บทที่ 4 ตอนที่ 4

ที่เรือนรับแขกหลังเล็ก

อาหารคาวหวานถูกตระเตรียมเอาไว้เพียบพร้อม ที่โต๊ะใกล้ๆ กับสวนดอกไม้ ซึ่งไรอันให้เหตุผลในการเลือกตั้งโต๊ะบริเวณนั้นว่าบรรยากาศยามเย็นของสวนดอกไม้ที่คฤหาสน์แห่งนี้ สวยงามราวกับสวนสวรรค์ที่ถูกเนรมิตขึ้นบนดิน

สวนที่สร้างขึ้นด้วยความรักของพ่อที่มีต่อแม่ มีกุหลาบหลากสีสันหลายสายพันธ์ เป็นสวนที่เปรียบเสมือนบ้านและถิ่นที่อยู่อาศัยของเหล่าผีเสื้อและภู่ผึ้งจำนวนมาก บินวนเวียนมาทายทักทายเกสรอันฉ่ำหวานของมวลดอกไม้มิเว้นวัน

“Heaven on earth” คือคำเปรียบเปรยที่ไรอันใช้เรียกสวนดอกไม้แห่งนี้ ซึ่งนมช้อยมักจะได้ยินบ่อยๆ

“คุณท่านคีรีได้ฝากให้ผมจัดการเรื่องรับตัวเด็กมาอุปการะ เอ่อ...ถ้าคุณไรอันพร้อม ผมจะดำเนินการเรื่องไปรับตัวเด็กมาเลยนะครับ”

คุณประภาษขออนุญาต

“เรื่องนี้เช่นกัน ที่ผมตั้งใจนัดคุณประภาษมาคุยในค่ำนี้”

กล่าวพลางเดินนำไปที่โต๊ะอาหารตรงหน้า

เป็นโต๊ะทรงกลมเล็กที่จัดไว้อย่างจงใจให้ใกล้ชิดและเป็นกันเอง

บรรยากาศรายรอบจึงดูผ่อนคลายลงไปมาก

“ผมเดาได้ว่าคุณไรอันคงสงสัยเช่นกัน ถึงความเป็นมาของเด็กสาวคนนี้”

“คุณประภาษกล่าวเหมือนรู้ใจผม”

ไรอันเอ่ย

“ต้องขอโทษด้วยที่มีความจำเป็นให้ต้องปิดบังคุณไรอันมาจนถึงวันนี้”

ทนายประภาษเริ่มเกริ่น

“ซึ่งเป็นเพราะความประสงค์ของคุณคีรี ซึ่งคุณคีรีเองก็เพิ่งทราบเรื่องเด็กสาวคนนี้เพียงเดือนเดียว และก่อนหน้าที่ท่านจะเสียชีวิตได้ไม่นาน ท่านสั่งให้ผมร่างพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาทันที จะว่าไปก็เหมือนเป็นลางสังหรณ์ก่อนที่ท่านจะมาเสียชีวิต ต้องขอโทษจริงๆ ที่ผมจำต้องปิดบังเอาไว้”

คุณประภาษเอ่ยขอโทษอีกครั้ง

“ข้อนั้นผมเข้าใจ ที่ต้องปิดบังเอาไว้เป็นเพราะคุณประภาษได้สัญญาไว้กับคุณพ่อ”

ไรอันชำเลืองไปยังนมช้อยที่เดินยิ้มหน้าชื่นเข้ามาช้าๆ

“เชิญคุณไรอันกับคุณทนายกับที่โต๊ะอาหารเลยค่ะ”

นมช้อยกล่าว

“เชิญครับ”

ไรอันผายมือไปที่โต๊ะอาหาร

เป็นสัญญาณเชื้อเชิญ ซึ่งมีอาหารน่ารับประทานหลายอย่างเรียงรายรออยู่ตรงหน้า

ภายหลังจากเวลาครู่ใหญ่ๆได้ถูกใช้ไปบนโต๊ะอาหาร 

ไรอันกวาดสายตามองหาสาวใช้ที่เดินเข้ามารับคำสั่งเบาๆ จากคนเป็นนาย ก่อนจะเดินลับกลับเข้าไปในบ้านอย่างรู้จังหวะ  และกลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับโรมานี กองติ  (Romani Conti) ไวน์ฝรั่งเศสชื่อก้อง หมักบ่มใน ปี ค.ศ.1970  ราคาขวดละเกือบแสน 

