บทที่ 1 บทที่ 1.
“แม่ขา คุณแม่ อย่าเดินหนีหนูดีสิคะ รอหนูดีด้วย แม่จ๋าแม่..” สาวน้อยเดินแกมวิ่งตามร่างบอบบางของมารดาที่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ที่เหมือนว่าท่านเดินช้าๆ แต่ไม่ว่าเธอวิ่งอย่างไรก็ตามไม่ทันเสียที
“แม่จ๋า คุณแม่..” ฤดีชล วิ่งตามมารดาจนเหนื่อยหอบจึงหยุดวิ่งเพื่อพักสักครู่แต่แล้วสถานที่ที่เธอยืนอยู่ในขณะนี้กลับเป็นสวนสวยที่เต็มไปด้วยดอกไม้มากมายหลากสีสันส่งกลิ่นหอมหวานรัญจวนไปทั่วบริเวณซึ่งมีม่านหมอกจางๆ ลอยพลิ้วไหวดูงดงามราวแดนสวรรค์
“นั่งลงซิจ๊ะหนูดีลูกแม่..” เสียงเรียกอย่างอ่อนโยนดังขึ้นเธอก็เพิ่งสังเกตว่ามารดานั้นนั่งอยู่บนม้านั่งสีขาวงสะอาดข้างกายก็มีผู้เป็นบิดานั่งอยู่เคียงข้างและท่านทั้งสองก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มเปี่ยมด้วยความสุข
“คุณพ่อ..” พึมพำอย่างแปลกใจที่เห็น นายหัวใหญ่ชัชชล อยู่ที่นี่กับมารดา นายหัวใหญ่ชัชชลผู้ซึ่งให้กำเนิดที่เธอไม่เคยได้เรียกเขาว่าพ่อเลยสักครั้งตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่...
“ลูกรักของแม่ร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้โตเป็นสาวแล้วนะลูก”
“หนูดีคิดถึงแม่ฤดีนี่คะ แม่จ๋าอย่าไปไหนอีกนะคะอยู่กับหนูดีนะคะ นะคะ..” เธอเว้าวอนเหมือนเด็กๆ
“ไม่ได้หรอกลูก ที่แม่มาวันนี้แม่กับพ่อจะมาบอกลาลูกจ้ะ ลูกรักฟังแม่นะลูก” เมื่อเห็นบุตรสาวส่งสายตาดื้อดึงนางดวงฤดีจึงรีบเอ่ยขึ้น
“มันถึงเวลาแล้วจ้ะลูก แม่กับพ่อหมดห่วงแล้ว ตอนนี้ลูกสาวของแม่โตเป็นสาวสวย และแกร่งกว่าเดิมมาก แม่กับพ่อก็เบาใจและต้องไปเสียที”
“อย่าร้องไห้ลูกพ่อ พ่ออยากบอกว่าพ่อรักลูกมาก รักหนูดีของพ่อเสมอ..” นายหัวใหญ่ชัชชลก้มลงกอดร่างบางของผู้เป็นบุตรสาวแน่น หากแต่ฤดีชลอดคิดไม่ได้ว่านี่คงเป็นความฝัน เพราะในความเป็นจริง พ่อ ไม่เคยกอดเธอเลยแม้สักครั้ง
“รักหนูดี แต่ก็กำลังจะทิ้งหนูดีไปเหรอคะ” สาวน้อยตัดพ้อน้ำตานองใบหน้าสวยหวาน
“แม่กับพ่อไม่ได้ทิ้งลูกไปไหนเลยหนูดีลูกรัก พวกเราจะยังคงอยู่ด้วยกัน เพียงแต่แม่กับพ่อต้องไปอยู่ในที่ ที่เป็นของเราและลูกก็ต้องอยู่ในที่ของลูก”
“รักษาตัวนะลูกพ่อ พ่อรักลูกเสมอนะลูก”
“ไม่เอาหนูดีไม่ให้พ่อกับแม่ไปนะคะ อยู่กับหนูดีก่อนนะคะ อย่าไป อย่าหนีหนูดีไปอีกหนูดีไม่มีใคร อย่าไปๆๆ หนูดีไม่มีใครแล้ว แม่จ๋า คุณพ่อ..” สาวน้อยร้องเรียกจนสุดเสียงเมื่อร่างของบุพการีทั้งสองค่อยๆ ลอยห่างออกไป พร้อมด้วยรอยยิ้มอันแสนพิศุทธิ์ส่งมาให้...
“รักษาเนื้อรักษาตัวนะลูก จงรู้ไว้ว่าพ่อกับแม่ยังอยู่ข้างๆ หนูเสมอ ต่อไปนี้ลูกจะพบแต่ความสุข ลาก่อนลูกรัก..” เสียงหวานอ่อนโยนของมารดายังคงกึกก้อง แต่เธอก็ไม่สนใจกลับวิ่งตามร่างที่ค่อยๆ ห่างหายไปของบิดามารดาจนหมดแรง แล้วทรุดนั่งลงกับพื้นหญ้าร่ำไห้ปานจะขาดใจอยู่ลำพัง ในที่สุดเธอก็ถูกทิ้งให้อยู่เดียวดาย
“คุณแม่ คุณพ่อขา อย่าไป ไม่ๆๆ อย่าทิ้งหนูดี...”
ฤดีชลรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขั้นเพื่อตามบิดามารดาไปอีกครั้ง แต่ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวขานั้นเองพลันก็มีชายหนุ่มลึกลับรูปร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งชุดออกมาจากพุ่มดอกไม้สวยตรงหน้า ร่างสูงใหญ่นั้นหันหลังให้แสงสว่างอันเจิดจ้านั้นทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นว่าเขามีหน้าตาเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้จากการมาของเขาคือ รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านรอบๆ กายของเขา เสมือนมารร้ายหรือซาตานที่จะมาฉกชิงดวงวิญญาณของมนุษย์ตัวเล็กๆ เช่นเธอไป...
เท้าบางค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัวเมื่อร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นนั้นก้าวช้าๆ มาหา และทันใดนั้นเอง ข้างหลังของเขาก็มีปีกสีดำสนิทราวกับปีกของซาตานร้ายที่เธอเคยดูในภาพยนตร์ และขนาดปีกมหึมาที่กางออกมานั้นแทบจะครอบคลุมไปทั้งบริเวณสวนสวย อีกทั้งเขาแหลมๆ ยาวโง้งก็ค่อยๆ งอกออกมาจากศีรษะของชายปริศนาคนนั้น พร้อมทั้งหางสีดำทะมึนก็ส่ายสะบัดตวัดฉวัดเฉวียนอยู่ข้างหลังของเขา และพอเขาตวัดหางผ่านพุ่มกุหลาบสวย กุหลาบงามพุ่มนั้นก็มีอันระเบิดแตกกระจายเปลวไฟลุกท่วมน่าหวาดพรั่นพรึง แล้วหางยาวๆ นั้นจะเลื้อยไปฟาดฟันมวลดอกไม้งามทั้งสวนจนมอดไหม้ไปทั้งสวนสวยจนสถานที่แห่งนี้สว่างไสวร้อนแรงด้วยเปลวเพลิงมรณะ...
