บทที่ 9 ตอนที่ 6 เจ้าจันทร์เอาใจสามี
ตอนที่ 6 เจ้าจันทร์เอาใจสามี
ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทเป็นเวลาที่ผู้คนกำลังหลับใหล หากแต่ว่าติณณภพนั้นกลับยังคงนั่งอยู่ภายในห้องทำงานของโรงสีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้านหน้าเป็นกองเอกสารกองโตที่เขายังตรวจสอบไม่เสร็จ ติณณภพยังคงทำงานหนักเช่นเดิม และไม่มีวี่แววว่าจะกลับบ้านไปนอนพักผ่อนกับครอบครัว เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการแต่งงานมาหมาด ๆ เลยด้วยซ้ำ
ติ๊ง!
เสียงข้อความดังขึ้น ทำให้ชายวัยสามสิบสี่ปีละงานในมือแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู กดเข้าหน้าแชตของเจ้าจันทร์
‘อย่าทำงานหักโหมนะครับ ดูแลสุขภาพตัวเองด้วย’
ทำงานหนักมาทั้งวันเพียงแค่อ่านข้อความของภรรยาในนามจนจบประโยค ก็ยกยิ้มข้างมุมปากด้วยความเผลอไผล แต่ชั่วครู่เดียวก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติเหมือนเดิม ราวกับว่าเขากำลังสะกดจิตตัวเองว่าต้องหงุดหงิดเสียอย่างนั้น
‘อืม’
ติณณภพเลือกตอบกลับไปสั้น ๆ แล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะเดินมาปิดไฟแล้วเดินออกจากห้องเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน จะว่ามันเป็นความเคยชินก็คงจะไม่ปฏิเสธ เพราะชีวิตเมื่อก่อนของเขามีแต่งานเท่านั้น และไม่ว่าจะกลับตอนไหนก็ก็ไม่มีคนโทรตาม ทว่าตอนนี้เขากลับลืมไปเสียสนิทว่าแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถึงจะไม่ได้รักไม่ได้ชอบเจ้าจันทร์สักเท่าไร แต่ก็ไม่ควรจะเมินเฉยแบบไร้เยื่อใยขนาดนี้
ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะกลับบ้านเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าโดนทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เดี๋ยวจะหนีเที่ยวเสียเปล่า ๆ ทิ้งไว้ห่างหูห่างตานาน ๆ ไม่ได้หรอกเจ้าจันทร์น่ะ
ติณณภพขับรถกระบะสี่ประตูกลับเข้ามาภายในบ้านไม้สักสองชั้นในช่วงเวลาสี่ทุ่มตรง บรรยากาศค่อนข้างเงียบ อีกทั้งไฟในบ้านก็เหลือเพียงไม่กี่ดวง ซึ่งป่านนี้คงจะหลับกันหมดแล้ว
สองเท้าชายหนุ่มวัยสามสิบสี่ปีเดินตรงเข้ามาภายในใต้ถุนบ้าน เขาถอดเสื้อคลุมลายสก็อตตัวนอกไปวางพาดเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ ๆ เอาไว้ แต่ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านนั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างเล็ก ๆ นอนขดอยู่บนแคร่ไม้ที่อยู่ใต้ถุนบ้าน ท่าทางที่หลับสนิทอย่างไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ
จะเรียกว่าหลับลึกหรือนอนเอาเป็นเอาตายดีล่ะ แม้แต่เสียงรถที่เขาขับเข้ามาอีกฝ่ายยังไม่ได้ยินด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้นภายในใจของติณณภพก็รู้สึกอุ่นวาบอย่างบอกไม่ถูก นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนรอเขากลับบ้านแบบนี้ และยอมรับว่ายังรู้สึกไม่ชินสักเท่าไร
เมื่อเห็นร่างเล็กที่นอนรออยู่ จากที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดก็เปลี่ยนทิศทางมายังคนที่นอนหลับอุตุแทน สายตาของเขามองไปยังเปลือกตาสีไข่ที่ปิดสนิท มือแกร่งกำลังยื่นไปสะกิดที่ข้างแขนอีกฝ่าย แต่ก็ต้องชะงักและชักมือกลับเพราะไม่อยากจะรบกวนคนที่หลับสนิท ก่อนที่เขาจะตัดสินใจช้อนร่างเล็ก ๆ อุ้มเดินขึ้นบ้านไป เขาวางร่างเล็กลงบนเตียงนอนอย่างแผ่วเบา เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะตื่น แล้วเอาผ้าห่มคลุมร่างเอาไว้
ซึ่งความเป็นจริงติณณภพจะปล่อยให้เจ้าจันทร์นอนตากน้ำค้างอยู่ด้านล่างก็ได้ ไม่เห็นจะต้องทำถึงขนาดนี้เลย
แต่ก็เอาเถอะ…เขาแค่ลองฝืน ๆ ทำหน้าที่สามีก็เท่านั้นแหละ ไม่ได้มีใจให้สักหน่อย อีกอย่างเขาไม่ใช่คนใจดำที่จะทิ้งให้เจ้าจันทร์นอนตากยุงอยู่ตรงนั้น
เจ้าของห้องหันกลับมาหยิบผ้าขนหนูสีขาวเดินไปอาบน้ำ ไม่นานก็เดินออกมาพร้อมชุดนอนเป็นเสื้อยืดสีขาว และกางเกงขายาวสีเทา วันนี้ค่อนข้างเหนื่อยมาก ทำให้เขาเดินมาล้มตัวลงตรงโซฟาที่อยู่ไม่ไกลเตียงนอนเช่นทุกวัน แม้จะค่อนข้างแคบไปเสียหน่อย แต่ในเมื่อเขากับเจ้าจันทร์ไม่ได้รักไม่ได้ชอบกัน ก็ควรจะนอนคนละเตียง ที่เขาต้องทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะรังเกียจเจ้าจันทร์หรอก แต่เขาคิดแทนเจ้าจันทร์ในวันข้างหน้าต่างหาก เพราะอีกฝ่ายยังเด็กมากเกินไป บางทีการตามจีบเขาไปเรื่อย ๆ อาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเบื่อและไปเจอคนใหม่ที่ถูกใจกว่าเขา คนที่มีเวลามากกว่าเขาก็ได้ หากเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็ยินดีจะเซ็นใบหย่าให้อย่างแน่นอน
ติณณภพคิดอะไรเรื่อยเปื่อยก็ผล็อยหลับไปในที่สุด เขาหลับทีหลัง แต่ตื่นก่อนในเวลาตีห้าตลอด ชายหนุ่มเดินลงมาด้านล่างเพื่อหากาแฟกินเฉกเช่นทุกวัน พลันสายตาเหลือบไปเห็นของบางอย่างในถังขยะตรงห้องครัว
แต่เขาจะไม่สนใจเลยหากในนั้นไม่มีเปลือกมะพร้าวจำนวนมากใส่อยู่ ทำให้เขานึกถึงคำพูดของเจ้าจันทร์ในตอนที่เอาวุ้นมะพร้าวไปให้เขาถึงโรงสี จู่ ๆ เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จึงหันไปถามป้าแม่บ้านที่เพิ่งเดินเข้ามา
“ป้าแดงครับ เปลือกมะพร้าวนี้…” ยังพูดไม่ทันจบ ป้าแดงก็แทรกขึ้นเสียก่อน
“ก็เมื่อวานคุณเจ้าจันทร์ทำวุ้นมะพร้าวให้คุณติณด้วยไงคะ”
“…”
