บทที่ 11 บทที่ 11.
เมื่อลับหลังหญิงสาวแล้วคิมหันต์ก็หันมาปรายตามองเจ้าแมมมอสที่มองเขาไม่วางตาเช่นกันด้วยความหมั่นไส้ ชายหนุ่มนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่แล้วกอดอกเซ็งๆ มองมันอย่างไม่ชอบใจนัก
“แกมองหน้าฉันแบบนี้มีปัญหาอะไรว่ามาเลย..” คิมหันต์เปิดฉากขึ้น เสมือนหนึ่งว่ามันเป็นคนคนหนึ่งและกำลังเปิดศึกชิงนางกันอย่างไรอย่างนั้น
โฮ่งๆ.. เจ้าแมมมอสเห่าตอบแล้วลุกขึ้นนั่งมองเขาเหมือนพร้อมจะสู้เช่นกัน
“แกเป็นหมาแต่ฉันก็เป็นสามีของหนูดี แกควรจะสำนึกไว้บ้างนะ แล้วที่แกได้มาอยู่ที่นี่ก็เพราะพ่อแม่ฉันเมตตาแกหรอกนะ จำไว้ด้วยและหากว่าฉันไม่ช่วยพ่อแม่ไว้แกก็คงไม่ได้เกิดมาเป็นหมาตัวโปรดของเมียฉันหรอกโว้ย..” คิมหันต์กอดอกมองมันอย่างเหนือกว่าและเหมือนจะทวงบุญคุณ
โฮ่งๆ คราวนี้เจ้าแมมมอสเห่ารัวเหมือนจะเถียงเขา คิมหันต์หน้าหงิกเริ่มหงุดหงิดที่แม้แต่หมาหน้าขนก็ยังจะเถียงเขา เหมือนว่ามันบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ตามที่พูดมา แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเจ้าแมมมอสคิดอะไร เขารู้แค่มองแววตามันก็รู้ว่าเจ้าหมอนี่มันคิดอะไร ชายหนุ่มพูดเองถามเองตอบเองอยู่คนเดียว
แล้วเขาสามารถรู้ใจเจ้าสุขนัขตัวนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะนี่... คิมหันต์อยากจะหัวเราะกับตัวเองนัก
“แต่ถึงยังไง หนูดีก็เป็นเมียฉัน แกจะเถียงไปข้างๆ คูๆ ก็เรื่องของแก ความจริงก็คือความจริง”
โฮ่งๆๆ งื๊ดดด คราวนี้เจ้าแมมมอสเห่าแล้วก็ลุกขึ้นดินคอตกครางงื๊ดๆ ไปที่บันไดด้วยท่าทางกะปลกกะเปลี้ย คิมหันต์แทบตาถลนด้วยความหมั่นไส้เมื่อเห็นร่างบอบบางของฤดีชลเดินรี่ลงมาลูบหัวมันอย่างเอาอกเอาใจท่าทางของเธอดูวิตกกังวลกับอาการของมันมากใบหน้านวลใสยุ่งเหยิงคิ้วเรียวขมวดมุ่นเลยทีเดียว...
ไอ้หมาจอมมารยา.. คิมหันต์มองเจ้าแมมมอสผ่านแว่นตาสีชาเข้มอย่างหมั่นไส้เต็มกำลัง
“แมมมอสเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ บอกหนูดีมาเร็ว..”
งื๊ดๆๆ มันครางเบาๆ ซุกจมูกกับมือนุ่มแล้วคลานไปซบตักของฤดีชลและหันหน้าออกมามองเขา แววตาของมันมีแววเยาะเย้ยที่คิมหันต์รู้สึกได้ ตอนนี้เขามีเซนส์สามารถสื่อสารกับสุนัขได้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“เป็นอะไรจ๊ะเด็กดี มีอะไรเหรอ” เธอย้ำถามมันอย่างอ่อนโยน คิมหันต์ได้แต่กระฟึดกระฟัดอยู่ในอก ไอ้หมาเจ้าเล่ห์ มากมารยา ชายหนุ่มเข่นเขี้ยวเจ้าแมมมอสในอกอย่างหนัก แล้วตีหน้าขรึมเมื่อฤดีชลหันมามองเขาเหมือนจะสงสัยว่าเขาเป็นคนที่ทำร้ายสุนัขแสนรักของเธอ
“เอ่อ ท่านประธานคะ คือว่าหนูดี..”
“ฉันบอกให้เรียกฉันว่าคีธ ไม่ใช่ท่านประธาน ฉันดูแก่มากจนต้องเรียกด้วยสรรพนามอาวุโสขนาดนั้นเลยหรือไง”
“ค่ะ คุณคีธ คือ ไม่ทราบว่าตอนที่หนูดีไม่อยู่แมมมอสมันไปนอกบ้านหรือเจออะไรมั้ยคะ ทำไมมันทำท่าเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง” หญิงสาวรับคำเบาๆ แล้วก็ถามเขาหน้าตื่นจนคิมหันต์อยากจะเขกกะโหลกเจ้าตัวปัญหานัก
“นี่เธอคิดว่าฉันเป็นคนทำร้ายมันเหรอ”
“เปล่านะคะ.. แค่มันไม่เคยมีอาการแบบนี้มานานแล้วค่ะ มันเคยมีอาการแบบนี้ตอนมันเล็กๆ และถูกน้องหมาเกเรรังแกค่ะ” เธอตอบน้ำเสียงอ่อยๆ ยิ่งทำให้คิมหันต์แค้นเคืองเจ้าแมมมอสนัก ก็เพราะเขารู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังเปรียบเทียบเขากับเจ้าหมาเกเรตัวนั้นน่ะสิ...
“ฉันมานี่มีธุระ..” เมื่อไม่รู้จะพูดอย่างไรดีคิมหันต์จึงเปลี่ยนเรื่องพูดเสียเลยให้มันจบๆ ไป แต่อย่างไรเสียเขาจะต้องเคลียร์กับเจ้าหน้าขนที่ทำหน้าเหมือนล้อเลียนเยาะเย้ยเขาอยู่กับตักของเธอแน่นอน
“อุ้ย ขอโทษนะคะหนูดีลืมไปค่ะ คุณทานอาหารเช้าอะไรมารึยังคะ”
“ยัง และตอนนี้ก็หิวมากด้วย” คิมหันต์ตอบตามความจริง
“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะคะหนูดีจะไปทำอาหารเช้าให้ เอ่อ ว่าแต่หนูดีไม่ค่อยชอบกินเนื้อสัตว์ มีแต่ผักกับโปรตีนถั่วเหลืองคุณจะกินได้ไหมคะ” คนที่กำลังจะเดินเข้าครัวชะงักแล้วหันมาถามหน้ายุ่ง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาเพิ่งรู้ และแม้เขาไม่ชอบกินผักแต่คราวนี้ก็คงต้องชอบแล้วล่ะ คิมหันต์พยักหน้าให้ไปทั้งที่รู้สึกขมในคอเมื่อนึกถึงบรรดาผักทั้งหลายทั้งปวง
เจ้าแมมอสเดินตามหลังฤดีชลไปติดๆ แต่ไม่วายที่มันจะหันมาแยกเขี้ยวใส่เขาแล้วแกว่งหางพวงสวยของมันไปมาเหมือนการโบกมือเยาะเย้ยอย่างไรอย่างนั้น และเขาก็ไม่ได้คิดไปเองด้วยเจ้าแมมมอสมันเยาะเย้ยเขาจริงๆ คิมหันต์หงุดหงิดเป็นที่สุด
“ไอ้หมาขี้เหร่ ไอ้หมาจอมกวน จอมมารยาเอ๊ย คอยดูนะ แกกับฉันเราได้เห็นดีกันแน่..” ชายหนุ่มสบถในลำคอแล้วนั่งรออาหารเช้าอย่างใจจดจ่อ เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้รับประทานอาหารฝีมือของเธอและมันทำให้เขาต้องมานั่งครุ่นคิดว่าทำไมเธอจึงไม่กินเนื้อสัตว์ ใช่สินะเขาลืมไปได้อย่างไรกันเกี่ยวกับเรื่องที่เธอไม่ค่อยจะกินเนื้อสัตว์
