บทที่ 7 ไม่คุ้มค่า
คุณยายนุชนาถถือถ้วยชาร้อน นั่งอยู่บนตั่งยาวในห้องโถงใหญ่ สายตาจับจ้องไปที่ญาณีไม่ละสายตา
"วรธันย์" น้ำเสียงของท่านเคร่งขรึมอย่างที่ไม่มีใครกล้าขัดแย้ง
"พูดจากับญาณีแบบนั้นได้ยังไง? พูดให้มันอ่อนโยนกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไง?"
วรธันย์ยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าทะมึนทึน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
"ยายแกพูดด้วยอยู่นะ" คุณตาสุรพลถลึงตาใส่เขา น้ำเสียงทุ้มต่ำและดุดัน
"ผม..." วรธันย์พยายามข่มอารมณ์ กำลังจะเอ่ยปาก แต่ถูกญาณีขัดขึ้นเบา ๆ เสียก่อน
"หนูไม่เป็นไรค่ะ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับความห่วงใยของคุณยายนุชนาถเลยแม้แต่น้อย
คุณยายนุชนาถถอนหายใจ พลางกระชับมือเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม
"ญาณีเอ๋ย อย่าทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาเลย มีอะไรก็พูดออกมา วรธันย์เขาเป็นสามีของหนู เขาต้องปกป้องหนูสิ"
วรธันย์หลุบตาลง ความรำคาญใจในอกพุ่งสูงถึงขีดสุด
"ผมมีธุระจะคุยกับญาณีหน่อย" เขาพูดเสียงเย็น คว้าข้อมือญาณีไว้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ญาณีไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้เขาลากเดินออกไป
วรธันย์ก้าวเท้าเร็วมาก จนญาณีแทบจะต้องวิ่งเหยาะ ๆ ถึงจะตามทัน
ฝีเท้าของเธอค่อย ๆ ช้าลง แรงบีบที่ข้อมือทำให้เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ทำไมช้าจัง?" วรธันย์หันกลับมา สายตาตกกระทบลงบนมือที่สั่นเทาเล็กน้อยของเธอ
เขาขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากความ เพียงแค่ผ่อนฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว และถึงกับปล่อยมือเธอด้วยซ้ำ
ญาณีก้มหน้าซ่อนแววตาเย้ยหยัน
"ที่แท้ เขาก็ยังแคร์ความรู้สึกฉันบ้างเหมือนกันสินะ" เธอหัวเราะเยาะในใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามเขาต่อไป
ไม่ไกลออกไป คุณยายนุชนาถและคุณตาสุรพลยืนมองส่งพวกเขาเดินจากไป
"ในที่สุดวรธันย์ก็รู้จักสงสารญาณีบ้างแล้ว" คุณยายนุชนาถยิ้มอย่างโล่งใจ
"ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ" คุณตาสุรพลพยักหน้า แต่แววตากลับแฝงความกังวลซับซ้อน
วรธันย์พาญาณีเข้ามาในห้องรับรองห้องหนึ่งของบ้านเก่า
เมื่อผลักประตูเข้าไป การตกแต่งภายในดูเรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกอึดอัดคับแคบ
วรธันย์ปิดประตู หันกลับมาจ้องหน้าเธอ สายตาเย็นชา "หลายวันมานี้เธอไปทำอะไรมา? ทำไมไม่กลับไปที่วิลล่า?"
ญาณีมองเขาอย่างเรียบเฉย แววตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น "วรธันย์ ฉันขอเตือนคุณนะ เราหย่ากันแล้ว วิลล่าหลังนั้นไม่ใช่บ้านของฉัน"
สีหน้าของวรธันย์ดูแย่ลงทันที
"ญาณี ฉันขอเตือนว่าอย่าให้มันมากเกินไปนัก" เสียงของเขาทุ้มต่ำเจือความโมโห "อย่าคิดว่าฉันจะให้โอกาสเธอได้บ่อย ๆ ทำหน้าที่ 'คุณนาย' ของเธอให้ดี อย่ามาก่อเรื่องอีก"
"'คุณนาย' งั้นเหรอ?" ญาณีหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงแฝงความประชดประชัน "ขอโทษที ฉันไม่เห็นจะอยากได้คำเรียกขานนี้เลยสักนิด"
"ไม่อยากได้?" ความโกรธของวรธันย์ถูกจุดติดขึ้นมาทันที เขาแค่นหัวเราะ "ถ้าไม่อยากได้ แล้วเธอจะพยายามแทบตายเพื่อแต่งงานกับฉันทำไม?"
ญาณีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย "ที่แท้ คุณก็คิดมาตลอดสินะว่าฉันแต่งงานเพื่อสมบัติของตระกูลแก้วโรจน์?"
วรธันย์เงียบกริบ ซึ่งเท่ากับยอมรับการคาดเดาของเธอ
เธอก้มหน้ายิ้ม น้ำเสียงเจือความเย็นชา "วรธันย์ ตอนที่คุณตกต่ำที่สุด ใคร ๆ ก็รังแกคุณ ฉันเอาสมบัติพ่อแม่ฉันออกมาให้คุณทั้งหมด เพื่อประคับประคองคุณ คุณคิดว่าฉันหวังอะไร?"