“คุณเจ้าจันทร์น่ะ เป็นห่วงคุณติณมากเลยนะคะ เห็นว่าคุณติณทำงานเหนื่อย ๆ ก็เลยอยากจะลองทำวุ้นมะพร้าวไปให้คุณติณกิน จะได้รู้สึกสดชื่น”
หญิงวัยกลางคนพูดสาธยายไปเรื่อยตามความคิดของเธอ ทำให้ติณณภพแอบรู้สึกผิด และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเสียดายกับรสชาติวุ้นมะพร้าวที่คนอื่นได้ลองกิน แต่เขายังไม่ได้ชิมเลยสักคำเดียว
“อ๋อ…ครับ”
“ไม่ทราบว่าคุณติณชอบหรือเปล่า แต่ส่วนตัวป้าว่ารสชาติกำลังดีเลยนะคะ ไม่หวานจนเกินไป” ป้าแดงแกพูดออกมาตามความจริง ใบหน้าของเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดูภูมิใจในตัวเจ้าจันทร์มาก ทั้งที่ก็แค่ทำวุ้นมะพร้าวธรรมดาเท่านั้นเอง
“ของพวกนั้นผมไม่กินหรอกครับ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่” ติณณภพตอบเสียงเรียบ ซึ่งขัดกับสิ่งที่อยู่ภายในใจอย่างเห็นได้ชัดเจน
ทางด้านเจ้าจันทร์เพิ่งตื่นนอนและเดินลงมาอย่างเงียบเชียบ เขายืนอยู่ด้านนอกประตูห้องครัว ได้ยินบทสนทนาทุกอย่างที่คนเป็นสามีพูด จากที่เขาลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้ว ทว่าวันนี้สามีของเขากลับพูดจาตอกย้ำทำร้ายน้ำใจกันอีกทำไม
ไม่ชอบกินก็ไม่ต้องพูดก็ได้ เสียความรู้สึกชะมัดเลย
“พี่ติณอาจจะมองว่าการทำวุ้นมะพร้าวมันง่าย แต่สำหรับจันทร์มันยากทุกขั้นตอน ถ้าหากไม่ชอบหรือไม่อยากกินก็แค่บอกจันทร์ตรง ๆ เองครับ ไม่เห็นจำเป็นต้องตั้งใจทำวุ้นมะพร้าวของจันทร์ตกเลย อย่างน้อยถ้าพี่ติณไม่กินก็เอาไปให้หมาจรจัดข้างทางกินได้นะครับ”
เพียงเท่านั้นเจ้าจันทร์ก็เดินออกไปด้วยท่าทางแสนงอน ทางด้านติณณภพที่เห็นสายตาของร่างเล็กมองมาอย่างตัดพ้อตนเอง ก็ทำให้รู้สึกใจกระตุกขึ้นมาไม่น้อย ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าเขาร้อนใจแค่ไหน ในตอนที่เขากำลังจะเดินตามอีกฝ่ายไปนั้น สายตาก็หันไปสบเข้ากับป้าแม่บ้านที่มีสีหน้ากังวลใจไม่แพ้กัน เขาจึงเลือกที่จะหยุดอยู่ที่เดิม แล้วไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ ทำทีเป็นไม่สนใจว่าเจ้าจันทร์จะโกรธเคืองแค่ไหน ทั้งที่ภายในใจกลับร้อนรนจนยืนไม่ติดพื้นแล้ว
ทำไมมีเมียเด็กถึงเอาใจยากนักวะ เอ่อ…จะมาคิดมากทำไม อยากงอนก็งอนไปเลยสิ เขาไม่แคร์ไม่สนใจอยู่แล้ว
เจ้าของโรงสีวัยสามสิบสี่ปีขมวดคิ้วมุ่นแล้วเดินมาเปิดตู้เย็นเพื่อจะหาน้ำดื่มหวังจะให้รู้สึกสดชื่น สายตาก็เหลือบไปเห็นลูกมะพร้าวลูกหนึ่งที่วางเอาไว้ ก่อนที่จะหยิบมาแอบเปิดดู จึงรู้ว่าในนั้นมีวุ้นมะพร้าวใส่เอาไว้อยู่ ซึ่งรูปร่างหน้าตามันคล้ายกับที่เจ้าจันทร์ทำไปให้เขากินเมื่อวานไม่มีผิด หรือนี่จะเป็นของที่ทำเหลือเอาไว้อย่างนั้นเหรอ
ติณณภพกลืนน้ำลายลงเมื่อได้กลิ่นหอม เขาอยากจะหยิบวุ้นมะพร้าวลูกนั้นมากินเหลือเกิน แต่ทิฐิที่อยู่ในใจก็ค่อนข้างสูง ชายหนุ่มหันมามองหญิงวัยกลางคนที่กำลังล้างจานอยู่ทางด้านหลัง
“ป้าแดงครับ วุ้นมะพร้าวลูกนี้ของใครเหรอครับ”
“อ๋อ…เห็นคุณเจ้าจันทร์บอกว่าทำเผื่อคุณศรัณย์น่ะค่ะ แต่ว่ายังไม่ว่างเอาไปให้เลย”
คนฟังได้ยินก็พยักหน้ารับทราบ ทว่าภายในใจกลับแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไอ้เพื่อนเวรจะได้กินวุ้นมะพร้าวฝีมือของเมียเขา ทั้งที่เขาเองยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติเลยว่าเป็นอย่างไร
แต่ถ้าให้เดาก็คงจะหวานจนแสบไส้น่าดู หรือไม่ก็จืดชืดจนเหมือนน้ำล้างเท้า นี่แค่คิดก็รู้สึกไม่น่าทานเอาเสียเลย
“เอ่อ…ผมมีธุระจะไปหามันพอดีเลย เดี๋ยวผมเอาไปให้เองก็ได้” ติณณภพเอ่ยอาสา ทั้งที่วันนี้เขาเองก็มีงานค่อนข้างรัดตัวอยู่แล้วแท้ ๆ
“งั้นก็ดีเลยค่ะ รบกวนคุณติณด้วยนะคะ”
เพียงเท่านั้นช่วงสายของวัน หลังจากที่ติณณภพรีบอาบน้ำทานข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยก็เดินตรงเข้ามาในครัว และหยิบลูกมะพร้าวหิ้วขึ้นรถกระบะสี่ประตูอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้ก็เกรงว่าเจ้าจันทร์จะเดินมาเห็นเข้าเสียก่อน
ติณณภพมองวุ้นมะพร้าวในมืออย่างชั่งใจว่าจะจัดการอย่างไรดี เขาไม่ได้กินศรัณย์ก็ต้องไม่ได้กินเช่นกัน พลันความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวสมอง ชายหนุ่มเปิดฝามะพร้าว เมื่อเห็นวุ้นมะพร้าวสีใสเย็นเฉียบจึงเผลอกลืนน้ำลายตัวเองลงคอ
และท้ายที่สุด เขาก็เลือกหยิบช้อนพลาสติกที่เจ้าจันทร์ใส่ติดถุงมาด้วยนั้นเอาขึ้นมาตักเนื้อมะพร้าวเข้าปาก ด้วยรสชาติที่หวานไม่มาก ออกไปทางหอมกลิ่นน้ำมะพร้าว ทำให้เขาเผลอยิ้มข้างมุมปากด้วยความชอบใจโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ก่อนหน้าเพิ่งจะบอกว่ารสชาติคงจะกินไม่ได้แล้วแท้ ๆ
“ก็พอกินได้เหมือนกันนี่” ติณณภพบ่นพึมพำเบาๆ แต่ทว่ามือกลับตักวุ้นสีใสเข้าปากไม่หยุด รู้สึกตัวอีกทีก็เหลือเพียงแค่ลูกมะพร้าวเท่านั้น เขาวางลูกมะพร้าวลงข้างเบาะอย่างนึกอดเสียดายอยู่เหมือนกัน ที่ลูกมันเล็กมากถึงขนาดที่ทำให้เขากินไม่อิ่มเลย
“วุ้นมะพร้าวก็หมดแล้ว ทีนี้จะเอาอะไรไปให้ไอ้ศรัณย์มันกิน”
แต่แล้วติณณภพก็ตัดสินใจสตาร์ตรถยนต์ออกไปที่บ้านของศรัณย์ วันนี้เขาไม่ได้มีธุระอะไรหรอก จะมีก็แค่เอาวุ้นมะพร้าวมาให้อีกฝ่ายเท่านั้นแหละ แต่ในเมื่อมันหมดแล้วจะซื้อที่อื่นมาคืนก็ขี้เกียจขับรถเข้าตลาด ชายหนุ่มขับรถมาถึงบ้านของศรัณย์ ก่อนจะจอดรถยนต์เอาไว้ สายตาก็มองหาเพื่อนสนิท เมื่อเจอก็เดินเข้าไปหาพร้อมถือลูกมะพร้าวเปล่า ๆ ไปโยนให้เพื่อนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ในสวนข้างบ้านอย่างไม่ใส่ใจ
ตุบ!
