บทที่ 6 ตอนที่ 6
ที่ฟาร์มร้าง…บ้านของทอรุ้ง
บ้านที่ทอรุ้งอาศัยอยู่กับยายเป็นเพียงบ้านไม้หลังเล็กๆ อยู่ที่ท้ายฟาร์มซึ่งมีเนื้อที่ไม่กว้างขวางนัก
ความแห้งแล้งยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็นในแปลงพืชผักที่ยืนต้นตาย ต้นหญ้าที่แลเห็นล้วนเหี่ยวเฉาเพราะดินที่ขาดน้ำ สีน้ำตาลของความแห้งแล้งเข้าจับจองไปทั่วทั้งผืนฟาร์ม ต้นไม้รายรอบฟาร์มเหยียดกิ่งก้านทิ้งใบสีน้ำตาลร่วงระลงทับถมอยู่ภายใต้ลำต้นสูงใหญ่ ก้านกิ่งที่แทบไม่หลงเหลือใบ…มองเห็นไกลๆ เหมือนคนที่กำลังชูมือตะเกียกตะกายร้องขอความช่วยเหลือ
เหมือนต้นไม้เหล่านั้นรู้ดีว่าแม้พยายามหยั่งรากลงไปค้นหาน้ำเพียงน้อยนิดที่อาจจะหลงเหลืออยู่ภายใต้ผืนดิน ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า เช่นเดียวกับความแร้นแค้นในชีวิตของสองยายหลานที่สะท้อนอยู่ในกิ่งก้านของต้นไม้ที่กำลังจะยืนต้นตายไปพร้อมๆ กับพืชผักที่กลางฟาร์ม
“คุณลุงมาหาใครคะ?”
เด็กสาวใบหน้าสะสวย เอ่ยถามขึ้นก่อน
“ลุงมาหาเด็กสาวที่ชื่อทอรุ้ง”
ทนายประภาษตอบ ทันทีที่เดินเข้าไปถึงบ้าน
“หนูคือคนที่คุณลุงกำลังถามถึงค่ะ”
ทอรุ้งตอบคำถามด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ประกายในดวงตาคมสวยนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
‘ไม่ผิดคนแน่!’ ทนายประภาษคิดในใจ
จ้องมองดวงตากลมโตของเด็กสาว ดวงตาซึ่งไม่อาจซุกซ่อนประกายเศร้าที่ทอดทอออกมาจากความรู้สึกเบื้องลึก
ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตในวัย 18 ปีของเด็กสาวบ้านนอกที่ถูกบ่มเพาะมาด้วยไอดินกลิ่นแดดและสายลมกลางทุ่งกลางฟาร์ม จะมีหน้าตาที่สะสวยงดงามจนน่าตกตะลึง รูปร่างหน้าตาของทอรุ้งช่างงดงามเหมือนนางฟ้ากลางป่าเขา เส้นผมสีดำละเอียดราวแพรไหม ยาวสยายประบ่า แผ่ไปคลุมที่ด้านข้างของเนินไหล่ลาด ทอรู้มีผิวที่ไม่ขาวซีด หากเป็นสีของน้ำผึ้งจาง ผิวพรรณของเด็กสาวดูบอบบาง ละเอียดลออ สะอาดสะอ้านอวบอัดไปทุกสะอางองค์
ทนายประภาษนึกชื่นชมอยู่ในใจ
พวงแก้มของเด็กสาวมีสีชมพูระเรื่อ เปล่งปลั่งเหมือนสีชมพูของผลแก้วมังกรที่สะท้อนอาบพวงแก้ม ริมฝีปากเป็นสีชมพูอิ่มเต็มไปทั้งบนและล่าง คิ้วโค้งสวยเหมือนเมคอัพอาร์ติสฝีมือขั้นเทพบรรจงวาดเอาไว้ กรามได้รูปโค้งลงมารับกับคางและคอระหง ในดวงตารียาว แลเห็นจุดสีดำขลับกรอกไปมาตรงกลางตาขาว ภายใต้แพขนตาระยับมีหยาดแววแห่งชีวิตชีวาที่วาบวับอยู่ในดวงตาคมประกายคู่นั้น
“พวกคุณเป็นใคร...และมีธุระอะไรกับหนูหรือคะ?” หญิงสาวถาม แม้จะแสดงออกด้วยกิริยามารยาท
