่านสมรภูมิแบบนี้ ไม่บอกก็รู้ว่าไปทำอะไรมา ถึงได้ขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านเอาตอนเช้า เจ้าจันทร์เองก็ไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ประสาแล้ว

“มองหน้าพี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“อะ อ๋อ พอดีผมจะเก็บมะพร้าวไปทำวุ้นมะพร้าวให้พี่ติณครับ” เขาพูดพลางชี้นิ้วขึ้นไปบนยอดให้อีกฝ่ายเห็น อารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ได้ต่างจากหมาเห็นปลากระป๋องเลย รู้ว่ากินได้แต่ไม่มีปัญญาปีนขึ้นไปเก็บ

เสียชื่อไอ้จันทร์หมด เขาปีนต้นมะม่วงหนีเที่ยวมาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่มาพลาดท่าเพราะตกต้นมะพร้าวต้นเดียว

“แล้วนี่เป็นอะไร หล่นต้นมะพร้าวเหรอเรา”

“คะ ครับ” เจ้าจันทร์ส่งยิ้มแหย ๆ ให้อีกฝ่าย ทำเอาคนโตกว่าส่ายหน้าไปมาระคนเอ็นดู ดูจากกางเกงที่ใส่มาแล้ว หากปล่อยให้เก็บเองไม่แคล้วร่วงลงมาอีกแน่

“งั้นรอตรงนี้ เดี๋ยวพี่ปีนไปเก็บให้”

ศรัณย์พูดพลางพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาจนถึงข้อศอก และถกขากางเกงให้ดูทะมัดทะแมงยิ่งขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ปีนขึ้นต้นมะพร้าว แล้วเด็ดลูกมะพร้าวโยนลงมาด้านล่าง โดยที่มีเจ้าจันทร์เป็นคนคอยรับอย่างแม่นยำ พอได้จำนวนที่ต้องการแล้ว ศรัณย์ก็ค่อย ๆ ลงมาจากทางด้านบนอย่างปลอดภัย

“ขอบคุณพี่ศรัณย์มาก ๆ เลยนะครับ” เจ้าจันทร์ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม เพราะถ้าวันนี้ศรัณย์ไม่ขี่รถผ่านมา เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะได้มะพร้าวติดมือกลับไปหรือเปล่า

“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่…พี่ขอกินบ้างได้ปะ” นึกแล้วก็อดอิจฉาเพื่อนอย่างติณณภพไม่ได้ มีภรรยาคอยเอาอกเอาใจขนาดนี้ แต่ก็ยังทำตัวเย็นชาไม่รักษาน้ำใจเมีย

คอยดูเถอะ…ถ้าเมียเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไร้ค่าเมื่อไร ถึงเวลานั้นแล้วจะรู้สึก

หากแต่ว่าเรื่องนี้ศรัณย์ไม่ขอออกความคิดเห็นหรือสั่งสอนเพื่อนตัวดีหรอก เพราะเขาเองก็ใช้ชีวิตไร้สาระไปวัน ๆ ยังไม่จริงจังกับใครสักคนเหมือนกัน ขืนเสนอหน้าไปว่ามันจะเข้าตัวเองเปล่า ๆ

“ได้สิครับ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เจ้าจันทร์ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายไป ก่อนจะเดินหอบลูกมะพร้าวน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ได้มาใส่เอาไว้ในตะกร้าหน้ารถ อีกส่วนก็ใส่ถุงพลาสติกสีใสที่ใส่ใต้เบาะรถเอาไว้

“งั้นเจ้าจันทร์กลับบ้านยังไง ให้พี่ไปส่งไหม” ชายวัยสามสิบสี่ปีเอ่ยอาสา ดูท่าเจ้าจันทร์ค่อนข้างพะรุงพะรัง ดีไม่ดี…เดี๋ยวได้ไปล้มกลางทางอีก

“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้ครับ ไม่ต้องห่วง”

“โอเค งั้นก็ขับรถดี ๆ นะ เดี๋ยวพี่กลับก่อนแล้วกัน” ที่ศรัณย์ไม่รบเร้าเพราะเขาเองต้องรีบย่องเข้าบ้านก่อนที่มารดาจะเห็นเหมือนกัน และทำทีว่าตัวเองเพิ่งตื่น ถ้าไม่อย่างนั้นคงได้ถูกมารดาบ่นจนหูชา เขาอายุขนาดนี้แล้วมารดายังไม่เลิกตามบ่นเขาอีก พูดแล้วก็ได้แต่ทำใจ