แววตาของวรธันย์เริ่มสับสน เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเธอขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"แต่ตอนนี้ฉันเบื่อแล้ว" เธอพูดออกมาอย่างราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่สำคัญ
"เบื่อแล้ว?" วรธันย์ทวนคำเสียงต่ำ น้ำเสียงแฝงความอันตราย
"ญาณี ท่าทางเธอไม่เห็นเหมือนคนเบื่อเลยสักนิด"
เขาแสยะยิ้ม ก้าวพรวดเข้าไปต้อนเธอจนชิดผนัง
"ในห้องนี้ของบ้านเก่า เธอเคยออเซาะฉันไม่รู้กี่คืนต่อกี่คืน แล้วตอนนี้มาบอกว่าเบื่อเนี่ยนะ?"
เขาโน้มตัวลงมา ลมหายใจรินรดข้างหูเธอ เสียงทุ้มต่ำและอันตราย
วรธันย์ยกมือขึ้นเบา ๆ ปลายนิ้วไล้ไปตามพวงแก้มของเธอ
"ญาณี เธอนี่ทำให้ฉันรู้สึกสนุกจริง ๆ"
น้ำเสียงของเขาเจือความหยอกเย้า ก้มลงกระซิบข้างหูเธอ "ปากบอกว่าเบื่อ แต่ตาของเธอมันฟ้องว่าไม่ใช่"
ญาณียืนนิ่ง เพียงแค่ใช้ดวงตาที่สงบนิ่งไร้อารมณ์จ้องมองเขา
สายตาแบบนั้นทำให้วรธันย์ชะงักไป
ไม่มีความโกรธ และไม่มีความหวั่นไหวใด ๆ
มีเพียงความห่างเหินที่เย็นชา ราวกับกำแพงหนาที่กั้นเขาเอาไว้ข้างนอก
จู่ ๆ ความหงุดหงิดก็ปะทุขึ้นในใจเขา
"จะแกล้งทำเป็นถือตัวไปถึงไหน?" เสียงของเขาแหบพร่า นิ้วมือค่อย ๆ เลื่อนลงไปที่ลำคอของเธอ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะทำอะไรมากไปกว่านั้น เธอก็เอ่ยปากขึ้น
"วรธันย์ อย่าแตะต้องตัวฉัน"
เสียงของเธอยังคงราบเรียบ แต่มันทำให้เขาชะงักมือทันที
"ฉันไม่ได้สนใจคุณเลยแม้แต่นิดเดียว" สายตาของเธอจ้องตรงไปที่เขา น้ำเสียงไม่มีความรู้สึกใด ๆ เจือปน
ลมหายใจของวรธันย์สะดุดกึก สายตาค่อย ๆ เย็นชาลง
เขาสลัดมือออกอย่างแรง ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน "ญาณี อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย"
เขาหันหลังเดินไปที่ประตู ฝีเท้าเร็วกว่าปกติ
จังหวะที่มือแตะลูกบิดประตู เขาชะงักเล็กน้อย หันกลับมาพูดเสียงเย็น "ที่เก็บเธอไว้ ก็เพื่อเอาใจตระกูลมุกนนท์ อย่าเล่นตัวให้มากนัก"
พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ญาณียืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองส่งเขาจากไป
มือของเธอค่อย ๆ กำแน่น ความเย็นชาบนใบหน้าค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้า
ญาณีนั่งลงที่ขอบเตียง ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าของตัวเอง
ปลายนิ้วลูบไล้เนื้อผ้าชุดราตรี สัมผัสที่ละเอียดอ่อนกลับทำให้ปลายนิ้วของเธอปวดหนึบ
เธอหยุดมือ เหม่อมองมือตัวเอง หลังมือขาวเนียนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจาง ๆ
นั่นคือร่องรอยความทรงจำจากอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อสองปีก่อน ที่ยังคงไม่จางหายไปจนหมด
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินจากหางตาโดยไม่รู้ตัว
เธอชะงักไปเล็กน้อย ยกมือขึ้นแตะแก้ม แต่กลับพบว่าน้ำตาหยดลงบนชายกระโปรงเสียแล้ว
ญาณีหลับตาลง ความเจ็บปวดแล่นพล่านขึ้นมากลางอก
"คงเป็นเพราะเจ็บแผลแน่ ๆ" เธอปลอบใจตัวเอง แต่ไม่อาจมองข้ามความรู้สึกอัดอั้นในอกได้
เธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะสร้อยคอที่สวมอยู่ที่คอ
มันคือสร้อยเงินเรียบ ๆ จี้ขนาดเล็กถูกเธอกำไว้แน่นในฝ่ามือ
เธอกุมมันไว้แน่น ราวกับพยายามไขว่คว้าหาความอบอุ่นใจ
เมื่อเปิดล็อกเก็ตออก ภายในคือรูปถ่ายใบหนึ่ง
ในภาพ ธนวัฒน์กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นในแววตาคู่นั้น ราวกับส่งผ่านมาข้ามกาลเวลา
น้ำตาของญาณีไหลทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตกในทันที
เธอกัดริมฝีปาก แต่ไม่อาจกลั้นเสียงสะอื้นในลำคอได้
"ธนวัฒน์... ฉันขอโทษ"
เธอพร่ำบอกในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับพูดไม่ออก
น้ำตาทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัว นิ้วมือยิ่งเจ็บปวดเพราะแรงกำที่แน่นขึ้น
ญาณีก้มมองมือตัวเอง ความเจ็บปวดนั้นราวกับแทรกซึมมาจากกระดูกดำ
ในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเสียใจและสมเพชตัวเอง
"เพื่อวรธันย์แล้ว... มันไม่คุ้มเลยจริง ๆ"
วินาทีนี้ เธอตระหนักได้อีกครั้งว่า สิ่งที่เธอทุ่มเทไปนั้นมันน่าขันเพียงใด