“อะไรของมึงวะเนี่ย!” ศรัณย์เอ่ยถามด้วยความสงสัย มองดูกะลามะพร้าวที่มีเพียงแค่เปลือก ทั้งเนื้อทั้งน้ำมะพร้าวก็หายไปหมด แล้วจะให้เขาเอามาทำอะไร ให้เอากะลามาขอทานเหรอ บ้านกูยังไม่ได้อับจนถึงขนาดนั้นโว้ยไอ้เพื่อนเวร
“ซื้อมาฝาก อยากเอาไปทำไรก็เชิญ” ติณณภพตอบแบบขอไปที เขาไม่ได้ผิดคำพูดสักหน่อยว่าจะเอามะพร้าวมาให้ศรัณย์
“มึงเล่นเอามาให้กูแต่เปลือกแล้วกูจะกินยังไง น้องจันทร์อุตส่าห์ทำให้กูเลยนะเนี่ย” ทางด้านศรัณย์บ่นอุบ ดูก็พอรู้ว่าน่าจะเป็นวุ้นมะพร้าวที่ช่วยเมียเพื่อนปีนเก็บวันก่อน มือก็เปิดลูกมะพร้าวส่องดูเนื้อหรือน้ำมะพร้าวด้านในว่ายังมีหลงเหลืออยู่บ้างไหม แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง
หมับ!
ทว่าคนที่ได้ยินกลับควันออกหู เขายังไม่ทันบอกว่าเจ้าจันทร์เป็นคนทำแล้วมันรู้ได้ไง ติณณภพพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อของศรัณย์โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาแข็งกร้าวด้วยความเผลอไผล เพียงแค่ได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดถึงภรรยาตัวเองก็ทำให้บันดาลโทสะเกือบจะง้างหมัดต่อยเพื่อนไปแล้ว
“อะไรของมึงเนี่ยไอ้ติณ” ศรัณย์ขมวดคิ้วมองเพื่อนสลับกับลูกมะพร้าวที่กอดเอาไว้แน่นด้วยความไม่เข้าใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นติณณภพเป็นแบบนี้เลย ไม่รู้ว่าไอ้เวรนี่โดนตัวไหนมา ถึงทำให้อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ จนเขาตามไม่ทันแบบนี้
แม่ง เป็นวัยทองหรือเปล่าวะเนี่ย
“มึงรู้ได้ยังไงว่าเมียกูเป็นคนทำ”
ทีแบบนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเมีย ไม่เหมือนตอนที่แต่งงานใหม่ ๆ เลย ในตอนนั้นหน้างอคอหักเหมือนปลาทูแม่กลอง หรืออาการแบบนี้จะเป็นหมาหวงก้างกันนะ ตัวเองไม่รักไม่ชอบ แต่ก็ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งอย่างนั้นเหรอ
อ่า…ทำไมไอ้เวรนี่เห็นแก่ตัวสิ้นดี
“ก็กูไปช่วยน้องเจ้าจันทร์เก็บมาเมื่อวานไง”
“ไปตอนไหน ทำไมกูไม่รู้เรื่องเลย” เจ้าของโรงสีถามเสียงขุ่น ทำให้แรงกระชับคอเสื้อแรงและแน่นกว่าเดิม
“มึงจะรู้เรื่องเหี้ยอะไร วัน ๆ ทำแต่งาน ไม่เคยได้สนใจเมียเลยด้วยซ้ำ เมื่อวานกูขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน เห็นน้องเจ้าจันทร์กำลังปีนต้นมะพร้าว กูก็แค่อาสาไปช่วย”
“…”
