บทที่ 3 บทที่ 3.
ร่างบางเดินไปปิดหน้าต่าง ประตูบ้านหลังเล็กและตรวจดูความเรียบร้อยทุกอย่างแล้วก็เดินไปตามทางคอนกรีตกว้างขวางสะอาดตาสองข้างทางถนนที่ทอดยาวไปยังถนนสายหลักนั้นเรียงรายด้วยต้นไม้เขียวขจีให้ร่มเงากับผู้คนที่สัญจรไปมาทั้งคนที่มาออกกำลังกายทั้งเดิน วิ่งหรือปั่นจักรยานก็สามารถทำได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์เพราะถนนสำหรับรถยนต์วิ่งนั้นแยกจากทางเท้าด้วยต้นไม้และแนวรั้วต้นโมกข์สูงระดับเอวซึ่งออกดอกขาวสะพรั่งหอมรวยรินไปทั้งถนน ระหว่างทางเธอก็ยิ้มทักทายผู้คนที่ต่างก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีจนไปถึงวัด
ฤดีชลเดินเข้าไปในอาคารสำนักงานเช่นทุกวันและพนักงานทุกคนต่างก็ทำความเคารพเธอในฐานะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของ บริษัทคาร์เตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล... และในฐานะ ภรรยา ของ คิมหันต์ หิรัญวารินทร์ มาติเนซ คาร์เตอร์... บุตรชายคนกลางของ นิคลอส หิรัญวารินทร์ ผู้เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนใหญ่เจ้าของ คาร์เตอร์กรุ๊ป... ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างหิรัญวารินทร์กับนักลงทุนชาวต่างชาตินามว่า คีธ คาร์เตอร์
แม้ทุกคนจะรู้ว่าเธอแต่งงานแล้ว แต่ตลอดสี่ปีเต็มมานี้ไม่เคยมีใครเคยได้เห็นหน้าสามีของฤดีชลและไม่เคยมีใครพูดถึงสามีของเธอแม้กระทั่งฤดีชลเอง...
ฤดีชลทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดและควบคุมดูแลการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามของบริษัทได้อย่างไม่มีที่ติ แม้จะอายุยังน้อยนักเมื่อเทียบวัยวุฒิกับตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่เพราะเธอเรียนรู้งานในส่วนนี้มาตลอดสี่ปีในขณะที่เรียนไปด้วยนั้นทำให้ฤดีชลเป็นที่ยอมรับของพนักงานและ ท่านประธานคีธ ผู้อำนวยการใหญ่ซึ่งอยู่อีกฟากโลก แต่ฤดีชลเองก็ไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกับผู้อำนวยการใหญ่คนนี้เป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง เพราะทางบริษัทในเมืองไทยก็มีรองผู้อำนวยการรักษาการแทนมาเป็นเวลานานและก็เป็นผู้อาวุโสที่อยู่มาพร้อมๆ กับการก่อตั้งบริษัททั้งเป็นญาติสนิทของนายใหญ่นิคลอสนั่นก็คือ คุณภาสกร กับ กวินภพ ผู้เป็นบุตรชายของเขา ซึ่งคอยช่วยเหลือบริหารจัดการงานในตำแหน่งผู้ช่วยรองผู้อำนวยการของคาร์เตอร์กรุ๊ป ซึ่งการบริหารงานต่างๆ ก็ราบรื่นสร้างผลกำไรให้กับบริษัทมหาศาล
“โฮ่งๆๆ ...” เจ้าแมมมอสซึ่งตามฤดีชลไปทุกที่เห่าทักทายคนในสำนักงานอย่างรู้งานราวกับว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ทำให้ทุกคนยิ้มทักทายมันด้วยความเอ็นดู ซึ่งเจ้าแมมมอสนั้นเป็นขวัญใจของพนักงานสาวๆ เลยทีเดียว และภาพสาวสวยร่างบอบบางกับสุนัขตัวโตที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอนั้นก็เป็นภาพที่ชินตาของทุกๆ คนไปแล้ว
“วันนี้เดินมาทำงานอีกแล้วนะครับคุณหนูดี...” คุณภาสกรยิ้มทักทายหญิงสาวซึ่งตนก็รักเอ็นดูฤดีชลเสมือนลูกหลานคนหนึ่ง
