บทที่ 16 เรตนี้มันดูถูกกันเกินไป
ฉันหลุบตามองกระดาษแผ่นนั้น มันคือเช็คเงินสดที่เซ็นชื่อและประทับตราเรียบร้อย
สัญชาตญาณฟรีแลนซ์หน้าเงินทำงานอัตโนมัติ ฉันหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมา ยกขึ้นส่องกับแสงไฟบนเพดานเพื่อตรวจสอบลายน้ำและตัวเลขศูนย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
"ห้าแสนหยวน..." ฉันพึมพำเสียงเบา
'ห้าแสนหยวน? บ้าไปแล้ว! งบซื้อสกินแคร์ทาหน้าทะนุถนอมผิวของยัยคุณหนูดอกบัวขาวนี่รายเดือนยังเยอะกว่านี้อีกมั้ง มาเฟียในหนังเขาเอาเงินสิบล้านมาฟาดหน้ากัน ยัยนี่ควักมาแค่ห้าแสน ขี้งกชะมัด'
"ทำไม น้อยไปเหรอ" เซี่ยหว่านอิงแค่นหัวเราะเยาะ
"สำหรับคนระดับเธอ เงินห้าแสนหยวนก็คงใช้กินใช้อยู่ได้ทั้งชาติแล้วมั้ง เก็บเงินนี่ไว้แล้วรีบไปไสหัวออกไปจากชีวิตพี่ฉือเจิง ก่อนที่ฉันจะให้รปภ. มาลากคอเธอออกไป"
ฉันค่อย ๆ วางเช็คใบนั้นลงบนโต๊ะกระจกอย่างทะนุถนอม ก่อนจะช้อนตามองคุณหนูไฮโซตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี
"คุณหนูเซี่ยคะ..." ฉันดีดนิ้วลงบนกระดาษเช็คดังเป๊าะ
"คุณน่าจะทำการบ้านมาให้ดีกว่านี้นะคะ เงินเดือนพื้นฐานที่ประธานกู้จ่ายให้ฉันตกเดือนละหนึ่งล้านหยวน นี่ยังไม่รวมบัตรแบล็กการ์ดแบบไม่จำกัดวงเงินอีก"
ฉันดันเช็คเงินสดใบนั้นกลับไปตรงหน้าคุณหนูไฮโซ พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่แม่ค้าคนหนึ่งจะทำได้
"การที่คุณเอาเงินแค่ห้าแสนมาเสนอซื้อตัวฉันให้เลิกยุ่งกับเขา มันไม่ใช่การข่มขู่หรอกค่ะคุณหนูเซี่ย แต่มันคือการกดราคาตลาดอย่างน่าเกลียด...
ถ้าคุณอยากให้ฉันเก็บกระเป๋าออกจากเพนต์เฮาส์ รบกวนกลับไปแก้ตัวเลขมาใหม่ ให้มันสมเกียรติว่าที่คู่หมั้นตระกูลกู้หน่อยนะคะ"
เซี่ยหว่านอิงเบิกตากว้างจนอายไลเนอร์ที่กรีดมาอย่างดีแทบจะถลน ใบหน้าสวยหวานบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธจัดที่โดนตอกกลับด้วยตรรกะหน้าเงินของแท้ เธอชี้หน้าฉันด้วยมือที่สั่นเทา
"นังหน้าด้าน! เธอคิดว่าพี่ฉือเจิงจะจริงจังกับผู้หญิงชั้นต่ำแบบเธอหรือไง เขาก็แค่เลี้ยงเธอไว้ดูเล่นฆ่าเวลาเท่านั้นแหละ"
"งั้นคุณก็ควรจะดีใจนะคะที่มีของเล่นราคาถูกอย่างฉันมาช่วยฆ่าเวลาให้คู่หมั้นของคุณ" ฉันยักไหล่
กริ๊ก...
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอีกครั้งโดยไร้เสียงเคาะ เซี่ยหว่านอิงสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันขวับไปมอง รังสีอำมหิตที่คุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาในห้องพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของกู้ฉือเจิง
เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตู นัยน์ตาใต้กรอบแว่นสีเงินกวาดมองผู้บุกรุกด้วยความเย็นชาจนอุณหภูมิห้องลดฮวบ
"พี่ฉือเจิง" เซี่ยหว่านอิงปรับสีหน้าไวกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี เธอบีบน้ำตาให้คลอเบ้า พุ่งตัวเข้าไปเกาะแขนเสื้อสูทของเขาอย่างออดอ้อน
"พี่ดูผู้หญิงคนนี้สิคะ เธอหน้าเงินมากเลย หว่านอิงแค่มาเตือนด้วยความหวังดี แต่เธอกลับเรียกร้องขอเงินหว่านอิงเพิ่ม ผู้หญิงแบบนี้ไม่ได้รักพี่จริงหรอกนะคะ เธอเกาะพี่เพราะหวังสมบัติชัด ๆ"
กู้ฉือเจิงปรายตามองมือที่เกาะแขนเขาอยู่ด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง เขาขยับแขนออกเพียงนิดเดียว เซี่ยหว่านอิงก็ต้องยอมปล่อยมืออย่างเสียไม่ได้
แทนที่ประธานกู้จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟตามบทละครที่ควรจะเป็น เขากลับเดินล้วงกระเป๋ากางเกงตรงเข้ามาหาฉันที่ยังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟา
ฉันไม่รอให้เขาเปิดปากถาม รีบคว้าเช็คเงินสดห้าแสนหยวนบนโต๊ะขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้าเขาทันที
"บอสคะ เรตนี้มันดูถูกกันเกินไปหน่อยนะคะ" ฉันตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จแบบใส่ไข่เพิ่มเข้าไปอีกสองฟอง
"คู่หมั้นของคุณยื่นข้อเสนอซื้อตัวฉันด้วยเงินแค่ห้าแสนหยวน... นี่มันต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของการเป็นกระสอบทรายอีกนะคะ
บอสต้องอัปเงินเดือนสู้เพื่อรักษาพนักงานดีเด่นอย่างฉันไว้นะคะ ขืนมีคนมาเสนอสักห้าสิบล้าน ฉันอาจจะเผลอใจเก็บกระเป๋าหนีจริง ๆ ก็ได้"
กู้ฉือเจิงเลิกคิ้วสูง ริมฝีปากหยักลึกกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่หาดูได้ยาก เขาไม่ได้สนใจเสียงแหลมปรี๊ดของเซี่ยหว่านอิงที่กำลังกรีดร้องด่าฉันอยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาแย่งเช็คในมือฉันไปดูครู่หนึ่ง ก่อนจะโยนมันทิ้งลงพื้นราวกับเศษขยะ
"เห็นด้วย" เขาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาพราวระยับอย่างถูกใจ
"ห้าแสนหยวนมันกระจอกเกินไปจริง ๆ สำหรับการซื้อตัวผู้หญิงของฉัน"
"พี่ฉือเจิง! พี่เข้าข้างมันเหรอคะ" เซี่ยหว่านอิงกระทืบเท้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น
"คุณลุงใหญ่ต้องไม่ยอมแน่ ถ้าท่านรู้ว่าพี่เอาขยะสลัมมานั่งชูคอในบริษัทแบบนี้"
"ก็ไปฟ้องตาแก่นั่นสิ" กู้ฉือเจิงหันกลับไปตวัดสายตาเชือดเฉือนใส่เซี่ยหว่านอิง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา
"แล้วเก็บขยะของเธอออกไปจากห้องทำงานฉันด้วย เซี่ยหว่านอิง ถ้าเธอกล้าเหยียบเข้ามาในถิ่นของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก... ฉันจะสั่งระงับการปล่อยกู้ให้บริษัทพ่อเธอทั้งหมด"
"พี่ฉือเจิง!"
"ออกไป"
น้ำเสียงเด็ดขาดและเย็นเยียบนั้นทรงอำนาจจนเซี่ยหว่านอิงหน้าซีดเผือด เธอเม้มปากแน่น มองฉันด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะก้มลงเก็บเช็คบนพื้นแล้วเดินกระแทกส้นสูงออกจากห้องไปอย่างอับอาย
ทันทีที่ประตูห้องปิดสนิท ฉันก็ลอบถอนหายใจยาว เตรียมจะไถลตัวลงนอนอู้งานต่อบนโซฟา
ทว่าข้อมือกลับถูกคว้าหมับ ร่างของฉันลอยหวือขึ้นตามแรงดึงของกู้ฉือเจิง ชายหนุ่มลากฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้สักฝังมุกตัวยักษ์ของเขา
เขาจัดแจงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผู้บริหารบุหนังแท้ตัวใหญ่ ก่อนจะดึงรั้งเอวฉันให้ล้มลงมานั่งแหมะทับลงบนตักแกร่งของเขาทันที
"อ๊ะ! บอสคะ ทำอะไรเนี่ย" ฉันร้องอุทาน สองมือรีบคว้าบ่ากว้างของเขาไว้เป็นหลักยึดกันตก
