บทที่ 10 บทที่ 10
“เขาไม่รับ ติดฝากข้อความ”
“ลองโทรไปอีกทีสิคะ ถ้าเขายังไม่รับพี่มัทก็ฝากข้อความไว้ ลียาว่าเขาต้องเปิดฟัง”
“จะดีเหรอลียา”
“ไหน ๆ ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องลงมือทำให้ถึงที่สุดสิคะ โทรเลยค่ะ”
หญิงสาวยอมทำตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้อง ผลก็ออกมาเหมือนเดิมคือติดฝากข้อความ ครั้งนี้มัฑณาวีตัดสินใจฝากข้อความเสียงไว้
“สวัสดีค่ะคุณติณณภพ ดิฉันมัฑณาวี ผู้หญิงที่คนของคุณเกือบจะขับรถชนในวันนี้ ฉันอยากจะพบคุณ ไม่ทราบว่าคุณพอจะสละเวลามาพบฉันได้ไหมคะ แล้วฉันจะติดต่อกลับไปอีกครั้งค่ะ” จากนั้นก็วางสายก่อนจะเหลือบสายตาไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่ที่ผนัง
“สี่ทุ่มกว่าแล้วเหรอ มิน่าล่ะเขาถึงไม่รับสาย คงเพราะดึกไป พรุ่งนี้พี่ตั้งใจว่าจะลองโทรหาเขาใหม่อีกครั้ง ถ้ายังไม่ได้ผลก็ว่าจะลองบุกไปหาเขาถึงที่”
“จะบุกไปคนเดียว!”
“ใช่ ที่จริงพี่ก็ไม่อยากไปคนเดียวหรอกแต่ลียาต้องทำงาน”
“ชวนพี่พิซซี่ไปด้วยสิคะ”
มัฑณาวีรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “พูดอย่างกับลียาไม่รู้จักนิสัยของพิซซี่ นอกจากนางไม่ไปแล้วยังจะด่าพี่อีกน่ะสิไม่ว่า”
ใบหน้าของฬียากรปรากฏรอยยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจนต้องย้อนถาม
“พี่มัทกลัวพี่พิซซี่เหรอคะ”
“กลัวปากนาง ด่าทีสะเทือนถึงไส้ถึงพุง”
“แต่พี่พิซซี่รักพี่มัทมากนะคะ แม้จะปากร้ายอยู่บ้าง แต่ที่พูดไปก็เพราะรักและหวังดีกับพี่มัท”
“พี่รู้จ้ะ แต่ก็ยังกลัวปากนางอยู่ดี”
“แล้วจะไปคนเดียวจริง ๆ เหรอคะ ให้ลียาลางานไปเป็นเพื่อนพี่มัทดีไหมคะ” อีกฝ่ายเสนอแนะด้วยความเต็มใจ
“อย่าเลย วันนี้ก็โดดงานเพราะพี่มาทีหนึ่งแล้ว ไม่ต้องห่วงนะพี่ไปเองได้ ถ้ามีความคืบหน้ายังไงจะกลับมาเล่าให้ฟัง”
“พี่มัทจะเสียใจไหมถ้าเกิดเขาไม่ให้พี่มัทเข้าพบ หรือพบแล้วเขาปฏิเสธที่จะช่วย เพราะมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขา แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพี่”
“ไม่หรอกลียา เขามีสิทธิที่จะปฏิเสธ แต่พี่ก็อยากลอง อย่างน้อยก็จะได้รู้คำตอบว่าหมดหวัง เราจะได้มองหาวิธีอื่น”
“สู้ ๆ ค่ะ ลียาเป็นกำลังใจให้”
“ขอบใจนะน้องรักที่อยู่เคียงข้างพี่เสมอ”
ทั้งคู่ยิ้มให้กันและกันอย่างอบอุ่นก่อนที่ฬียากรจะเปลี่ยนเรื่อง
“พี่มัทจะบอกคุณยายเรื่องที่ต้องออกจากงานหรือเปล่าคะ”
“ไม่ดีกว่า บอกไปคุณยายก็จะเป็นห่วงเปล่า ๆ ไว้บอกตอนได้งานใหม่ทีเดียวเลยแล้วกัน”
“คิดถึงคุณยายเหมือนกันนะคะพี่มัท ไว้เราหาเวลากลับไปเยี่ยมคุณยายที่ไร่กันดีไหมคะ”
“ดี พี่ก็คิดถึงคุณยายเหมือนกัน กลับไปคราวนี้จะอ้อนให้คุณยายทำอาหารและขนมอร่อย ๆ ให้เราสองคนกินให้พุงกางไปเลย ว่าแต่เราจะกลับไปที่ไร่เมื่อไรดี”