“หนูดีชอบเดินมากว่าค่ะ จากบ้านมาที่ทำงานก็ไม่ไกลด้วย ถ้าขับรถมาก็ต้องไปกลับรถไกลเสียเวลาเปลืองน้ำมันค่ะ” เธอยิ้มยิ้มสดใสให้ผู้สูงวัย
“ช่วงบ่ายวันนี้มีสายจากท่านประธานใหญ่นะครับคุณหนู”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง งั้นหนูดีขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
“เชิญครับ ลุงว่าจะออกไปดูที่โรงงานหน่อย ถ้าตาภพมาแล้วให้ไปหาลุงที่โรงงานตอนบ่ายเลยนะครับ”
“ค่ะคุณลุง” ฤดีชลยิ้มรับคำก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานของตนไป
ในบ่ายวันนั้นเองฤดีชลก็ได้พูดคุยกับท่านประธานใหญ่ คีธ คาร์เตอร์ ผ่านทางอีเมลที่ใช้ติดต่องานกันประจำ ซึ่งในการพูดคุยครั้งนี้ทำให้ฤดีชลรู้สึกแปลกๆ ในใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วยิ่งท่านประธานคีธบอกเธอว่าจะเดินทางมาประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ก็ทำให้เธอรู้สึกหายใจติดขัดอย่างบอกไม่ถูก ฤดีชลไม่เคยพบท่านประธานคนนี้เลยสักครั้งแม้จะทำงานมากว่าสี่ปีแล้วก็ตาม ส่วนใหญ่จะติดต่องานผ่านทางอีเมลเท่านั้น แล้วถ้าท่านประธานใหญ่จะมาเธอจะต้องทำอย่างไรล่ะ หญิงสาวคิดอย่างกังวล
“พี่ภพ... ใช่แล้วพี่ภพกับคุณลุงต้องเคยเจอท่านประธาน เราต้องให้พี่ภพช่วยแล้วล่ะงานนี้...” ฤดีชลตาโตด้วยความตื่นเต้นเมื่อคิดว่าจะไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากใคร หากว่าเธอต้องต้อนรับท่านประธานจริงๆ ดังนั้นเธอจึงรีบโทรศัพท์หากวินภพชายหนุ่มที่เธอนับถือว่าเป็นเสมือนพี่ชายคนหนึ่งทันที...
ฤดีชลยิ้มกว้างเมื่อชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวขาวสะอาดหน้าตาหล่อเหลาคมคายมาปรากฏตรงหน้าเธอในตอนเที่ยงวันตามเวลานัดตรงเผงไม่ขาดไม่เกิน...
“เชิญนั่งก่อนค่ะพี่ภพ ทานอะไรกันก่อนนะคะ ตอนนี้หนูดีหิวมากจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วค่ะ” หญิงสาวยิ้มหวานให้ชายหนุ่มที่นั่งลงตรงข้ามกันอย่างประจบ
“ขนาดนั้นเชียวหรือครับหนูดี”
“ใช่ค่ะ อย่ามัวพูดมากเลยค่ะทานอาหารกันดีกว่า...” หญิงสาวตักกับข้าวใส่จานให้เขาอย่างเอาใจ
“ขอบคุณมากครับ แต่พี่ว่าพี่น่าจะเป็นคนบริการสาวสวยมากกว่านะครับเนี่ย...”
“ไม่เป็นไรค่ะ เพราะมื้อนี้หนูดีให้พี่ภพเป็นคนจ่าย ดังนั้นหนูดีจึงต้องเอาใจเจ้ามือเป็นธรรมดาค่ะ...”
“โธ่เอ๊ยนึกว่างานนี้จะได้กินฟรี ยัยเด็กเจ้าเล่ห์...” กวินภพเอื้อมมือมาขยี้เรือนผมสลวยอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้คนเจ้าเล่ห์ตาใสที่หัวเราะคิกคักชอบใจ หนุ่มสาวต่างรับประทานอาหารไปพลางคุยกันไปพลางอย่างเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความสนิทสนมโดยที่ฤดีชลไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าทุกอิริยาบถและการดำเนินชีวิตของเธอในแต่ละวันนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนตลอดเวลา... และตอนนี้ดวงตาสีน้ำเข้มคู่นั้นก็ขุ่นจัดด้วยโทสะที่พยายามระงับไว้สุดกำลังด้วยความหึงหวง
