บทที่ 7 บทที่ 7.

ฤดีชลยิ้มให้คุณภาสกรกับกวินภพและพนักงานทุกคนที่ต่างก็เตรียมตัวต้อนรับท่านประธานใหญ่ของวารินทร์กรุ๊ป ซึ่งไม่ค่อยมีใครมีโอกาสได้เห็นหน้าท่านประธานคนนี้นักรวมถึงตัวเธอด้วย

“ดูทุกคนตื่นเต้นกันจังเลยนะคะคุณลุง”

“ใช่ครับ ก็นานๆ ท่านจะมาที อีกอย่างได้ข่าวว่าท่านจะมาตั้งรกรากที่เมืองไทยด้วยนะครับ”

“จริงหรือคะ แบบนี้เราก็ได้เห็นท่านบ่อยๆ สิคะ” หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นที่เธอจะมีโอกาสได้เห็นท่านประธานคนเก่งที่ตนแอบชื่นชม ในความคิดของฤดีชลนั้นท่านประธานคีธคงจะเป็นหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบที่รูปร่างท้วมและจิตใจดีอารมณ์แจ่มใสและเขาก็ต้องมีครอบครัว มีลูกและภรรยาที่น่ารักอย่างแน่นอน

“นี่ก็เก้าโมงแล้วอีกประเดี๋ยวท่านก็จะมาถึงแล้ว หนูดีไปเตรียมเอกสารที่จะนำเข้าที่ประชุมก่อนนะคะ”

“ครับ ทางนี้พี่กับคุณพ่อจะจัดการเอง” กวินภพบอกด้วยรอยยิ้ม หญิงสาวพยักหน้าแล้วเดินไปทำหน้าที่ของตน กวินภพหันมาสบตากับบิดาอย่างรู้สึกหนักอึ้งในใจอยู่ไม่น้อย

“ผมว่าเราควรบอกนายหญิงนะครับคุณพ่อ”

“พ่อว่าเรื่องนี้ให้พวกเขาจัดการเองดีกว่า อีกอย่างการกลับมาคราวนี้ของเขาก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ คนที่เกาะพราวแสงจันทร์ก็คงจะรู้แล้วว่าเขาจะมา”

“แต่ผมก็รู้สึกไม่สบายใจเลย หากหนูดีเป็นอะไรไปล่ะครับ” คำพูดของลูกชายทำให้ผู้เป็นพ่อนิ่งไปเล็กน้อย

“พ่อเองก็หนักใจนะภพ เรื่องนี้จะว่าไปเราก็คนนอก แต่พ่อเชื่อว่าเขาจะไม่มีวันทำร้ายคนที่เขารักอย่างแน่นอน” ผู้เป็นพ่อมองหน้าลูกชายด้วยแววตาหนักแน่นมั่นคงซึ่งมันทำให้กวินภพถอนใจออกมาหนักๆ พรืดใหญ่

“ผมจะเชื่อพ่อก็แล้วกัน...” ผู้เป็นพ่อตบบ่าลูกชายเบาๆ ก่อนจะแยกย้ายกันเดินเข้าห้องทำงานเพื่อเตรียมตัวประชุมใหญ่ที่ใกล้จะเริ่มขึ้นเมื่อท่านประธานใหญ่มาถึง...

ในขณะเดียวกันที่เกาะพราวแสงจันทร์อันสวยงามและสงบสุขผู้เป็นนายใหญ่ของเกาะก็กำลังหน้าเครียดกับข่าวที่ได้รับรู้

“น้องว่าอย่างไรกับเรื่องนี้” นายใหญ่นิคลอสถามาภรรยาอย่างไม่รู้จะตัดสินใจทำอย่างไรเมื่อลูกชายตัวดีกลับมาที่ต่างก็รู้ดีว่าการกลับมาของคิมหันต์นั้นมีอะไรแอบแฝงไว้อย่างแน่นอน 

“ก็ปล่อยให้เขาทำในสิ่งที่ต้องการไปค่ะ เพราะตอนนี้น้ำกำลังเชี่ยว” นายหญิงวารินภรรยาคู่ชีวิตกล่าวเรียบๆ ใบหน้าสวยไม่สร่างแม้วัยล่วงเลยมากว่าหกสิบปีนั้นดูสงบนิ่งเยือกเย็น

“น้องไม่ห่วงหนูดีหรอกหรือ”

“มันถึงเวลาที่เราจะต้องเยียวยาพวกเขานะคะ อีกอย่างน้องเชื่อว่าการที่เขากลับมาคราวนี้ ก็เพื่อมาทวงของคืน น้องก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าตัวดีจะทำยังไง จะเปิดหัวใจของคนที่เขาทำร้ายไว้อย่างแสนสาหัสยังไง”

“เฮ้อออ พี่ล่ะห่วงหนูดี”

“น้องก็ห่วงค่ะ แต่เราต้องเข้าใจนะคะว่ามันถึงเวลาที่เราต้องปล่อยให้เรื่องนี้มันจบ... แต่น้องว่าคนที่น่าห่วงคือลูกชายคุณพี่มากว่า”

“พอเรื่องไม่ดีล่ะยกมาให้พี่ทันทีเลยนะครับที่รัก” แซงภรรยายิ้มๆ

“ก็มันจริงนี่คะ ลูกชายของน้องน่ะต้องน่ารักเป็นสุภาพบุรุษอย่างวัตสันค่ะ”

“ครับผมรับไอ้สองเสือนี่เป็นลูกก็ได้” คุณนิคลอสหัวเราะหึหึในลำคอจนได้ค้อนจากภรรยาไปหนึ่งที 

“แต่ไม่แน่นะคะ คนของเราอาจจะไม่ทำอะไรหนูดีไม่ได้ และคราวนี้อาจจะเป็นคราวของหนูดีบ้างก็ได้ที่จะเอาคืนคนที่ทำร้ายเธอ”

“คนอย่างหนูดีน่ะเหรอจะกล้าทำอะไรแบบนั้น มดยังไม่กล้าบี้ให้ตายคามือเลย” สามีทำหน้าอิหลักอิเหลื่อไม่อยากจะเชื่อนักว่าหญิงสาวที่บอบบางน่ารักอ่อนหวานอ่อนโยนอย่างฤดีชลจะเป็นดังเช่นภรรยาว่า

“ก็ไม่แน่นะคะ เวลาและบาดแผลจากความเจ็บปวดมันอาจจะทำให้คนคนหนึ่งแกร่งขึ้นมาได้ คอยดูสิคะ เจ้าตัวดีอาจจะเจอของแข็งก็คราวนี้ล่ะ ทำเขาไว้เยอะหากโดนเอาคืนมันก็น่าสนุกนะคะ แต่น้องเชื่อว่าคิมหันต์จะไม่มีวันทำร้ายหนูดีแน่นอน..” นายหญิงวารินบอกสามีด้วยรอยยิ้มแววตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหกสิบปีเต็มไปด้วยความมั่นใจ นายใหญ่นิคลอสโอบบ่าบอบบางของภรรยาคู่ชีวิตไว้อย่างแสนรัก ผู้สูงวัยทั้งสองก็ได้แต่หวังว่าบุตรชายของพวกนางทั้งสามคนจะได้พบกับความสุขในบั้นปลายชีวิตเช่นพวกตน ตอนนี้เหมันต์บุตรชายคนโตนั้นก็แต่งงานมีภรรยาและบุตรธิดาที่น่ารัก จะเหลือก็แต่คิมหันต์บุตรชายคนรองกับวสันต์บุตรชายคนเล็กเท่านั้นที่ยังไม่มีครอบครัว แม้ว้าคิมหันต์จะแต่งงานมีภรรยาแล้ว แต่ด้วยเหตุบางอย่างที่ทำให้การแต่งงานของคิมหันต์นั้นเหมือนเป็นการแต่งงานที่มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ระบุว่าเขามีภรรยาแล้ว แต่มันไม่ได้มีความหมายใดๆ เลย ซึ่งผู้เป็นพ่อแม่ก็ได้แต่หวังว่านับจากวันนี้คิมหันต์จะได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์และเต็มไปด้วยความสุขอย่างแท้จริงเช่นที่เหมันต์ลูกชายคนโตได้รับ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป