บทที่ 6 ครอบครัวเล็ก ๆ
“น้านีขึ้นไปบนห้องกับตะวันก่อนนะคะ นัชชาขอไปถามข้อมูลเกี่ยวกับประกันหน่อยค่ะว่ามีส่วนต่างเท่าไหร่”
“ได้จ้ะ”
หญิงสาวยืนรอให้ลูกชายกับน้าสาวเข้าไปในลิฟต์แล้วเธอหันกลับมามองภูผาที่ยืนกอดอกอยู่
“ท่านรองมาที่นี่ทำไม”
ภูผายังไม่ตอบในทันทีเพราะเขากำลังคิดอยู่ว่าใบหน้าของเด็กที่เพิ่งเข้าลิฟต์ไปนั้นมันดูคุ้นตาเหมือนกับรูปที่อยู่ในห้องรับแขกที่บ้านของเขา ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วอก
“นี่เหรอเหตุผลที่ทำให้เธอทิ้งงาน เด็กคนนี้ลูกของเธอกับมัน สินะ” ภูผาถามอย่างเย็นชา
“ใช่ค่ะ ลูกของฉันกับพี่เมธ คุณเห็นแล้วก็กลับไปได้แล้วค่ะ อย่ามาวุ่นวายกับครอบครัวเราเลย” พลอยนัชชาโกหกคำโต
“ครอบครัวเหรอ แล้วผัววิศวะสุดที่รักของเธอไปไหนล่ะ”
“เขาทำงานต่างจังหวัดค่ะ”
“เหรอ เด็กคนนี้ชื่ออะไร”
“คุณไม่จะเป็นต้องรู้หรอกค่ะ คุณเป็นถึงรองประธานอย่ามาสนใจครอบครัวเล็ก ๆ ของพนักงานเลยค่ะ”
“ในเมื่อเธอทิ้งงานมา ฉันก็จะหักเงินเดือนตามที่พูด”
“คุณตามฉันมาที่นี่เพื่อพูดเรื่องแค่นี้ใช่ไหมคะ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนค่ะ”
พลอยนัชชากำลังจะเดินไปยังลิฟต์เสียงพนักงานของโรงพยาบาลก็เรียกไว้เสียก่อน
“ผู้ปกครองของน้องภูตะวันใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ห้องแอดมิทค่ะ น้องทำประกันไว้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ”
“ทางเราขอรบกวนเวลาสักครู่นะคะ มีเอกสารบางอย่างที่ผู้ปกครองต้องเซ็นชื่อและขอบัตรประชาชนผู้ปกครองด้วยค่ะ รบกวนผู้ปกครองด้วยนะคะ เชิญทางนี้ค่ะ”
ภูผาที่ยังไม่ได้เดินไปไกลได้ยินชื่อลูกชายของพลอยนัชชาก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ เพราะมันมีคำว่าภูเหมือนชื่อของเขา
ชายหนุ่มเดินไปหลบมุมและรอจนกระทั่งพลอยนัชชาเดินออกมาจากห้องและขึ้นลิฟต์ไปเขาก็เข้าไปถามพนักงานที่อยู่ในห้องนั้นทันที
“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“ผมเป็นเจ้านายของพลอยนัชชาครับ ผมจะถามว่าลูกของเธออาการเป็นยังไงบ้างแต่เรียกไม่ทัน พอโทรไปเธอก็ไม่รับผมเลยอยากจะถามว่าเด็กพักที่ห้องไหนครับ”
“ทางเราบอกข้อมูลผู้ป่วยไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ” พนักงานปฏิเสธตามกฎ
“แต่ผมเป็นเจ้านายเธอจริง ๆ นะครับ ถ้าคุณไม่เชื่อจะลองโทรไปที่ห้องพักเพื่อถามเธอก็ได้ ผมไม่ใช่คนไม่ดีหรือจะมาทำอะไรเธอหรอกนะครับ ก็แค่อยากจะมาแสดงความมีน้ำใจในฐานะเจ้านายอีกอย่างผมกับน้องภูตะวันก็รู้จักกันดีครับ”
พนักงานมีท่าทางอึดอัดแต่เพราะเห็นว่าผู้ชายคนนี้รู้จักทั้งมารดาของเด็กและตัวเด็กเธอจึงยอมบอก
“น้องภูตะวันพักที่ห้อง 8814 ค่ะ”
“ขอบคุณครับ เอาไว้ผมจะบอกหมอนุกูลว่าคุณเป็นพนักงานที่ให้บริการดีมาก”
“คุณรู้จักหมอนุกูลเหรอคะ”
“ครับ ผมเป็นเพื่อนสนิทของเขาขอบคุณอีกครั้ง ผมไปก่อนนะครับ” ภูผาส่งยิ้มให้พนักงานก่อนจะเดินออกมาจากห้อง
ภูผากำลังจะเดินไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปเยี่ยมลูกชายของพลอยนัชชาแต่เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงเดินหลบออกมาจากบริเวณหน้าลิฟต์เพื่อรับสาย
“สวัสดีครับพ่อ”
“เลิกงานหรือยัง”
“เลิกงานแล้วครับพ่อมีอะไรหรือเปล่า”
“เราไม่ได้คุยกันนานแล้วเย็นนี้มากินข้าวที่บ้านได้ไหม”
“มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับพ่อ” ภูผาคิดว่านอกจากทานอาหารด้วยกันแล้วบิดาต้องมีเรื่องจะคุยกับเขาแน่ ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่น้าอารีอยากจะแนะนำหลานสาวให้ลูกรู้จักหน่อยน่ะเห็นว่าจะฝากให้ไปทำงานที่บริษัทด้วย”
“ก็ได้ครับพ่อเดี๋ยวผมจะเข้าไป” เพราะบิดาโทรตามภูผาเลยเลิกล้มการไปเยี่ยมเด็กชายภูตะวันแต่เขาไม่ได้ถอดใจ ชายหนุ่มวางแผนว่าพรุ่งนี้ช่วงกลางวันเขาจะหาเวลามาเยี่ยมเด็กชายคนนี้และต้องสืบรู้ให้ได้ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงหน้าตาคล้ายกับเขาแทนที่จะคล้ายกับรุ่นพี่วิศวะคนนั้นอีกทั้งชื่อของเด็กก็ยังคล้ายกับชื่อของเขาด้วย
.....
ภูผาขับรถออกจากโรงพยาบาลเพื่อมายังบ้านของบิดา ในเวลาเย็นแบบนี้รถค่อนข้างติดมากเขาใช้เวลาขับรถเกือบ 40 นาทีก่อนจะมาถึงบ้านของคุณไพศาล
บ้านหลังใหญ่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่นแต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ห้า เมื่อบิดาปันใจให้กับเลขาและเมื่อมารดาจับได้ท่านก็ขอหย่าขาด เขาทนอยู่ที่บ้านหลังใหญ่กับบิดาจนเรียนจบชั้นมัธยมก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยและย้ายออกไปอยู่คนเดียวและพอเรียนจบก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศก่อนจะกลับมาช่วยงานบิดาได้สามปีแต่ภูผาก็ไม่ได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่บ้าน
“สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับน้าอารี” ภูผากล่าวทักทายผู้ใหญ่สองคนที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก
“อ้าว....มาแล้วเหรอภูผามานั่งกับน้าหน่อยสิ น้ามีคนจะแนะนำให้รู้จัก นี่ราณีญาหลานสาวของน้าเองเพิ่งกลับอังกฤษ ณีญาสวัสดีพี่ภูผาสิลูก”
“สวัสดีค่ะพี่ภูผาณีญาเรียกพี่ภูได้ไหม”
“สวัสดีครับ” ภูผาทักทายไปตามมารยาททั้งที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่มีคนมาเรียกชื่อเขาพยางค์เดียวแบบนั้นมันทำให้เขาหวนนึกถึงใครบางคนในอดีตที่เรียกเขาติดปากว่า ‘พี่ภู’
“น้าจะฝากให้ณีญาไปทำงานกับภูผาที่บริษัทนะ”
“ณีญาจบอะไรมาครับ”
“จบบริหารค่ะ ณีญาอยากไปเรียนรู้งานกับพี่ภูที่บริษัทของคุณลุงค่ะ”
“ถ้าอยากเรียนรู้งานจริง ๆ ก็น่าให้เรียนรู้งานกับน้าอารีนะครับ ผมเองไม่ค่อยได้เข้าบริษัทกลัวจะสอนงานได้ไม่เต็มที่” เขาเดาจุดประสงค์ของแม่เลี้ยงออกว่าคงอยากให้เขาสนิทกับหลานสาวซึ่งเขาไม่ชอบเลยที่เธอใช้เรื่องงานมาอ้าง
