บทที่ 4 ทดสอบ(งาน)ภาคปฏิบัติ 1/2
ริมฝีปากหยักลึกบดขยี้ลงมาโดยไม่ให้สัญญาณเตือนล่วงหน้า เขากลืนกินเสียงประท้วงของฉันไปจนหมดสิ้น รสจูบของกู้ฉือเจิงไม่ได้มีความอ่อนโยนเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
มันดุดัน ร้อนแรง และเต็มไปด้วยการประกาศอาณาเขต ลิ้นร้อนชื้นกวาดต้อนเกี่ยวพันจนฉันแทบขาดอากาศหายใจ
'จูบหรือพยายามจะสูบวิญญาณกันแน่ ถ้าปากฉันเจ่อจนไปรับงานรีวิวอาหารพรุ่งนี้ไม่ได้ ฉันจะคิดเงินเขาเพิ่มอีกสามร้อยหยวน'
มือใหญ่ที่เคยตรึงข้อมือฉันไว้ปล่อยออกเพื่อเลื่อนลงมาบีบเค้นสะโพกของฉันอย่างหนักมือ ความเย็นเยียบของบานกระจกหน้าต่างด้านหลังตัดกับอุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือที่สอดเข้ามาใต้ชายเสื้อฮู้ดโอเวอร์ไซซ์
นิ้วสากระคายปัดป่ายผ่านผิวหน้าท้อง ลากไล้ขึ้นไปจนถึงขอบบราเซียลูกไม้ เขาใช้เพียงปลายนิ้วสะกิดเบา ๆ ตะขอก็หลุดผึงออกอย่างง่ายดายราวกับมันรอคอยให้เขาปลดปล่อยมานาน
'บราเซียตัวละสิบเก้าหยวนที่ฉันแย่งกดเอฟมาจากเถาเป่าตอนตีสองขาดหรือเปล่าเนี่ย บอสคะ ช่วยอ่อนโยนกับทรัพย์สินคนจนหน่อยได้ไหม!'
"สมาธิสั้นจังนะ" เขากระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนจะขบกัดกลีบปากล่างของฉันเบา ๆ เป็นการลงโทษ
"เวลาทำงานให้ฉัน... ห้ามคิดเรื่องอื่น"
กู้ฉือเจิงตอกย้ำคำสั่งด้วยการรวบข้อมือทั้งสองข้างของฉันขึ้นไปกดตรึงไว้กับกระจกเหนือศีรษะอีกครั้งด้วยมือเพียงข้างเดียว มืออีกข้างเลื่อนลงไปจัดการกับเข็มขัดหนังราคาแพงระยับของตัวเอง
เสียงโลหะและฟันซิปที่ถูกรูดลงดังก้องในความเงียบ มันเป็นเสียงที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจฉันพุ่งทะยานจนแทบจะทะลุขีดจำกัด
กางเกงวอร์มตัวเก่งของฉันถูกร่นลงไปกองอยู่ที่ข้อเท้าพร้อมกับชั้นในโดยที่เสื้อผ้าชิ้นบนยังอยู่ครบ ชายเสื้อฮู้ดถูกเลิกขึ้นไปกองอยู่เหนือเนินอก เปิดเปลือยผิวเนื้อให้ปะทะกับอากาศเย็นในห้อง
แต่ความหนาวเย็นนั้นถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มในพริบตา เมื่อร่างสูงใหญ่แทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างต้นขา ดันเข่าของฉันให้แยกออกกว้างเพื่อเปิดทางรับการรุกราน
'เดี๋ยวนะ... ไซซ์ระดับพรีเมียมขนาดนี้ ฉันต้องคิดราคาบวกค่าความเสี่ยงภัยเพิ่มไหมเนี่ย ร่างกายฉันไม่ได้ทำจากไทเทเนียมนะ!'
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะรุกล้ำเข้ามา ฉันก็สัมผัสได้ถึงอันตรายระดับชาติ
ไม่มีเครื่องป้องกัน!
"เดี๋ยว! หยุดก่อนค่ะประธานกู้" ฉันร้องห้ามเสียงหลง รีบหดขาหนีพร้อมกับใช้มือดันหน้าท้องแกร่งของเขาไว้สุดแรง
"ถุงยางล่ะคะ คุณยังไม่ได้ใส่ถุงยางเลยนะ"
กู้ฉือเจิงขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจ ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ฉายแววหงุดหงิดชัดเจน "ฉันไม่ชอบให้มีอะไรมาขวางกั้น"
"ไม่ได้นะคะ" ฉันค้านหัวชนฝา
'ถึงฉันจะมั่นใจว่าตัวเองสะอาดเอี่ยมอ่องร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เถอะ แต่เขาล่ะ! หน้าตาหล่อเหลาแถมรวยล้นฟ้าขนาดนี้ ไม่รู้ว่าไปจิ้มใครมาบ้าง เกิดฉันติดโรคขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลมันแพงกว่าค่าจ้างสิบห้าล้านนี่อีกนะ! Safety First ค่ะบอส'
"คุณเป็นนักธุรกิจนะคะ ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยงสิ คุณจ้างผู้หญิงมาเป็นคู่ซ้อมง่าย ๆ แบบนี้ ไม่กลัวฉันเอาโรคมาติดหรือไง" ฉันงัดเอาหลักการบริหารมาอ้างแบบข้าง ๆ คู ๆ เพื่อขู่ให้เขากลัว
นัยน์ตาใต้กรอบแว่นสีเงินหรี่ลง เขากัดกรามกรอดอย่างข่มอารมณ์ ก่อนจะยอมถอยให้ก้าวหนึ่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน
"ก็ได้... แต่พรุ่งนี้เช้าเธอต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และเตรียมตัวฝังยาคุมซะ เพราะครั้งต่อไป... ฉันจะเอาสด"
'ไปโรงพยาบาล?! ไม่ต้องไปเข้าคิวรอตั้งแต่ตีสี่หรือไง... อ๋อ ลืมไป ระดับตู้เอทีเอ็มวีไอพีอย่างเขาคงมีคิวพิเศษ หรือไม่ก็ซื้อโรงพยาบาลไว้แล้วมั้ง'
เขาผละจากร่างฉันเพียงชั่วอึดใจ ก้าวยาว ๆ ไปกระชากลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง คว้าซองฟอยล์สี่เหลี่ยมที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ออกมาฉีกอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินกลับมาต้อนฉันเข้าหากระจกอีกครั้งและจัดการสวมใส่มันอย่างรวดเร็ว
เมื่อปราการป้องกันถูกสวมใส่เรียบร้อย คราวนี้ก็ไม่มีการเล้าโลมยืดยาด ไม่มีความอ่อนโยนเพื่อเตรียมความพร้อมใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงการตอกย้ำความเป็นเจ้าของอย่างเอาแต่ใจ เขาครอบครองพื้นที่ของฉันในคราวเดียวจนมิด
"อ๊ะ... เจ็บ..."
ฉันเผลอร้องครางออกมา ปลายนิ้วจิกเกร็งจนขูดขีดไปกับบานกระจกเย็นเฉียบ ร่างกายเกร็งสะท้านรับรู้ถึงความคับแน่นที่บุกรุกเข้ามาจนสุดทาง และมันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดธรรมดา แต่เป็นความเจ็บปวดจากการฉีกขาดของปราการด่านสุดท้ายที่ฉันหวงแหนมาตลอดยี่สิบสี่ปี
