บทที่ 5 ความอับอาย
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน รถของวรธันย์ค่อยๆ เคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านตระกูลปิงสุแสน
เขากำพวงมาลัยแน่น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม
บนเบาะที่นั่งข้างคนขับ มีกล่องของขวัญสุดหรูวางไว้อย่างเงียบเชียบ ภายในบรรจุชุดราตรีที่เขาตั้งใจเลือกมาเป็นพิเศษ
เพื่อเตรียมไว้สำหรับงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของคุณยายแห่งตระกูลมุกนนท์ในคืนพรุ่งนี้
วรธันย์จ้องมองกล่องของขวัญนั้น ในใจรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
ความเย็นชาของญาณีในช่วงนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียการควบคุมสถานการณ์ไป
เขายกข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนจะกดโทรศัพท์หาญาณี
เสียงรอสายดังอยู่ไม่กี่ครั้งก็ถูกตัดสายทิ้งไป
วรธันย์ขมวดคิ้วมุ่น แล้วกดโทรหาผู้ช่วยทันที
"เอาของเข้าไปส่งที่ตระกูลปิงสุแสน" เขาสั่งเสียงเย็น
……
ณ อพาร์ตเมนต์ของญาณี
ชายคนหนึ่งยื่นกล่องของขวัญมาตรงหน้าเธอ พร้อมกล่าวอย่างสุภาพว่า "คุณญาณีครับ นี่เป็นของที่ท่านประธานให้ผมนำมาส่ง ท่านหวังว่าคุณจะไปร่วมงานวันเกิดคุณยายตระกูลมุกนนท์ในคืนพรุ่งนี้ได้ตรงเวลานะครับ"
ญาณีปรายตามองกล่องของขวัญแวบหนึ่ง สีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
เธอพยักหน้า รับกล่องมาถือไว้ แล้วค่อยๆ ปิดประตูลงเบาๆ
ญาณียืนอยู่หลังประตู จ้องมองกล่องในมือด้วยแววตาที่สงบนิ่งราวกับผืนน้ำที่ตายสนิท
เธอไม่ได้เปิดมันออกดูในทันที แต่กลับวางมันทิ้งไว้บนโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าความหนาวเหน็บในหัวใจกลับค่อยๆ กัดกินความรู้สึกขึ้นมาทีละน้อย
"เขาทำแบบนี้เพื่ออะไร? อยากจะยื้อภาพลักษณ์การแต่งงานจอมปลอมนี้ต่อไปงั้นเหรอ?"
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็ยิ้มเยาะให้กับตัวเอง ก่อนจะหันหลังกลับไปเก็บกระเป๋าเดินทางต่อ
เธอจองตั๋วเครื่องบินสำหรับอีกสามวันข้างหน้าไว้แล้ว ปลายทางคือประเทศจีน
ที่นั่นคือเมืองเล็กๆ ที่เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธนวัฒน์ และเป็นที่ที่เขาหลับใหลอยู่ตลอดกาล
เธอจะไปจากที่นี่ เพื่อจบสิ้นการแต่งงานอันน่าขันนี้เสียที
ญาณีนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ แล้วส่งเอกสารที่มีรายละเอียดครบถ้วนฉบับหนึ่งให้กับน้องอัญมณี
"นี่คือเอกสารงานที่ต้องจัดการต่อจากนี้" เธอทำภาษามือด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย
น้องอัญมณีก้มมองเอกสาร ในใจกลับรู้สึกบีบคั้นอย่างห้ามไม่อยู่
"พี่ญาณี พี่ตัดสินใจจะไปจริงๆ แล้วเหรอคะ?" น้องอัญมณีถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ น้ำเสียงเจือไปด้วยความกังวล
ญาณีพยักหน้า จากนั้นก็ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย นิ้วเรียวขยับทำภาษามืออย่างช้าๆ "พี่จองตั๋วไว้แล้ว อีกสามวันจะบินไปประเทศซี บรรยากาศที่นั่นเงียบสงบ เหมาะกับพี่"
น้องอัญมณีกำเอกสารในมือแน่น พยายามซ่อนความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วน "แล้ว... รอบคัดเลือกของการแข่งขันครั้งนี้ล่ะคะ?"
