บทที่ 4 เฝ้ามองหรือจับผิด
หญิงสาวคิดว่าจะต้องหาทางเจอกับคุณภัทราเพื่อที่จะร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรมนี้แต่ก็ยังไม่รู้จะมีช่องทางไหนที่จะทำให้เธอติดต่อกับท่านประธานของบริษัทได้เพราะคุณภัทราไม่ได้เข้ามาที่บริษัททุกวันอีกทั้งตอนนี้เธอยังให้ลูกชายเข้ามาบริหารงานแทน พลอยนัชชาคิดไม่ออกเลยว่าจะมีทางไหนให้ตนเองได้เจอท่านประธานบริษัทบ้าง
......
เมื่อรถเมล์จอดที่หน้าปากซอยพลอยนัชชาก็เดินเข้ามายังซอยเล็ก ๆ ซึ่งบ้านของหญิงสาวอยู่ห่างจากปากซอยเกือบห้าร้อยเมตร
หญิงสาวปรับสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเปิดประตูบ้านเข้าไป
“กลับมาแล้วจ้า”
“แม่กลับมาแล้ว” เด็กชายภูตะวันวัยหกขวบรีบวิ่งเข้ามากอดด้วยความคิดถึง
“สวัสดีครับแม่ เหนื่อยไหมครับ”
“เหนื่อยนิดหน่อยครับ แต่พอเจอหน้าตะวันปุ๊บแม่ก็หายเหนื่อยเลย” พลอยนัชชากอดลูกชายแล้วหอมไปที่แก้มทั้งสองข้างด้วยความรักที่มีให้อย่างท่วมท้น
“จริงเหรอครับ”
“จริงสิ แล้วยายนีไปไหนล่ะ” เธอมองไปยังห้องรับแขกแล้วไม่เห็นน้าสาวก็ถามขึ้น
“ยายนีเข้าห้องน้ำครับ”
“ตะวันทำอะไรอยู่ล่ะลูก”
เธอเดินตามลูกชายมายังห้องรับแขกและ เห็นว่าบนโต๊ะเล็ก ๆ ด้านหน้าโซฟานั้นมีสมุดและอุปกรณ์การเรียนวางอยู่เต็มไปหมด
“ยายนีสอนผมบวกเลขและฝึกเขียนชื่อตัวเองครับ”
“ลูกชายแม่เก่งจัง แล้วหนูกินข้าวหรือยังครับ”
“กินแล้วครับเย็นนี้ยายนีทำเกี๊ยวให้ครับผมกินไปตั้งหลายตัว อร่อยมากเลยครับแม่”
“ดีแล้วที่กินเยอะ จะได้โตวัย ๆ”
“ครับแม่ ถ้าโตแล้วผมจะช่วยแม่กับยายนีทำงานนะครับ”
“น่ารักมากเลยครับลูกชายของแม่”
“อ้าว!....กลับมาแล้วเหรอนัชชาหิวไหม” นลินีเดินออกมาจากห้องน้ำก็ทักทายหลานสาวด้วยสีหน้าที่ดูสดใสกว่าเมื่อเช้า
“น้านีเป็นยังไงบ้างคะ ยังเวียนหัวอยู่ไหม”
“น้าหายดีแล้วจ้ะ สงสัยว่าที่เวียนหัวเพราะคืนก่อนน้าดูละครดึกไปหน่อย ตื่นเช้ามาก็เลยเวียนหัว นัชชาจะกินข้าวก่อนหรืออาบน้ำก่อน”
“แล้วน้านีหิวหรือยังคะ”
“ยังเลยเมื่อกี้ตอนเตรียมให้ตะวันน้าก็แอบกินไปนิดหน่อยจ้ะ”
“งั้นนัชชาขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะเหนียวตัวมาก ๆ”
พลอยนัชชาเข้าไปอาบน้ำและพยายามทำตัวเองให้สดชื่น เรื่องที่ถูกย้ายไปทำงานที่คลังสินค้าเธอจะไม่บอกน้าสาวเพราะคิดว่ามันอาจเป็นการย้ายงานแค่ชั่วคราวและไม่อยากเอาเรื่องหนักใจมาให้น้านลินี
......
วันต่อมาพลอยนัชชาก็มาทำงานที่คลังสินค้าตั้งแต่เช้า พอถึงเวลาพักก็นั่งทานอาหารที่น้านลินีเตรียมมาก่อนจะเริ่มงานอีกครั้งในช่วงบ่าย
ภายในคลังสินค้า 3 อากาศร้อนอบอ้าวราวกับเตาอบเพราะเป็นจุดพักสินค้าชั่วคราวก่อนจะย้ายเข้าคลังสินค้าหนึ่งและสองพลอยนัชชาต้องปีนบันไดเหล็กขึ้นไปนับลังสินค้าที่ซ้อนกันสูงท่วมหัว เหงื่อเม็ดไหลซึมตามไรผมจนเสื้อเชิ้ตสีขาวเริ่มเปียกแนบไปกับแผ่นหลังความเมื่อยล้าเริ่มเข้าจู่โจม แต่ภาพใบหน้าของภูตะวันลูกชายก็คือแรงฮึดเดียวที่ทำให้เธอยังคงตำงานต่ออย่างไม่มีถอย
ในขณะเดียวกันที่ห้องทำงานของภูผาก็นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดในคลังสินค้า เขาเห็นหญิงสาวที่กำลังพยายามยกกล่องสินค้าหนัก ๆ ด้วยท่าทางทุลักทุเล มือที่ถือปากกาอยู่เผลอกำแน่นจนมันแทบจะหักคามือ
‘ทำไมถึงยังดื้อด้านขนาดนี้ แค่ขอร้องฉันสักคำหรือแค่บอกว่ายอมแพ้และขอโทษที่ทิ้งฉันไปหาคนอื่นฉันก็อาจจะใจอ่อน’ เขาคิดในใจด้วยความสับสน
แต่แล้วสายตาของเขาก็ต้องแสดงความไม่พอใจเมื่อเห็นในหน้าจอว่าวินัยเดินเข้าไปหาพลอยนัชชา พยายามจะช่วยพยุงเธอตอนลงจากบันได แต่มือของมันกลับจงใจจับไปที่เอวบางของหญิงสาว
ภูผาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที ความแค้นที่สั่งสมมาถูกแทนที่ด้วยความหึงหวงที่รุนแรงกว่า
.....
คลังสินค้า
“อุ๊ย!.... หัวหน้าคะ นัชชาจัดการเองได้ค่ะ” นัชชารีบเบี่ยงตัวหลบสัมผัสของวินัยด้วยความรังเกียจ
“พี่อยากช่วย เห็นว่าไม่เคยทำงานหนักแบบนี้มาก่อน”
“ค่ะนัชชาไม่เคยทำงานนี้มาก่อนแต่นัชชาก็อยากทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วหัวหน้ามาใกล้ชิดนัชชาแบบนี้คงไม่เหมาะมั้งคะ” เธอพยายามปฏิเสธเธอย่างสุภาพ
“อย่าหวงตัวไปหน่อยเลยนัชชา พี่รู้เธอมีลูกแล้วและชีวิตก็ลำบากทำดีกับพี่ไว้สิ จะได้ทำงานสบายพี่ว่าเราสองคนน่าจะ....” วินัยยังไม่ทันพูดจบ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เดินก้าวเข้ามาในคลังสินค้าก็ทำเอาพนักงานแถวนั้นพากันก้มหน้าก้มตาทำงาน
“งานที่สั่งไว้เสร็จแล้วเหรอวินัย ถึงได้มีเวลามาช่วยพนักงานใหม่นับของ” น้ำเสียงทรงอำนาจทำให้วินัยสะดุ้งสุดตัว ภูผาหยุดเดินใบหน้าเขาบึ้งตึงจนน่ากลัว
“ทะ....ท่านรองประธาน ผมแค่เห็นนัชชาเขาดูเหนื่อย ๆ เลยจะช่วย พอดีเธอยังไม่ชินกับงานนี้ครับ” วินัยรีบแก้ตัวหน้าซีด
ภูผาหันไปมองพลอยนัชชาที่ยืนหน้าซีดเซียว เหงื่อท่วมตัว ใบหน้าสวยที่เคยนวลเนียนบัดนี้เต็มไปด้วยเหงื่อ ใจหนึ่งเขาอยากจะคว้าตัวเธอออกมาจากที่นี่ แต่อีกใจหนึ่งกลับย้ำเตือนตัวเองถึงความเจ็บปวดในอดีต
“แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอนัชชา นี่ยังไม่ได้ครึ่งของความเหนื่อยที่ฉันต้องเจอตอนอยู่ต่างประเทศคนเดียวเลยนะ” ภูผาเดินเข้าไปใกล้เธอจนได้กลิ่นเหงื่อจาง ๆ ผสมกับกลิ่นตัวหอมละมุนของเธอทำให้เขาเผลอสูดหายใจเข้าลึก
“ฉันไม่ได้บ่นว่าเหนื่อยสักคำนะคะ ถ้าท่านรองไม่มีธุระอะไร ฉันขอทำงานต่อให้เสร็จ” พลอยนัชชาตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น เธอต้องทำให้เขาเห็นว่าเธอมีความสุขดีแม้จะไม่ใช่งานที่เธอชอบก็ตาม
“ปากดี งั้นก็นับให้เสร็จก่อนบ่ายสาม ถ้าขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียว เธอต้องอยู่ทำโอทีเฝ้าโกดังนี่คนเดียวทั้งคืน”