“แต่จะว่าไปกูก็สงสารน้องเจ้าจันทร์เหมือนกันนะที่ได้มึงเป็นผัว เพราะถ้าเป็นเมียกูละก็…จะดูแลอย่างดีเลย ไม่ปล่อยให้ไปลำบากปีนต้นมะพร้าวเองแบบนั้นหรอก เพราะกูน่ะ…จะฟูมฟักแบบไข่ในหินเลย”
เมื่อศรัณย์เห็นติณณภพกำลังมีอารมณ์โทสะก็ยิ่งสนุก เขาพูดจายั่วยุใส่ไปเพิ่ม ดูสิว่าไอ้เวรนี่จะทำอะไรได้ ซึ่งในเมื่อทั้งหมดที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริงที่ว่า ติณณภพเอาแต่ทำงานไม่ได้สนใจเมียเลย
“นี่มึงกำลังตีท้ายครัวกูอยู่เหรอ”
“ก็เหี้ยละไอ้เวร! นี่กูเพื่อนมึงนะ ไม่ทำเรื่องอุบาทว์แบบนั้นหรอก คนเหี้ยอย่างมึงเป็นผัวที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ไว้ใจกูพอทน แต่ถ้าไม่ไว้ใจเมียนี่พอเลย น้องเจ้าจันทร์ดูคลั่งรักมึงขนาดนั้น เขาไม่ชายตามองกูหรอก ไอ้เวรนี่…มีสมองไว้กั้นหูชัด ๆ จ้องจะโบ้ยให้กูเป็นชู้กับเมียตัวเอง”
พลั่ก!
ติณณภพผลักเพื่อนออกห่าง ก่อนจะถอยหลังกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม แต่ก็ไม่วายตวัดสายตาไปมองเพื่อนตัวดีที่ยิ้มกรุ้มกริ่มยียวนเขาไม่เลิก
“มึงก็เลิกอคติได้แล้ว น้องเขาเคยเป็นเด็กแว้นก็จริง แต่ตอนนี้กูเห็นน้องเจ้าจันทร์ทำตัวดีจะตายไป”
“ดีตรงไหน ยังขับมอเตอร์ไซค์ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านไม่เลิกเลย”
“เอ้า ไอ้เวรนี่! มึงจะให้น้องเขาทำยังไง ถ้าไม่ให้น้องเจ้าจันทร์ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วจะให้เดินเหรอ บ้านเขาก็ไม่ได้รวยเหมือนบ้านของมึงนะ จะได้ซื้อรถคันใหม่มาขี่น่ะ”
“…”
“มึงลองเปิดใจมองน้องเจ้าจันทร์ใหม่เถอะ มึงต้องเห็นเวลาน้องเขาตกต้นมะพร้าวเพื่อพยายามเอามาทำวุ้นให้มึงกิน น่าสงสารจะตายไป”
เมื่อได้ยินความมุมานะของภรรยาที่พยายามปีนต้นมะพร้าวจนเจ็บตัวเพื่อเขา ทำให้แววตาคู่คมกระตุกวูบไหว แอบสำนึกผิดมากพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามปั้นหน้าให้เป็นปกติที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างไม่ให้เพื่อนตัวดีรู้ ว่าเขานั้นกำลังอ่อนไหวกับความใส่ใจของภรรยาตัวจ้อยคนนั้น
“ตกแค่นั้นไม่เจ็บหรอกมั้ง”
“มึงเป็นผัวแท้ ๆ แต่มาถามกู หรือจะให้กูไปดูแลแทนไหมล่ะ บอกได้เลยนะ”
เป็นอีกครั้งที่ติณณภพกำลังง้างเท้าไปถีบเพื่อน หากแต่ว่าศรัณย์ว่องไวรีบเอี้ยวตัวหลบได้ทัน แล้วไปนั่งตรงเก้าอี้ที่อยู่ไกล ๆ หน่อย ก่อนจะยกยิ้มตั้งใจกวนประสาทไม่เลิก หวงแต่ปากแข็งเป็นหินเลยมึง
“แล้วมานี่มีเรื่องแค่นี้เหรอ” ศรัณย์เอ่ย
“จะถามเรื่องรีสอร์ต มึงทำมาจะครบปีได้แล้วมั้ง กูจะเปิดให้บริการได้เมื่อไหร่”
“ใกล้จะเสร็จแล้ว มึงเข้าไปดูด้วยว่าจะต่อเติมตรงไหนอีกหรือเปล่า” ศรัณย์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง อีกทั้งยังขายอุปกรณ์ก่อสร้างตั้งอยู่ในตลาด ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร แต่ก็มีงานเข้ามาตลอด ซึ่งงานล่าสุดก็เป็นการสร้างรีสอร์ตที่อยู่ไกลจากโรงสีของติณณภพประมาณสองกิโล เพราะที่ดินตรงนั้นมีทั้งแม่น้ำ มีทั้งสวนดอกไม้ เพื่อเอาไว้รองรับลูกค้าที่จะมาพักผ่อนหย่อนใจและดูบรรยากาศบ้าน ๆ อันแสนสดชื่น
“เออ…เท่าไหร่ก็แจ้งบิลมาเลย เดี๋ยวจะโอนให้”
“เก็บเกินได้ไหม แบบไม่ต้องออกบิล” ศรัณย์เอ่ยถาม อย่างที่บอกว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนดีสักเท่าไร เพราะถ้าหากออกบิลให้ลูกค้าก็จะโกงเงินของมารดาไม่ได้ แบบนี้จะไปพอเปย์สาว ๆ ได้อย่างไรกันเล่า
“เอาที่มึงสบายใจ”
“ต้องงี้ดิวะเพื่อนรัก” ผู้รับเหมารูปหล่อเข้ามานั่งเบียดไหล่เพื่อนเพื่อเป็นการหยอกเย้า พลางตบบ่าเบา ๆ
“แบบนี้ต้องมีโปรโมชันให้กูด้วยนะ แบบว่าเหมาห้องรายปีอ่า เพราะว่ากูจะต้องพาสาวไปเล่นจ้ำจี้ทุกวันไม่ซ้ำหน้า”
“กูไม่รับมึงหรอก เปลืองแม่บ้านเก็บคราบคาวของมึง”
“กูเพื่อนมึงนะไอ้ติณ” ศรัณย์บ่นอุบอิบอีกหลายคำ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเพื่อนตัวดีเอาเรื่องรีสอร์ตมาอ้าง
เพียงเท่านั้นติณณภพก็เดินออกมาจากบ้านของศรัณย์ ซึ่งการที่เขามาบ้านของศรัณย์ก็มีแค่เรื่องวุ้นมะพร้าวของเจ้าจันทร์จริง ๆ ส่วนเรื่องการปลูกสร้างรีสอร์ตก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น
ในขณะที่ติณณภพขับรถยนต์กลับโรงสีข้าว สายตาก็เหลือบไปเห็นร้านขายน้ำชานมไข่มุกตั้งอยู่ข้างทาง จู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เท้าก็เหยียบเบรกกะทันหันจนเกิดเสียงล้อเสียดสีกับถนน
หลังจากที่จอดรถสนิทแล้วชายวัยสามสิบสี่ปีก็เดินลงไปยังร้านน้ำ ซึ่งรอต่อคิวอยู่นาน สุดท้ายก็ได้ชาไทยกลับมาแก้วหนึ่ง ก่อนจะรีบกลับมาบ้านทันที
“อะไรเหรอครับ” เจ้าจันทร์มองแก้วชาไทยตรงหน้าที่สามียื่นมาให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แพ้แก้วชาเย็นเช่นกัน ใบหน้าหวานขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง
“ซื้อมาให้ รับไปสิ” คนโตกว่าเอ่ยเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเคอะเขิน
“แม่บังคับให้ซื้อมาเหรอครับ” เจ้าจันทร์หมายถึงคุณนายพิณทองอาจจะบังคับให้ติณณภพซื้อมาให้เขา แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไร นั่นก็ถือว่าเป็นคำตอบที่แน่ชัดอยู่แล้ว
อ่า…เอาเถอะ ในเมื่อซื้อมาแล้ว ถ้าไม่รับก็จะเสียของเปล่า ๆ
เจ้าจันทร์รับชาไทยเย็น ๆ มาดูดเข้าปาก ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่ด้วยอาการที่ตกต้นมะพร้าวเมื่อวานทำให้ฟกช้ำ เขาจึงเดินกะเผลกเข้ามานั่งลงบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน ติณณภพเห็นแบบนั้นก็เดินตามมาติด ๆ
“ไปทำอะไรมา” ทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่เขาต้องการรู้ว่าเจ้าจันทร์จะบอกความจริงกับเขาหรือเปล่า
“จันทร์แค่สะดุดล้มนิดหน่อยครับ ไม่เป็นอะไรมากหรอก”
นั่นไง…แค่พูดความจริงมันจะตายหรืออย่างไรเจ้าเด็กนี่
แต่แล้วร่างสูงใหญ่ก็เลือกนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาจับข้อเท้าเล็ก ๆ ดูเห็นเป็นรอยแดง
และใช่…เจ้าจันทร์ไม่ได้เจ็บแค่บริเวณบั้นท้าย เพราะเมื่อวานก้าวเท้าผิดท่าทำให้ข้อเท้าพลิกเล็กน้อย
ทางด้านเจ้าจันทร์ตกใจรีบดึงข้อเท้ากลับ หากแต่ว่าถูกคนเป็นสามีรั้งเอาไว้ ติณณภพใช้บริเวณฝ่ามือคลึงนวดอย่างแผ่วเบา คนถูกเอาใจมองการกระทำของสามีอย่างเผลอไผล ทำให้ลืมเรื่องของเมื่อวานที่อีกฝ่ายทำวุ้นมะพร้าวตกพื้นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงของหัวใจที่เต้นระรัว มันดังจนเขากลัวว่าติณณภพจะได้ยินเสียด้วยซ้ำ
ทำไมวันนี้ติณณภพอ่อนโยนกับเขาจัง
นี่เขาตกหลุมรักสามีรอบที่ล้านแปดอีกแล้วเหรอเนี่ย
ทางด้านติณณภพเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาคู่กลมของคนเป็นภรรยา ทำให้ทุกอย่างรอบข้างหยุดนิ่ง อยู่ ๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มก็ดึงดูดสายตาของเขาให้หลุดเข้าไปอยู่ในภวังค์ ทว่าเพียงชั่วครู่เดียวเขาก็สะบัดศีรษะและเสหน้ามองไปทางอื่น แล้วถอยหลังหยัดกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรมากเลย แค่ข้อเท้าแดงนิดหน่อยเอง ทำเป็นสำออยไปได้ เอาไว้เดี๋ยวฉันให้คนงานไปซื้อยามาให้ก็แล้วกัน”
“อ้าว!” คนปากเสียก็ยังเป็นคนปากเสียอยู่ดี เจ้าจันทร์ได้แต่คิดอยู่ในใจ
เพียงเท่านั้นเจ้าของโรงสีผู้ร่ำรวยก็เดินขึ้นมาบนห้องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อหัวสมองเอาแต่นึกถึงใบหน้าหวานของอีกฝ่ายที่อยู่ในระยะใกล้จนหายใจรินรดใส่กัน
ไม่เห็นจะน่ารักเลย
ไม่เห็นจะน่าสงสาร
และนี่คือคำสั่งที่เขาพยายามจะสะกดจิตตัวเอง