ญาณีหันกลับมามองเธอ แววตาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
"เธอจัดการแทนพี่ให้เรียบร้อย พี่จะกลับมาเข้าร่วมรอบคัดเลือกให้ทันเวลา ส่วนเรื่องที่นี่ ก็ให้ทำตามรายการในเอกสารทั้งหมด"
น้องอัญมณีมองดูท่าทีที่เยือกเย็นของเธอ แล้วรู้สึกจุกในอกจนอยากจะร้องไห้
เธอรู้ดีว่า ญาณีได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว
ทุกอย่าง... ไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้อีก
วันรุ่งขึ้น ในที่สุดญาณีก็เปิดกล่องของขวัญนั้นออก
วินาทีนั้น มือของเธอชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
ชุดราตรีด้านในเป็นสีแดงเพลิง เนื้อผ้าบางเบาราวกับปีกจั๊กจั่น ดีไซน์เว้าลึกเผยเนื้อหนังอย่างโจ่งแจ้ง
นี่มันไม่ใช่ชุดราตรีสำหรับใส่ออกงานปกติ แต่มันคือชุดนอนไม่ได้นอนชัดๆ
เธอมองดูชุดนั้น ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมากลางอก
"นี่เขาต้องการจะหยามเกียรติฉันใช่ไหม?"
ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์ของเธอก็สว่างขึ้น
เป็นข้อความจากลินทร์พิตา
[พี่สาวคะ ชุดสวยจังเลยค่ะ วรธันย์ตั้งใจเลือกให้พี่เป็นพิเศษเลยเหรอคะ?]
ตามมาด้วยรูปถ่ายอีกหนึ่งใบ
ในรูป วรธันย์กำลังนั่งอยู่บนโซฟา ก้มหน้าอ่านหนังสือคู่มือการเลี้ยงลูก
ส่วนลินทร์พิตานั่งพิงอยู่ข้างๆ เขา มือวางทาบลงบนหน้าท้องที่นูนออกมาเบาๆ ด้วยสีหน้าอ่อนโยน
พี่สาวคะ ฉันกับวรธันย์กำลังทำ Prenatal Bonding กันอยู่ค่ะ เขาใส่ใจลูกมากจริงๆ เป็นสามีที่ดีมากเลยค่ะ
ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค กลับกรีดแทงลงกลางใจของญาณีราวกับมีดคม
ญาณีกำโทรศัพท์แน่น ปลายนิ้วสั่นระริก
เธอเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว
ตอนนั้น เธอเคยคิดว่าวรธันย์คือแสงสว่างของเธอ
เธออยากมีลูก ลูกที่เป็นของพวกเขาสองคน
เธอไปขอร้องศักดิ์ชัย หวังให้เขาช่วยดูแลสุขภาพและปรับสมดุลร่างกายให้เธอ
ศักดิ์ชัยเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของวรธันย์ และเป็นหมอสูตินารีเวชอันดับต้นๆ ของประเทศ
เธอตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนับครั้งไม่ถ้วน กินยาไปมากมายมหาศาล
แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็ได้รู้ความจริงโดยบังเอิญ—
วรธันย์กำลังคุมกำเนิด
เขาไม่เคยต้องการลูกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ลูกที่เป็นใบ้"
เธอยังจำคำพูดที่ศักดิ์ชัยเตือนเธอได้ดี "ญาณี ตัดใจเถอะ วรธันย์ไม่มีวันเปลี่ยนใจหรอก"
ตอนนั้นเธอยังแอบมีความหวัง คิดเข้าข้างตัวเองว่าวรธันย์แค่ยังไม่พร้อม
แต่ตอนนี้ เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า เขาไม่เคยคิดจะมอบอนาคตใดๆ ให้กับเธอเลย
ค่ำคืนนั้น คฤหาสน์ตระกูลมุกนนท์สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
แขกเหรื่อจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน
ญาณีสวมชุดราตรีที่ถูกแก้ทรงใหม่ เดินเข้ามาในงานเลี้ยงอย่างช้าๆ
ชุดราตรียาวสีแดงขับเน้นรูปร่างของเธอให้ดูโดดเด่นสะดุดตาอย่างที่สุด
ใบหน้าที่ดูเย็นชาและรอยยิ้มจางๆ ของเธอ เปล่งประกายภายใต้แสงไฟจนไม่อาจละสายตาได้
แขกในงานต่างพากันหันมามองเธอด้วยความชื่นชม
วรธันย์ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน สายตาของเขาถูกดึงดูดไปที่เธอทันที
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความไม่พอใจก่อตัวขึ้นในใจอย่างไม่มีสาเหตุ
"นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอ?"
