บทที่ 13 กลับมาเพื่อดูแล

“ลองจานนี้ดูสิ” ปรเมศวร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เมื่อพนักงานเสิร์ฟวางอาหารจานแรกพรีเซนเทชันสวยงามลงบนโต๊ะ เขาส่งยิ้มบางๆ พลางเลื่อนจานสเต๊กเนื้อปลาสีนวลกรุ่นกลิ่นสมุนไพรเคียงคู่กับขนมปังแป้งแบนเนื้อนุ่มมาตรงหน้าเธอ

“ทานอะไรสักหน่อยเถอะพลอย จะได้เรียกน้ำย่อย”

พลอยนภัสพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เธอบิขนมปังและตักปลาเข้าปากเพียงสองสามคำ ก่อนจะเริ่มเขี่ยชิ้นปลาในจานไปมาอย่างใจลอย ความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้รสชาติอาหารที่ควรจะเลิศรสกลับจืดชืดไม่ต่างจากกระดาษ

ปรเมศวร์ลอบสังเกตท่าทีนั้นเงียบๆ เขาเห็นนิ้วเรียวที่ถือส้อมเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย และแววตาที่หม่นแสงลงของหญิงสาวตรงหน้า จนในที่สุดเขาก็วางช้อนของตัวเองลง

“เป็นอะไรไป... อาหารไม่ถูกปาก หรือว่าไม่หิว?”

“ฉัน... ฉันแค่กังวลเรื่องเพชรค่ะ” พลอยนภัสสารภาพด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบขาดหาย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและเหนื่อยล้า

“ฉันกลัวว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง”

ปรเมศวร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั้น แววตาของเขาที่เคยดูนิ่งสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและร้อนแรงขึ้นมาฉับพลัน มันคมปลาบราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดผ่านทุกอุปสรรคเพื่อเธอ

“ฉันให้สัญญา...” เขาย้ำคำด้วยกระแสเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยอำนาจ

“ฉันรับรองว่าน้องชายของเธอจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน และใครก็ตามที่มันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้... มันจะต้องชดใช้อย่างสาสม”

คำยืนยันของเขามาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจ้องเขม็งมาที่เธออย่างมีความหมายลึกซึ้ง พลอยนภัสรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง ความร้อนแรงจากสายตาของเขาทำให้เธอหายใจติดขัด มันไม่ใช่แค่คำสัญญาจากผู้มีพระคุณ แต่มันคือการประกาศอาณาเขตและความเป็นเจ้าของที่เขามีต่อเธอ... เป็นความมั่นคงที่ทำให้เธอหวาดกลัวและโหยหาไปพร้อมๆ กัน

“ขอบคุณค่ะคุณเมศวร์...” เธอพึมพำหลบสายตาที่ดูเหมือนจะแผดเผาเธอได้ทุกเมื่อ

“ทานต่อเถอะ พลอย” เขาเปลี่ยนสีหน้ากลับมาอ่อนโยนลงหนึ่งระดับ แต่ยังคงจ้องมองเธอไม่วางตา “หลังจากนี้... เธอมีหน้าที่แค่เชื่อใจฉันเท่านั้นก็พอ”

พลอยนภัสไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะน้ำเสียงหรือคำพูดของเขากันแน่ที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงจนต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ปรเมศวร์ในวันนี้ช่างต่างจากที่เธอเคยรู้จัก เขาทำให้เธอทั้งกระวนกระวายและทำตัวไม่ถูกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในจังหวะที่เธอยกขาขึ้นไขว่ห้าง หัวเข่าของเธอกลับไปสัมผัสถูกขาของเขาโดยบังเอิญ แม้จะรีบชักเท้ากลับทันที แต่กระแสความร้อนวูบวาบกลับแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทั้งความขัดเขินและหยิกแกมหยอกในใจทำให้เธอทำหน้าไม่ถูก

ดูเหมือนโต๊ะตัวนี้จะเล็กเกินไป บรรยากาศรอบกายก็สลัวรางและเต็มไปด้วยความอึดอัดจนหายใจลำบาก โชคดีที่อาหารจานใหม่ถูกลำเลียงเข้ามาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง พลอยนภัสหวังเพียงว่ามันจะช่วยดึงความสนใจของชายหนุ่มไปจากเธอได้บ้าง

หญิงสาวลอบถอนหายใจเมื่อเห็นเขาเริ่มตั้งหน้าตั้งตารับประทานอาหารตรงหน้า เธอหวังจะใช้ช่วงเวลานี้รวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมา แต่แล้วปรเมศวร์ก็ทำลายความเงียบและโยนความกดดันกลับมาให้เธออีกครั้งด้วยคำสั่งสั้นๆ

“ฉันอยากให้เธอป้อน...” น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและจริงจังจนพลอยนภัสหน้าร้อนผ่าว เธอจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างโทสะและการถูกท้าทาย

“มือคุณเป็นอะไรไปหรือคะ?” เธอถามกลับเสียงแข็ง พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา

“ไม่ได้เป็นอะไร... แต่เธอแค่ต้องทำตามที่ฉันบอก”

“พนักงานที่นี่จะเห็นเอาได้นะคะ แล้วถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูภรรยาคุณ... คุณจะว่ายังไง” หญิงสาวรีบเตือนสติเขา หวังว่าสถานะชายแต่งงานแล้วจะทำให้เขาหยุดพฤติกรรมคุกคามนี้

“แต่ตอนนี้เธอทำงานให้ฉัน” เขาแทรกขึ้นเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ

“และในฐานะผู้ช่วย... เธอก็แค่ต้องทำหน้าที่ป้อนอาหารให้เจ้านาย มันแปลกตรงไหน?”

พลอยนภัสเชิดหน้าขึ้น จ้องมองนัยน์ตาคมกริบนั้นด้วยความเดือดดาล เธอรู้ดีว่าปรเมศวร์กำลังสนุก... เขาสนุกกับการได้ใช้มวลอำนาจที่มีบีบคั้นให้เธอจำนน ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาว สายตาเจ้าเล่ห์ดั่งผู้ชนะทอดมองเธออย่างเหนือกว่า

“เธอก็น่าจะรู้ดีนี่พลอย... ว่าจริงๆ แล้วฉันต้องการอะไรจากเธอ”

“ฉันยอมสอนหนังสือให้หลานคุณในช่วงที่ฉันฝึกงานอยู่ที่นี่เท่านั้นค่ะ!” เธอโต้แย้งทันควัน

“แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันต้องยอมทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปพร้อมกัน!” ปรเมศวร์นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยประกายความร้อนและอารมณ์บางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป