บทที่ 1 ภรรยาของสามีตั้งครรภ์

ณ โรงพยาบาล

ญาณีที่เพิ่งตรวจร่างกายเสร็จเดินผ่านมุมตึกและชนเข้ากับผู้หญิงที่เดินสวนมาอย่างจัง

ใบตรวจครรภ์ในมือของอีกฝ่ายร่วงกระจัดกระจายเต็มพื้น

เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดเจน แววตาของญาณีก็ฉายแววประหลาดใจ

ทำไมถึงเป็นลินทร์พิตา?

เธอท้องเหรอ?

ญาณีเก็บความสงสัยไว้ กำลังจะก้มลงเก็บใบตรวจครรภ์ แต่จู่ๆ ก็มีแรงกระแทกจากที่ไหนไม่รู้ผลักเธอจนล้มลงไปกองกับพื้น

นิ้วมือของเธอยันพื้นเย็นเฉียบ ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านขึ้นมาทันที จนขนตาของเธอสั่นระริกเพราะความเจ็บ

"คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?"

วรธันย์ สามีของเธอประคองลินทร์พิตาอย่างทะนุถนอม แววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยนแทบจะล้นออกมา

ดวงตาของลินทร์พิตามีน้ำตาคลอเบ้า "วรธันย์คะ..."

เธอกุมท้องที่เพิ่งเริ่มนูนออกมาแน่น หางตาเหลือบเห็นญาณีลุกขึ้นยืนแล้ว ก็แสร้งทำหน้าหวาดกลัวรีบหลบไปอยู่ข้างหลังวรธันย์

ท่าทางราวกับว่ากลัวญาณีจับใจ

ญาณีมองด้วยสายตาเย็นชา

ไม่เจอกันตั้งหลายปี ลินทร์พิตายังแสดงเก่งเหมือนเดิมเลยนะ?

ร่างสูงใหญ่บดบังสายตาของเธอ ญาณีสบตากับดวงตาที่มืดมนและเกรี้ยวกราดของวรธันย์

"เธอมาทำอะไรที่นี่? สะกดรอยตามผมเหรอ?"

ใบหน้าชายหนุ่มเย็นชาดั่งน้ำแข็ง เขายืนบังหน้าลินทร์พิตาในท่าทีปกป้อง

น้ำเสียงเย็นยะเยือกและรำคาญใจช่างแตกต่างกับตอนที่พูดกับลินทร์พิตาลิบลับ

ภาพนี้เหมือนเข็มที่มองไม่เห็นทิ่มแทงหัวใจเธอ กวนความรู้สึกในส่วนที่อ่อนไหวที่สุดอย่างรุนแรง

ญาณีอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ

สามีที่แต่งงานกันมาสี่ปี กำลังปกป้องผู้หญิงอื่นต่อหน้าเธอ

ลินทร์พิตากระตุกแขนเสื้อวรธันย์เบาๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วพูดเสียงค่อยว่า "วรธันย์คะ บางทีญาณีอาจจะแค่ผ่านมาก็ได้"

วรธันย์มองด้วยสายตารังเกียจ "ถ้าไม่เป็นไรแล้วเธอจะเข้ามาในโรงพยาบาลทำไม?"

คำพูดของเขาสื่อชัดเจนว่าญาณีจงใจตามมา

"คนจิตใจอำมหิตแบบนี้ ไม่คุ้มให้คุณพูดแทนหรอก"

จิตใจอำมหิตเหรอ?

ญาณีกำหมัดแน่นโดยไม่แสดงอาการ

ตอนนี้เป็นหน้าหนาว

ทุกครั้งที่ถึงฤดูนี้ นิ้วทั้งสิบของเธอจะปวดร้าวเหมือนถูกมดรุมกัดกิน

วรธันย์รู้อยู่เต็มอกว่ามือเธอเจ็บหนักแค่ไหน แค่ใช้สมองคิดสักนิดก็น่าจะรู้ว่าเธอมาหาหมอเรื่องมือ

แต่เขากลับมองเธอในแง่ร้ายที่สุด

โดยเฉพาะความอ่อนโยนและการปกป้องเมื่อครู่ หากคนไม่รู้เรื่องมาเห็น คงนึกว่าเขากับลินทร์พิตาเป็นสามีภรรยากัน

ญาณีจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคย ใบหน้าที่เธอเคยหลงใหล

แต่บัดนี้เหลือเพียงความแปลกหน้า และความรังเกียจที่ก่อตัวขึ้น

เธอเหยียดยิ้มสมเพชตัวเอง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที

คนที่เธอรักจริงๆ ไม่มีวันทำกับเธอแบบนี้แน่

เธอตามจีบวรธันย์มาหกปี ตอนนี้เขากับคนคนนั้นเหมือนกันแค่เปลือกนอกเท่านั้น

พอญาณีเดินพ้นมุมตึก ผู้ช่วยส่วนตัวน้องอัญมณีก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมใบรายงานผล

"พี่ญาณีคะ หมอบอกว่าอาการที่มือพี่แย่มาก จะยกเลิกการแสดงพรุ่งนี้ไหมคะ ไม่งั้นมืออาจจะพังถาวร รักษาไม่หายอีกเลยนะ"

ญาณีทำภาษามือตอบอย่างใจเย็น "ไม่ต้อง ฉันต้องแสดงงานนี้ให้จบ"

ต่อให้มือต้องพัง เธอก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคนคนนั้นให้สำเร็จ

การได้รับรางวัลเปียโนนานาชาติพีซโดฟ (Peace Dove) คือเป้าหมายที่พวกเธอตั้งไว้เมื่อห้าปีก่อน

เมื่อเห็นญาณีตัดสินใจแน่วแน่ น้องอัญมณีได้แต่ถอนหายใจเบาๆ "นี่ค่ะยาแก้ปวดที่หมอเพิ่งจ่ายให้"

ญาณีพยักหน้ารับ

นิ้วชี้ของเธอเรียวยาวดุจลำเทียน เป็นมือที่เหมาะกับการเล่นเปียโนที่สุด

แววตาของน้องอัญมณีฉายแววเสียดายก่อนเอ่ยขึ้น

"สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเลย ให้พรสวรรค์พี่มาขนาดนี้ แต่กลับจะพรากความสามารถในการเล่นเปียโนไปอย่างโหดร้าย"

ญาณียิ้มขมขื่นที่มุมปาก

มือของเธอเจ็บหนักแบบนี้เมื่อสองปีก่อน

ตอนนั้นวรธันย์ถูกวางแผนลักพาตัว เธอพาบอดี้การ์ดไปช่วยเขาออกมาจากมือโจร

พวกโจรโหดเหี้ยมอำมหิต ก่อนไปญาณีเตรียมใจแลกชีวิตไว้แล้วด้วยซ้ำ

เธอจะยอมให้วรธันย์ซึ่งเป็นคนเดียวที่เหมือนกับคนคนนั้นหายไปจากโลกนี้ไม่ได้เด็ดขาด

การช่วยเหลือเต็มไปด้วยความระทึกขวัญ เธอเสี่ยงตายพาวรธันย์ที่หมดสติหนีออกมาได้ แต่ตอนขับรถหนี กลับถูกพวกคนบ้าเลือดนั่นขับชนจนรถคว่ำ

ในวินาทีสุดท้ายก่อนระเบิด เธอใช้สองมือยันรถเพื่อช่วยวรธันย์ออกมา

ญาณีไม่มีวันลืมวันนั้น นิ้วทั้งสิบของเธอเหมือนถูกรถบรรทุกบดขยี้

และเพียงหนึ่งนาทีหลังจากพวกเขาหนีพ้น รัศมีระเบิดและคลื่นความร้อนก็ซัดเข้ามา

ตอนนั้นเธอแค่รู้สึกโชคดี

ที่ครั้งนี้เธอไม่มาช้าไปอีกแล้ว

ต่อมาญาณีนอนโรงพยาบาลถึงครึ่งเดือน นิ้วมือเธอกระดูกหักรุนแรงที่สุด หมอแจ้งว่าเธอจะไม่สามารถเล่นเปียโนได้อีก

การสูญเสียแสงสว่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตทำให้เธอร้องไห้แทบขาดใจ

อาจเพราะความรู้สึกผิด วรธันย์จึงหาทีมแพทย์ที่ดีที่สุดมารักษาและอยู่เคียงข้างเธอ พยายามทุกวิถีทางให้มือเธอหายดี

หลังจากนั้นเธอซ้อมหนักทั้งวันทั้งคืน อดทนต่อความเจ็บปวดเจียนตาย เพื่อรางวัลพีซโดฟนานาชาตินี้

แต่เมื่อความหวังกำลังจะมาถึง เมื่อสองเดือนก่อนเธอกับวรธันย์ทะเลาะกัน

วรธันย์อาละวาดและปังประตูเดินหนีไป ญาณีชินแล้วและแค่อยากจะง้อให้เขาหายโกรธ

เธอวิ่งตามไป เอามือขวางประตูรถไว้ไม่ให้เขาไป

แต่วรธันย์กลับปิดประตูรถโดยไม่ลังเล แรงกระแทกมหาศาลทำให้มือของเธอบาดเจ็บซ้ำ

อาชีพนักเปียโนของเธอเริ่มนับถอยหลังตั้งแต่วินาทีนั้น

การแข่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเธอ

ตอนที่ญาณีบอกข่าวนี้กับวรธันย์ เธอยังหวังลึกๆ ว่าเขาจะเห็นใจบ้าง

แต่วรธันย์ไม่เคยตอบข้อความเธอเลย

ในแชทมีแต่ข้อความยาวเหยียดที่เธอส่งเล่าเรื่องชีวิตประจำวันอยู่ฝ่ายเดียว

วรธันย์หายเข้ากลีบเมฆไปสองเดือน มาเจออีกทีก็ตอนพาลิทร์พิตามาตรวจครรภ์นี่แหละ

ดึงสติกลับมา

ญาณีหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งไปหน้านิ่ง

แม้แค่ขยับนิ้วก็เจ็บร้าวไปถึงกระดูก

ญาณีหยิบยาแก้ปวดกินกับน้ำอย่างใจเย็น

จู่ๆ เธอก็รู้สึกเสียใจ... ทำไมตอนนั้นถึงช่วยวรธันย์ไว้

ปล่อยให้เขาตายไปตอนนั้นซะยังดีกว่า อย่างน้อยเด็กหนุ่มในความทรงจำของเธอก็จะไม่แปดเปื้อน

เขาจะไม่มีโอกาสใช้ใบหน้าเหมือนคนคนนั้นไปทำเรื่องสกปรก

วรธันย์มองแผ่นหลังของญาณีที่เดินจากไปอย่างไม่ลังเล จู่ๆ ความหวาดหวั่นก็ผุดขึ้นในใจอย่างไม่มีสาเหตุ

เขาทำท่าจะตามไป แต่เสียงอ่อนหวานปนเศร้าของลินทร์พิตาก็ดังขึ้น

"วรธันย์คะ เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่ควรมาที่นี่เลย ญาณีต้องเข้าใจผิดแน่ๆ"

ลินทร์พิตาหลุบตาลง เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "ฉันจะไปอธิบายและขอโทษเธอเดี๋ยวนี้ค่ะ ต่อให้เธอจะด่าว่าฉันยังไงก็ได้ ขอแค่เธออย่าเอาเรื่องที่ฉันท้องไปบอกใคร ไม่งั้นฉันกับลูกในท้องคงไม่มีทางรอดแน่ๆ"

ใบหน้าซีดเผือดของเธอเต็มไปด้วยความเปราะบางและหวาดกลัว ทำให้วรธันย์ใจอ่อนวูบ

เขาพูดปลอบโยนว่า "นี่คือลูกของผม ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทั้งนั้น"

บทถัดไป