“สัปดาห์หน้าเป็นไงคะ มีวันหยุดยาวติดกันสี่วัน เราจะได้มีเวลาอยู่กับคุณยายนาน ๆ”
“ก็ดีเหมือนกัน ว่าจะชวนพิซซี่ไปด้วย ไม่รู้จะว่างไปกับเราหรือเปล่า”
“พี่พิซซี่ต้องไม่ปฏิเสธแน่ เพราะติดใจรสชาติอาหารและขนมที่คุณยายทำ”
“แต่คงต้องกำชับพิซซี่ไม่ให้ปากสว่างพูดเรื่องพี่ถูกให้ออกจากงาน และก็เรื่องแต่งงานนั่นอีก พูดไม่ได้เด็ดขาด ห้ามหลุดแม้แต่คำเดียว ไม่งั้นล่ะเป็นเรื่อง”
“ห้ามปากพี่พิซซี่ได้ง่าย ๆ แบบนั้นได้ก็ดีสิคะพี่มัท”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงก็ห้ามหลุดปากพูดเรื่องเหล่านี้ให้คุณยายรู้เด็ดขาด ขืนคุณยายรู้ล่ะก็พี่ชะตาขาดแน่”
สองสาวต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
“พรุ่งนี้พี่มัทจะไปพบคุณติณณภพยังไงคะ ลียาขับรถไปส่งให้เอาไหม” ที่เอ่ยถามเช่นนี้เพราะรู้นิสัยของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีว่า อะไรก็ตามที่ได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำก็คือจะลงมือทำตามที่คิดไว้ทุกครั้ง เรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้ปากบอกว่าจะโทรศัพท์ติดต่อเขาก่อน แต่ฬียากรก็รู้ดีว่าพรุ่งนี้มัฑณาวีจะต้องบุกไปขอพบติณณภพตามที่ได้ตั้งใจไว้แน่นอน
“ไม่ต้องหรอกลียา รถพี่ซ่อมเสร็จแล้วพรุ่งนี้พี่จะเข้าไปรับก่อนจะแวะไปหาเขา”
ฬียากรเผลอยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบนั้น เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
“นี่ก็ดึกแล้วเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนดีกว่านะคะ”
“ไปสิ พี่ก็เริ่มง่วงเหมือนกัน”
สายวันต่อมามัฑณาวีตัดสินใจโทรศัพท์เข้ามือถือของติณณภพอยู่หลายครั้ง แต่ผลที่ออกมาก็ยังคงเหมือนเดิมคือเขาไม่รับสาย เธอจึงตัดสินใจที่จะขับรถไปพบติณณภพตามที่ได้ตั้งใจไว้
ระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นลิฟต์ก็ได้พบกับลุงคนที่เกือบจะขับรถชนเธอเมื่อวานนี้ มัฑณาวีดีใจที่ได้พบลุงคนนั้นอีกครั้ง หรือสวรรค์จะเป็นใจเปิดทางให้เธอได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ หญิงสาวรีบเดินตรงไปทักทายชายคนดังกล่าว
“สวัสดีค่ะลุง จำมัทได้ไหมคะ”
ทิมหันกลับไปมองตามเสียงเรียก เขายิ้มให้เธอก่อนที่จะตอบ
“จำได้ครับ”
“ดีใจจังที่ได้พบลุงอีกครั้ง” มัฑณาวีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่สดใส
“เมื่อวานมัทมัวแต่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เลยลืมแนะนำตัวเอง มัฑณาวีค่ะเรียกมัทก็ได้นะคะง่ายดี”
“ผมชื่อทิมครับ ยินดีที่ได้รู้จัก ว่าแต่มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