เขารีบเดินตรงเข้าไปขวางทางเธอไว้
"ญาณี นี่มันชุดอะไร?" เขากดเสียงต่ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการตำหนิ
ญาณีปรายตามองเขาอย่างเรียบเฉย ไม่ตอบคำถาม แล้วเดินเลี่ยงผ่านเขาไป
วรธันย์เอื้อมมือไปคว้าข้อมือเธอไว้ แล้วพูดเสียงเย็น "ตามฉันออกไปข้างนอก"
"ฉันมีธุระต้องทำ" น้ำเสียงของเธอเย็นชา แววตาไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ
สีหน้าของวรธันย์ดูแย่ลงไปอีก
ทันใดนั้น เสียงของลินทร์พิตาก็ดังขึ้นจากไม่ไกล "วรธันย์คะ"
เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานดูน่าทะนุถนอม เดินเข้ามาใกล้
การปรากฏตัวของเธอ ทำให้สายตาของคนในตระกูลมุกนนท์หันมามองเป็นตาเดียว
คุณยายตระกูลมุกนนท์ขมวดคิ้ว เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คุณลินทร์พิตา ไม่เจอกันนานนะ"
ลินทร์พิตาก้มศีรษะเล็กน้อย "ต้องขอโทษด้วยค่ะ พอดีฉันเพิ่งทราบกะทันหันว่าวรธันย์จะมาร่วมงานแซยิด ก็เลยอยากจะตามมาดูสักหน่อย"
คำพูดของเธอ ราวกับจงใจประกาศตัวเป็นศัตรูกับญาณีอย่างชัดเจน
คนรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทา
ญาณียืนมองเหตุการณ์ด้วยสายตาเย็นชา สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลง
วรธันย์มองท่าทีที่ไม่ยี่หระของเธอ แล้วรู้สึกโมโหขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จังหวะนั้นเอง ลินทร์พิตาก็หยิบชุดราตรีชุดหนึ่งออกมา น้ำเสียงเจือความน้อยใจ "พี่สาวคะ ชุดนี้วรธันย์ตั้งใจเลือกให้พี่เป็นพิเศษ แต่ฉันไปเจอในห้องพี่ มันถูกตัดจนขาดเละเทะแบบนี้..."
ชุดราตรีที่ถูกตัดจนขาดวิ่น กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งงานในทันที
สายตาของคนรอบข้างเต็มไปด้วยความสงสัยและตำหนิ ต่างพุ่งเป้าไปที่ญาณี
สีหน้าของวรธันย์มืดครึ้มลงทันตา
"เธอเป็นคนตัดมันเหรอ?" เสียงของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ญาณีมองหน้าเขา มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"ใช่ ฉันตัดเอง" เธอยอมรับอย่างใจเย็น
"เธอรู้ไหมว่านี่มันงานอะไร?" วรธันย์ถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
ญาณีตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉย "ฉันก็เลยเลือกใส่ชุดที่ฉันชอบไงคะ"
เธอยกมือขึ้น แกะมือของวรธันย์ออกจากข้อมือตัวเอง แล้วเดินตรงไปยังอีกด้านของงานเลี้ยง
วรธันย์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จ้องมองแผ่นหลังของเธอด้วยสีหน้าทะมึนถึงขีดสุด
อารมณ์บางอย่างที่ยากจะอธิบายกำลังปั่นป่วนอยู่ในใจเขา
"ตกลงเธอต้องการจะทำอะไรกันแน่?"
แต่เขากลับไม่รู้ตัวเลยว่า เธอกำลังก้าวเดินออกห่างจากเขาไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่แค่ตัว แต่รวมถึงหัวใจของเธอด้วย