อันควร ทว่าทอรุ้งก็ยังไม่ไว้วางใจในความเป็นคนแปลกหน้าของคุณทนายและลุงชิตที่เพิ่งเจอกันได้ไม่กี่นาที
ธุระอันใดกันหนอที่ทำให้คนพวกนี้ขับรถฝ่าถนนที่เกรอะกรังไปด้วยก้อนหินและดินลูกรังจนรถตู้สีขาวมีฝุ่นสีแดงจับไปทั่วทั้งคัน ทอรุ้งได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจด้วยแววตาสงสัย
“เรื่องมันค่อนข้างสลับซับซ้อน ฉันขอเวลาอธิบายสักครู่”
ทนายกล่าว
“ค่ะ”
เด็กสาวพยักหน้ารับ
“เอ่อ...จะเป็นการดี ถ้าจะให้ยายของหนูรับรู้ในเรื่องนี้ด้วย”
ทนายประภาษแนะ
“ยายป่วยหนัก...ตอนนี้ยายอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ”
หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า คุณประภาษลอบถอนใจเบาๆ ด้วยความสงสาร ก่อนจะเริ่มอธิบายเรื่องราวที่มีความซับซ้อน ทอรุ้งนิ่งฟังอยู่พักใหญ่
แม้มีบางช่วงบางตอนที่เด็กสาวรู้สึกไม่เข้าใจว่าเหตุอันใดทำให้คุณคีรีที่เธอเองไม่เคยรู้จัก ต้องยื่นมือเข้ามา แสดงความปรารถนาดีต่อชีวิตของเธอถึงเพียงนี้
ทว่าในวันที่ชีวิตไม่เหลือทางเลือกใดๆ เอาไว้ให้กับเธอ การยื่นมือเข้ามาของคุณประภาษในฐานะตัวแทนของคุณคีรีผู้ล่วงลับก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนเชือกลงไปในทะเลที่เธอกำลังลอยคอเคว้งคว้างแหวกว่ายกระแสน้ำอย่างสิ้นหวัง
เมื่อชีวิตมีโอกาสจะได้กลับขึ้นไปยืนบนฝั่งอีกครั้ง…เธอจะไม่คว้าเชือกเส้นนั้นเอาไว้เชียวหรือ?
หญิงสาวรำพึงในใจและตั้งคำถามให้กับตัวเอง
ในวันที่ชีวิตแทบจะไม่เหลือใคร นอกจากยายคนเดียวที่นอนป่วยหนัก…ด้วยอาการเป็นตายเท่ากันอยู่ที่โรงพยาบาล
“ตกลงค่ะ”
ทอรุ้งรับปากคุณประภาษอย่างไม่เรื่องมาก ด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก เมื่อนึกถึงโอกาสทางการศึกษาตามที่คุณทนายได้อธิบายให้ฟังตามที่พินัยกรรมระบุไว้ เพราะทอรุ้งเองก็เป็นเด็กที่รักเรียนและมีผลการเรียนดีเยี่ยมมาตลอด
แม้จะตัดสินใจไปแล้ว ทว่าหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่อยากจะนำเรื่องที่ถือว่าเป็นข่าวดี และถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิตไปบอกให้ผู้เป็นยายได้รับรู้ เพราะเธอเชื่อว่ายายจะต้องดีใจและอนุญาตอย่างแน่นนอน
ทว่าเมื่อไปถึงโรงพยาบาล หญิงสาวก็ต้องเจอกับความเศร้าและความสูญเสียอีกครั้ง
เมื่อพบว่าผู้เป็นยายซึ่งญาติคนเดียวและคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่… ได้สิ้นลมหายใจลงแล้ว ก่อนหน้าที่เธอจะมาถึงเพียงชั่วอึดใจ