“ครับ”

ศรัณย์ขับมอเตอร์ไซค์ออกไปแล้ว เจ้าจันทร์ก็หันกลับมาจับมะพร้าวที่ใส่เอาไว้ในถุงนั้นมาผูกเอาไว้ท้ายรถ แต่ในขณะเดียวกันก็มีรถมอเตอร์ไซค์ของใครบางคนมาจอดเทียบท่า พอเจ้าจันทร์เงยหน้าขึ้นมองก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายขึ้นมา เพราะเธอคือชบา

เจออีกแล้ว…หมู่บ้านรังกระโดนมันแคบเสียจริง ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เจอผู้หญิงคนนี้ตลอดเวลาเลย

ช่างเหม็นขี้หน้าเสียจริง

“ฮึ! กลางวันแสก ๆ ริมาอ่อยผู้ชาย คิดจะสวมเขาให้พี่ติณอย่างนั้นเหรอ นายเองมันก็ร่านดีเหมือนกันเจ้าจันทร์” ชบาพูดจีบปากจีบคอ เธอเบะริมฝีปากคว่ำด้วยความหมั่นไส้ในขณะที่ยังนั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์อยู่

เธอทันมาเห็นเจ้าจันทร์ยืนคุยอยู่กับศรัณย์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มปากจะฉีกไปถึงใบหู ไอ้เด็กนี่มันต้องอ่อยผู้ชายแน่ ๆ

สายตาที่มองอีกฝ่ายจึงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน กวาดมองเจ้าจันทร์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ภายในใจก็แอบคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีอะไรดีกัน ทำไมคนถึงได้สนใจมากถึงขนาดนี้ อ่า…ก็แค่เด็กแว้นทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ จะเอาอะไรมาสู้เธอที่เป็นถึงลูกสาวเจ้าของโรงงานกระดาษผู้ร่ำรวย แถมหุ่นออกจะอวบอั๋นอย่างนี้

“ช่วยไปเล่นที่อื่นเถอะ ผมไม่ว่างจะคุยด้วยหรอกนะ เพราะผมต้องเอามะพร้าวไปทำวุ้นให้พี่ติณกิน เอ่อ…พี่ติณต้องชอบมากแน่ ๆ เลย” ในเมื่อหลีกอีกฝ่ายไม่พ้น เจ้าจันทร์ก็พูดเน้นคำพูดโอ้อวดไปเสียเลย

เจ้าจันทร์เงยหน้าไปกระตุกยิ้มใส่หญิงสาวเพื่อเป็นการยั่วอารมณ์ เขารู้ดีว่าคนที่ชบาหมายปองนั้นไม่ได้มีเพียงแค่สามีของเขาคนเดียว ทว่ายังมีศรัณย์อีกคนที่จ้องจะจับ แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ

น่าสมเพชดีเหมือนกัน ทั้งอ่อย ทั้งยั่วขนาดนี้ ก็ยังไม่มีใครสนใจเลยสักคน โดยเฉพาะกับศรัณย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง ฟันสาว ๆ มาเกือบทั้งจังหวัด แต่ก็ยังไม่มีใครชายตามองชบาเลยสักนิด

“กินได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันล่ะสงสารพี่ติณจัง” ชบาจีบปากจีบคอพูดใส่

“สงสารตัวเองก่อนเถอะ เล่นอ่อยทั้งผัวชาวบ้าน แต่เขาก็ไม่เอา อ่อยเพื่อนผัว เขาก็ไม่เอา บางทีผมก็สงสารคุณเหมือนกันนะครับ สวยรวย โปรไฟล์ดีขนาดนี้ ผู้ชายยังไม่ชายตามองเลย เข้าใกล้เขาที เขาก็ทำเหมือนถูกของร้อน”

เพียงเท่านั้นคนถูกต่อว่าถึงกับนั่งไม่ติดเบาะรถ ชบาลุกขึ้นมาเดินดุ่ม ๆ ไปทางเจ้าจันทร์ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารัดลูกมะพร้าวไว้กับหลังเบาะรถมอเตอร์ไซค์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป