บทที่ 9 บทที่ 9.
คำพูดของผู้สูงวัยยิ่งทำให้ฤดีชลยิ่งคิดหนักแต่ก็รีบล้างหน้าแล้วทาแป้งฝุ่นบางๆ พอให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างก่อนจะลงไปที่ห้องนั่งเล่นพร้อมเจ้าแมมมอสที่เดินตามมาติดๆ ซึ่งเธอก็พบว่ามีบุคคลที่สามนั่งรออยู่ก่อนแล้ว และคนคนนั้นก็นั่งหันหลังให้เธอ ฤดีชลจึงเห็นเพียงศีรษะทุยสวยเรือนผมดกหนาสีน้ำตาลเข้มและบ่ากว้างที่พ้นพนักโซฟาหลายสิบเซนติเมตร เขาสูงมาก นั่นคือสิ่งที่ฤดีชลรับรู้ได้โดยอัตโนมัติ
“หนูดีมานั่งตรงนี้สิลูก” คุณภาสกรเรียกเบาๆ ฤดีชลกะพริบตาปริบๆ ตื่นจากภวังค์แล้วเดินไปนั่งข้างคุณภาสกร
“นี่คือท่านประธานคีธ คนที่หนูดีอยากจะพบไงล่ะ และเขาคือคนที่พาหนูดีมาส่งที่บ้าน”
“จริงเหรอคะคุณลุง..”
ฤดีชลตาโตแล้วหันมองคนที่นั่งอย่าตรงกันข้ามอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ท่านประธานคีธแตกต่างจากที่เคยคิดไว้อย่างสิ้นเชิง ตรงหน้าเธอคือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่มีหนวดเคราเต็มหน้าและสวมแว่นตากันแดดจึงทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาได้ว่าอายุของเขาประมาณสักเท่าใดแต่ดูท่าทางของเขาไม่ได้แก่อย่างที่เธอเคยนึกไว้ ฤดีชลรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจเต้นแรงที่ไม่ใช่หวั่นไหวหรือใจสั่นหวิวเช่นที่หญิงสาวพบชายหนุ่มถูกใจ แต่สั่นด้วยความกลัวอย่างไม่รู้สาเหตุทั้งที่เธอควรจะรู้สึกดีใจที่ได้เจอคนที่ตนแอบนับถืออยู่ในใจ
“สวัสดี หนูดี” เสียงค่อนข้างแหบเครือเอ่ยทักทายซึ่งฤดีชลก็ไหว้เขาอย่างอ่อนช้อยงดงามเป็นธรรมชาติ
“คะ สวัสดีค่ะท่าน หนูดีขอโทษด้วยนะคะที่เกิดไม่สบายขึ้นมาในวันสำคัญ”
“ไม่เป็นไร ว่าแต่ทำไมเกิดเป็นลมขึ้นมาล่ะ ไม่ได้ทานข้าวรึไง” ถามเสียงเรียบเหมือนตำหนิทำให้ฤดีชลก้มหน้าลงเล็กน้อยรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกพื้นบ้านเหมือนจะโคลงเคลงๆ หญิงสาวนิ่วหน้ารู้สึกหายใจไม่สะดวกใบหน้าซีดเซียวขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณหนูดีเป็นอะไรรึเปล่าครับ คุณหนู...” คุณภาสกรเข้ามาประคองร่างเล็กทีทำท่าจะล้มพับไปอีกรอบด้วยความห่วงใย ในขณะที่อีกคนนั้นแทบอยากจะเข้าไปกอดเธอไว้แต่ก็รู้ดีว่าทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะอะไร
“หนูดีรู้สึกหายใจไม่ออกค่ะคุณลุง”
โฮ่งๆ เจ้าแมมมมอสรีบวิ่งมาใกล้ๆ ทั้งวิ่งวนไปรอบๆ เจ้านายของตนด้วยความห่วงใยไม่แพ้กัน
“ผมว่าคุณพาเธอไปหาหมอดีกว่า อาการไม่ดีแบบนี้นิ่งนอนใจไม่ได้ เอาล่ะประคองเธอไปที่รถผมเลย ผมจะพาเธอไปเอง” ร่างสูงใหญ่เดินออกไปสตาร์ทรถรอคุณภาสกรจึงไม่มีทางเลี่ยง
“ไปหาหมอนะครับคุณหนู”
“แต่หนูดี...”
“ไปเถอะครับ ท่านประธานก็คงเป็นห่วงไม่หายถ้าคุณไม่ไปหาหมอ” หญิงสาวจำนนด้วยเหตุผลจึงค่อยๆ ลุกเดินไปขึ้นรถคันหรู แต่สารถีหน้านิ่งนั่งนิ่งราวหุ่นยนต์
รถยนต์คันงามวิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอจนมาถึงโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังที่ตระกูลหิรัญวารินทร์ถือหุ้นอยู่ครึ่งก็มีรถเข็นพร้อมด้วยบุรุษพยาบาลนางพยาบาลรอรับ ฤดีชลแทบไม่ต้องทำอะไรจนถึงมือหมออย่างรวดเร็วในขณะที่เจ้าแมมมอสรออยู่หน้าโรงพยาลกับคุณภาสกรเพราะทางโรงพยาบาลไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในโรงพยาลแม้ว่าฤดีชลจะเป็นเสมือนเจ้าของโรงพยาบาลคนหนึ่งแต่เธอก็ปฏิบัติตามกฎของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด
ฤดีชลหน้าซีดหนักเข้าไปอีกเมื่อต้องอยู่ลำพังในห้องกับท่านประธานคนเก่งของเธอในขณะที่รอ หมอเก่ง หรือ พลธวัช หมอประจำตัวของเธอเดินทางมาซึ่งอีกไม่กี่นาทีก็คงจะมาถึง หญิงสาวปรายตามองคนตัวโตที่นั่งไขว่ห้างรออยู่ที่โซฟารับรองของห้องพักฟื้นพิเศษ เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาจะต้องเข้ามารอด้วย และทำไมหมอไม่พอเธอไปที่ห้องฉุกเฉิน แต่จะว่าไปห้องนี้มีเครื่องมือทางการแพทย์ครบครันและพร้อมสำหรับการรักษาอย่างเร่งด่วนพอๆ กับห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพราะมันเป็นห้องพิเศษสำหรับครอบครัวหิรัญวารินทร์...
“ป่วยเป็นโรคอะไร ป่วยมานานรึยัง” เสียงห้าวดังขึ้นลอยๆ ทำให้ฤดีชลที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สะดุ้งสุดตัวมองเขาหน้าตื่นๆ
“คะ คือ หนูดีไม่เคยเป็นแบบนี้หรอกค่ะนี่เป็นครั้งแรก...” ตอบเสียงแผ่วพลางแววตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นสีดำสนิท คนบ้าอะไรใส่แว่นดำอยู่ได้ตลอดเวลา ฤดีชลแอบค่อนขอดเขาอย่างอดไม่ได้ ความหมั่นไส้บังเกิดขึ้นมาทันทีทั้งที่ก่อนเจอตัวท่านประธานที่เธอชื่นชมนักหนาเธอไม่ได้รู้สึกเช่นนี้เลย ไม่ทันที่ฤดีชลจะได้พูดอะไรต่อหมอเก่งก็เปิดประตูเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีครับหนูดี เป็นไงล่ะเนี่ยถึงได้หามกันมาโรงพยาบาล”
“พี่หมอเก่ง ดีใจที่สุดเลยที่ได้เห็นหน้าพี่” ฤดีชลดีใจมากที่สุดที่ได้เจอหมอหน้าโหดคนนี้ อย่างน้อยๆ หมอเก่งก็เสมือนคนในครอบครัวและเธอก็รักเขาเช่นพี่ชายคนหนึ่ง เธอรีบคว้ามือหนาของเขามากุมไว้แน่นเหมือนเด็กๆ ได้เจอพี่ชายหรือใครสักคนที่พอจะเป็นที่พึ่งพิงได้
“จะอ้อนเอาอะไรล่ะฮึ เราน่ะ ไหนมาตรวจดูสิว่าเป็นอะไร แล้วนี่เอ่อ... อ้อ... สวัสดีครับมิสเตอร์คาร์เตอร์” หมอเก่งหันไปเจอคนตัวโตที่ยืนนิ่งอยู่ก็เลยเอ่ยทักแบบประดักประเดิดฤดีชลขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“จะตรวจหรือรักษาอะไรก็รีบๆ ทำเถอะ อย่ามัวเสียเวลาพลอดรักกันเลย” ว่าแล้วร่างสูงใหญ่ของคีธก็เดินออกไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด หมอเก่งแอบเป่าปากเบาๆ เหมือนเกร็งกับอะไรสักอย่างจนฤดีชลอดที่จะถามไม่ได้
“พี่เก่งรู้จักท่านประธานคีธ คาร์เตอร์มาก่อนเหรอคะ”
“ไม่นี่ ทำไมหนูดีคิดว่าพี่รู้จักเขาล่ะ”
“ก็เห็น...”
