บทที่ 10 บทที่ 10.
“เอาล่ะอย่ามัวพูดมากนักเลย ไหนบอกมาสิว่าเป็นอะไร อาการเป็นยังไง...” หมอเก่งตัดบท หน้าตาท่าทางจริงจังทำให้หญิงสาวไม่ติดใจอะไร
“ก็ หนูดี...” หญิงสาวบอกอาการของตนให้หมอเก่งฟังอย่างละเอียดสุดท้าย หมอเก่งก็เพียงแต่บอกว่าเธอเครียดเกินไปและพักผ่อนไม่เพียงพอจึงฉีดยาบำรุงให้เธอ และในเวลาต่อมาฤดีชลก็หลับไปเพราะฤทธิ์ยา
หมอเก่งหันมามองคนตัวโตที่ยืนหน้าบึ้งถมึงทึงอยู่ไม่ไกลก็อยากจะหัวเราะทั้งขันทั้งแค้นใจแทนคนตัวเล็กที่หลับไปแล้ว
“นายกลับมาทำไม..”
“นี่พี่ถามผมแบบนี้เลยเหรอ” คิมหันต์โวยหน้าเครียด เมื่อใครๆ จากเกาะพราวแสงจันทร์ก็ถามเขาด้วยประโยคเหมือนกันทุกคน
“ก็ความหมายตามนั้น ถึงพี่จะเป็นแค่หมอประจำเกาะ แต่หนูดีก็เหมือนน้องสาวของพี่” หมอเก่งยักไหล่ไม่สนใจกับท่าทางฮึดฮัดของอีกฝ่าย
“ใช่สินะ ผมทำอะไรใครๆ ก็ไม่เคยเห็นดีเห็นงามด้วย”
“ก็สิ่งที่นายทำไว้กับหนูดีมันเกินไป อย่าให้พูดถึงเลยคิม นายรู้ตัวดีที่สุด และขอร้องว่าอย่าทำอะไรให้หนูดีเจ็บปวดไปกว่านี้ จิตใจคนเราไม่ใช่อิฐไม่ใช่หิน อาการของหนูดีคืออาการชอกอย่างหนึ่ง เธอมีความทรงจำที่เลวร้ายกับสิ่งที่นายทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น น้ำเสียง หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะไปกระตุ้นหรือสะกิดความรู้สึกที่เปราะบาง หากเธอได้รับรู้สิ่งเหล่านั้นโดยกะทันหันหรือในสภาวะที่จิตใจไม่พร้อม เธอก็พร้อมที่จะจากพวกเราไปตลอดกาลเธอจะปิดกั้นตัวเองจากทุกสิ่งในที่นี้หมายถึงเราทุกคนด้วย...”
“หวังว่านายคงปล่อยหนูดีไป อย่าทำร้ายเธอเลยถือว่าพี่ขอร้อง พี่ไปล่ะ..” พูดจบหมอเก่งก็เดินออกไปปล่อยให้คนที่มีอดีตยืนนิ่งอยู่กับที่
คิมหันต์ถอนใจแล้วถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาคมจดจ้องไปยังคนที่หลับพริ้มอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งอยู่ในอก ชายหนุ่มเดินไปหยุดข้างเตียงแล้วนั่งลงจับมือเล็กๆ มากุมไว้มองใบหน้าเนียนใสที่เริมมีสีสันขึ้นมานิ่ง
“พี่จะต้องทำยังไงหนูดี ช่วยบอกพี่ที...”
ฤดีชลสะดุ้งลืมตาตื่นเต็มที่เมื่อแสงเรืองรองทาบทอที่ขอบฟ้าของเช้าวันใหม่ หญิงสาวลูบใบหน้าชื้นเหงื่อของตนอย่างอ่อนล้าแล้วนึกถึงฝันเมื่อครู่ก่อนอย่างไม่เข้าใจแต่ครั้งนี้มันเปลี่ยนไป ซาตานร้ายของเธอช่างดูเศร้าสร้อยและน่าสงสารจนเธออดไม่ได้ที่จะเข้าไปหามันแม้จะกลัวแสนกลัว เธอถามมันว่าทำไมมันถึงได้ดูเศร้า มันไม่ตอบเอาแต่มองหน้าเธอนิ่งด้วยแววตาที่เธออ่านไม่ออก ใบหน้าที่เลือนรางของมัน มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ชัดเจนในความทรงจำของเธอ จนแม้ตอนที่เธอตื่นอยู่ในขณะนี้ จะเป็นไปได้ไหมว่าซาตานร้ายมันจะกลับใจไม่ตามไล่ล่าเธอในฝันอีก...
“คิดฟุ้งซ่านไปแล้วเรา..” หญิงสาวบอกตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนพยายามข่มใจให้หลับแต่แล้วก็มีสิ่งหนึ่งสะกิดใจให้เธอคิดถึงเรื่องบางอย่างโดยบังเอิญ ฤดีชลลุกขึ้นไปยังโต๊ะอ่านหนังสือเล็กๆ มุมห้องริมระเบียงแล้วไขกุญแจเอาของสิ่งหนึ่งออกมาพิจารณา ผ้าผืนเล็กๆ ในมือก่อนจะคลี่มันออกมาช้าๆ พลางนึกว่าได้มันมาจากไหน
“ใครเป็นคนให้ผ้าผืนนี้เรามานะ” หญิงสาวคลีผ้าผืนเล็กออกมาพิจารณา มันเป็นผ้าเช็ดหน้าของผู้ชายสีเทาอ่อนปักลายสีทองที่มุมของผ้าด้วยอักษรย่อ KHMC ผืนนี้มาอยู่กับเธอได้อย่างไรและตอนไหน และทำไมเธอจึงเก็บมันไว้เป็นอย่างดี คิดๆ ไปก็เกิดรู้สึกปวดหัวขึ้นมาจนต้องทรุดนั่งกับเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ
“ปวดหัวจัง พี่คิม...” อยู่ๆ ชื่อนี้ก็ผุดเข้ามาในหัวชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไปโดยที่เธอเองก็ไม่ได้รู้ตัวว่าเอ่ยชื่อนั้นออกมา
โฮ่งๆๆ เสียงเจ้าแมมมอสเห่าขรมอยู่หน้าบ้านทำให้ฤดีชลลืมตาขึ้นแล้วเดินไปชะโงกหน้ามองที่ประตูรั้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมแล้วเดินลิ่วลงไปหน้าบ้านทันที
“สวัสดีค่ะท่านประธาน เอ่อ เชิญเข้าบ้านก่อนค่ะ แมมมอสอย่าเสียมารยาท..” ฤดีชลเปิดประตูรั้วให้ร่างสูงใหญ่แล้วหันมาปรามเจ้าสุนัขคู่ใจที่ทำท่าขู่คำราม อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อนจนเธอแปลกใจกับท่าทีของมัน
“มันเป็นแบบนี้บ่อยๆ เหรอ”
“ไม่ค่ะ แค่กับคนที่เอ่อ คิดไม่ดีกับหนูดีมันมักจะทำท่าแบบนี้และมันก็ไม่เคยคิดผิด...” พูดไปแล้วก็นึกเกรงว่าเขาจะไม่พอใจแต่ก็จะให้โกหกเพื่อให้คนฟังสบายใจเธอก็ทำไม่ได้
“มันรู้ดีขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ก็ค่ะ มันหวงหนูดีน่ะค่ะ”
หญิงสาวตอบเบาๆ แม้ความแสนรู้ของเจ้าแมมมอสที่ดูจะเกินจริงไปแต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จนบางครั้งฤดีชลยังกังวลว่าจะมีใครคิดว่าเธอบ้ารึเปล่าที่รู้ว่าเจ้าแมมมอสคิดอะไร..
แต่เอ๊ะ แล้วทำไมเขาจึงได้มาที่บ้านของเธอเช้าตรู่ขนาดนี้ล่ะ ฤดีชลมองแขกที่ไม่คิดว่าจะเจออย่างไม่เข้าใจ
“ที่ฉันมาแต่เช้าก็เพื่อมาดูให้แน่ใจว่าเธอดีขึ้นแล้ว” เขาพูดเหมือนล่วงรู้ความคิดของเธอ
“เอ่อ.. ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านประธานเข้าบ้านก่อนค่ะ หนูดีขออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่นะคะ แมมมอส ไปอยู่ตรงโน้นไป.. อย่าเสียมารยาทกับแขกนะรู้ไหม” เจ้าแมมมอสเห่ารับเบาๆ แล้วเดินไปนอนหมอบอยู่ขอบประตูทางเข้าบ้านทั้งยังมองชายหนุ่มผู้มาเยือนด้วยแววตาที่ยังคงไม่เป็นมิตร
“แล้วท่านประธานอย่าหยิบจับอะไรในบ้านนะคะ คือหนูดีไม่ได้หวงนะคะ เจ้าแมมมอสมันหวงน่ะค่ะ” เธอรีบบอกเขาหน้าตื่นกลัวว่าเขาจะว่าตนเสียมารยาท
“เอาเป็นว่าฉันจะระวังก็แล้วกัน” ฤดีชลยิ้มแห้งๆ ให้เขาแล้วรีบวิ่งขึ้นห้องของตนไป