เพราะไรอันรู้ว่ามันจะช่วยให้บรรยากาศในการสนทนาตามประสาผู้ชายเป็นไปอย่างออกรสชาติ

ครู่เดียวไวน์ที่ถูกเก็บเอาไว้ภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาก็ถูกรินลงแก้วใสใบบางตรงหน้าคุณทนาย  กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมัน ลอยอวลไปทั่วโต๊ะอาหาร เรียกความกระหายให้กับปากคอได้อย่างเหลือเชื่อ

“เชิญครับ” ไรอันกล่าว

“ขอบคุณครับ”

ทนายประภาษจับที่ก้านแก้วอย่างคนที่คุ้นเคยกับไวน์ เหมือนรู้ว่าอุณหภูมิที่ฝ่ามือจะทำให้รสชาติของไวน์เปลี่ยนแปลงไป

พลางหันไปสบตาไรอันด้วยแววตาครุ่นคิด

หมุนไวน์เบาๆไปมา 4-5 รอบ สูดกลิ่นหอมของมันแรงลึก จิบเบาๆเข้าไปหนึ่งอึก กำซาบรสชาติของมันด้วยการทิ้งค้างเอาไว้ในปาก 3-4 วินาที กลั้วเอาไว้ใต้ลิ้นเบาๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยให้มันละเลียดลงสู่ลำคออย่างมีศิลปะ สมกับที่ไรอันให้เกียรติรับรองมื้อค่ำด้วยการเปิดไวน์ราคาขวดละเกือบแสน

“คิดอยู่แล้วเชียวว่าคุณไรอันต้องอยากรู้เรื่องเด็กผู้หญิงคนนี้?”

ทนายประภาษทำสีหน้าครุ่นคิด

ก่อนที่ไวน์แก้วที่สองจะละเลียดลงลำคอตามไปติดๆ

“ในฐานะผู้ปกครอง ก็เป็นสิ่งที่ผมควรจะรู้ไม่ใช่หรือครับ?”

ไรอันลูบคาง พลางคิด

ทนายประภาษทอดสายตาไปทางสวนดอกไม้สะพรั่งที่ข้างคฤหาสน์ มองไปล่เลยไปที่ริ้วเมฆอาบแสงอาทิตย์ขลิบทองเมื่อใกล้ค่ำอย่างครุ่นคิดเช่นกัน

ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับเด็กสาวที่ไรอันอยากรู้

“ เด็กผู้หญิงคนนี้ชื่อว่า ‘ทอรุ้ง’ ครับ”

ทนายประภาษเริ่มเผยความลับที่เก็บเอาไว้นาน เป็นความลับที่ไรอันรอฟังอย่างตั้งใจ

ตอนที่ 2

เด็กสาวคนนี้ชื่อว่า ‘ทอรุ้ง’ ตอนนี้เธออายุได้ 18 ปี กำลังจะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เธอเป็นลูกสาวเพื่อนของคุณคีรี

“เป็นลูกสาวของเพื่อนคุณพ่อ?” หัวคิ้วเข้มของไรอันขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย

ไรอันทวนคำเหมือนไม่เชื่อ เมื่อคำตอบต่างไปจากที่ตนคาดเดาเอาไว้

“ใช่ครับ...ทีแรกผมเองก็คิดว่าทอรุ้งเป็นลูกสาวของคุณท่านที่เกิดกับผู้หญิงอื่น...เอ่อ” ทนายประภาษอึกอักเล็กน้อย  

“ต่อครับ” ไรอันเอ่ย

สีหน้าเปิดทางให้ทนายประภาษเล่าได้เต็มที่

แววตาของคุณประภาษผ่อนคลายขึ้นมาก ภายหลังจากไวน์แก้วที่สามและสี่ละเลียดลงลำคอ จึงเริ่มเล่าต่อจนสิ้นสงสัยแก่ไรอัน

ทอรุ้งเป็นลูกสาวของผู้หญิงที่ชื่อ รำเพย ที่เกิดกับพ่อที่ชื่อ วศิน ซึ่งมีฟาร์มเล็กๆอยู่ที่ปากช่อง ฟาร์มที่เป็นมรดกของครอบครัวที่ตกทอดมาถึงวศิน ซึ่งวศินเองก็จำต้องรับเอาไว้ทั้งมรดกและหนี้สินก้อนใหญ่ไปพร้อมๆกันในฐานะทายาทคนเดียวของครอบครัว 

แต่ด้วยจำนวนหนี้สินที่มากเกินกว่ามูลค่าของทรัพย์สินและผลผลิตที่ไม่แน่นอนของฟาร์ม ทำให้วศินและรำเพยต้องเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาอย่างยากลำบาก ทั้งคู่ทนแบกภาระหนี้สินกันมาอย่างไม่ย่อท้อ ท่ามกลางผืนดินที่แล้งระแหงเกินกว่าจะเพาะปลูกพืชใดๆได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป