บทที่ 14 ฉันทำไม่ได้
“นี่ฉันทำให้เธอไม่พอใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” พลอยนภัสกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ เธอพยายามสะกดกลั้นใจไม่ให้ยกแก้วน้ำขึ้นทุ่มใส่ศีรษะที่โอหังนั่น พลางเบือนหน้าหนีไปมองแสงไฟระยิบระยับนอกหน้าต่างเพื่อดับโทสะ
“คุณทำให้ฉันรู้สึกแย่ค่ะ...” เธอพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความอัดอั้น
“คุณพยายามบังคับให้ฉันทำเหมือนเมื่อสามปีที่แล้วไม่มีผิด”
“ก็นั่นคือตอนที่เรายังอยู่ด้วยกัน...” เขาแย้งเสียงแผ่ว
“แต่ตอนนี้คุณไม่ได้ตัวคนเดียวเหมือนตอนนั้น คุณแต่งงานแล้ว... และฉันก็ไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าเป็นมือที่สาม!” พูดจบพลอยนภัสก็ยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารครู่หนึ่ง ปรเมศวร์ใช้ส้อมจิ้มเนื้อแกะในจานอย่างเชื่องช้า ก่อนจะตักข้าวผัดทะเลใส่จานแล้วเลื่อนมันมาตรงหน้าเธอ
“เอาเถอะ... ค่ำคืนนี้ฉันจะให้เธอเป็นผู้ชนะ”
พลอยนภัสกะพริบตาถี่ๆ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาจุกที่อกพร้อมกับรสชาติขมปร่าในใจ ปรเมศวร์คนเดิมที่เธอเคยรักหายไปแล้ว... คนที่เคยอ่อนโยนสุภาพและแสนดีคนนั้นตายจากไปพร้อมกับกาลเวลา
ทว่า... ท่าทางของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า ราวกับเขารู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ปรเมศวร์ขยับยิ้มบางที่ดูร้ายกาจกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันอยากให้เธอรู้ ฉันแต่งงานเพราะความจำเป็น” เขาอยากให้เธอรับรู้เรื่องราวที่เจ็บปวดของเขาบ้าง
“คุณช่วยเล่าเรื่องหนูนาให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว... ฉันต้องรับมือกับอะไรอีกบ้าง” พลอยนภัสเอ่ยถามเพื่อดึงความสนใจไปที่เรื่องงาน
ปรเมศวร์นิ่งไปครู่ใหญ่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “ผมเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าปัญหามันเริ่มจากตรงไหน... หลังจากที่พ่อกับแม่ของหนูนาเสีย ชีวิตแกก็เปลี่ยนไป แกมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนประจำอยู่เป็นปีโดยที่ผมไม่เคยรู้ จนกระทั่งครูเรียกพบ ผมเลยตัดสินใจย้ายโรงเรียนให้แกทันที แต่ปรากฏว่าแกเรียนอ่อนมากเกือบทุกวิชา”
เขาวางช้อนลงและผลักจานออกห่างตัว ราวกับความเครียดทำให้รสชาติอาหารหายไปสิ้น
“แกเสียพ่อกับแม่ไปพร้อมๆ กัน... มันคงเป็นแผลใหญ่ในใจที่ทำให้แกปิดกั้นตัวเอง” พลอยนภัสพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเศร้าใจ
“เด็กแปดขวบ... มันกะทันหันเกินกว่าที่จะรับไหวจริงๆ ค่ะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของสติปัญญา แต่น่าจะเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ”
“ฉันก็สงสัยแบบนั้น เลยเชิญจิตแพทย์เด็กมาตรวจ คุณหมอแนะนำว่าหนูนากำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อจัดการกับความสูญเสีย ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้แกคงจะดีขึ้นเอง...” ปรเมศวร์ทอดถอนใจยาว “ด้วยเหตุนี้ผมถึงได้มาหาเธอ พลอย”
“แต่คุณเมศวร์คะ... ฉันไม่ใช่จิตแพทย์ ฉันเป็นแค่ครูฝึกสอน” เธอทักท้วง
“ฉันรู้... แต่ฉันอยากให้เป็นเธอ” ปรเมศวร์พูดแทรกขึ้นมาทันที “เธอทำได้อยู่แล้วพลอยนภัส ผมเตรียมคู่มือการสอนและอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือถ้าเธอต้องการผู้ช่วย ผมก็พร้อมจะจัดหามาให้ทันที ขอเพียงแค่เธอบอกมา”
ความทุ่มเทที่เขามีต่อหลานสาวทำให้พลอยนภัสรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เธอเริ่มกลัว... กลัวว่าหากเธอทำล้มเหลว มันจะยิ่งซ้ำเติมเด็กน้อยที่น่าสงสารคนนั้น
“ฉันไม่ใช่ครูที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้หรอกค่ะ ฉันยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ มีครูอีกหลายพันคนที่มีคุณสมบัติพร้อมกว่าฉันตั้งเยอะ...”
“แต่ไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่าเธออีกแล้ว”
เขายื่นมือมาแตะหลังมือของเธอแผ่วเบา เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสผิว ความเย็นเยียบกลับกลายเป็นกระแสความร้อนวูบวาบที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง พลอยนภัสขนลุกซู่ด้วยความรู้สึกที่แสนคุ้นเคย สัมผัสนี้เองที่เธอพยายามลบออกจากความจำมาตลอดสามปี แต่เพียงแค่วินาทีเดียว เขากลับยึดพื้นที่ในใจของเธอคืนไปได้ทั้งหมด
“อะไรทำให้คุณคิดว่าฉันเหมาะกับงานนี้คะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงพร่าสั่น ท่ามกลางพายุอารมณ์ที่พัดกระพือ ทั้งความโกรธ ความสงสาร และความปรารถนาที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน
เธอพยายามย้ำเตือนตัวเองว่าเขาไม่ใช่ของเธอ และเธอก็ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป แต่ดูเหมือนกำแพงในใจจะพังครืนลงอย่างง่ายดายเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบสีดำสนิทคู่นั้น
ปรเมศวร์เหลียวมองไปรอบห้องอาหารหรูหราที่พร่ามัวในสายตาของเธอ เขาคือชายเพียงคนเดียวที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำมาตลอด และในตอนนี้... เขาก็ยังคงเป็นคนเดียวที่มีอำนาจเหนือหัวใจเธออย่างไม่มีที่สิ้นสุด
