บทที่ 11 บทที่ 11

“มัทอยากพบคุณติณณภพเจ้านายของลุง ช่วยพามัทไปพบเขาได้ไหมคะ”

“คุณอยากพบคุณติณณ์เพราะเรื่องอุบัติเหตุเมื่อวานนี้ใช่ไหมครับ”

“ก็ไม่เชิงค่ะ ที่จริงมัทเคยโทรหาคุณติณณภพตามนามบัตรที่ลุงให้ไว้ก่อนหน้านี้ แต่เขาไม่รับสาย มัทก็เลยมาที่นี่เพื่อมาขอพบเขา ลุงทิมช่วยมัทหน่อยนะคะ แค่บอกก็ได้ค่ะว่ามัทจะไปพบเขาได้ที่ไหน”

“คุณมัทต้องขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นสาม แล้วก็ไปต่อลิฟต์ในส่วนของสำนักงานกดขึ้นไปชั้นบนสุด จะเป็นชั้นของผู้บริหาร คุณติณณ์ทำงานอยู่ที่ชั้นนั้นครับ พอดีผมต้องขับรถไปรับคุณไตรภพก็เลยพาคุณขึ้นไปที่นั่นไม่ได้”

“ไม่เป็นไรค่ะ มัทไปเองได้ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ มัทไม่รบกวนเวลางานของลุงแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”

“เชิญครับ”

ทิมมองตามเธอไปจนลับตา เท่าที่ดูร่างกายของเธอก็ปกติดี ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากมายจากเหตุการณ์เมื่อวาน แล้วทำไมถึงได้อยากพบคุณติณณภพ หรือว่าจะมาเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ดูจากท่าทางแล้วก็ไม่เหมือนพวกสิบแปดมงกุฎ แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่มีเวลามาคิดหาคำตอบ เพราะต้องรีบขับรถไปรับเจ้านายที่บ้าน

ในเวลาเดียวกันนั้นเองติณณภพกำลังนั่งอ่านแฟ้มรายงานเกี่ยวกับยอดขายประจำเดือนที่ผ่านมา จากรายงานระบุว่ายอดขายสูงขึ้นกว่าเดือนก่อน ๆ และสามารถทำกำไรให้บริษัทเพิ่มมากขึ้นถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ นับเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ แต่กว่าจะเห็นผลแบบนี้ได้เขาและทีมงาน ต้องเข้ามาวางโครงสร้างและจัดระบบการทำงานใหม่หมด โดยจัดการงานในส่วนที่ซ้ำซ้อนออกไป

ช่วงแรก ๆ ก็ได้รับเสียงบ่นจากพนักงานดังมาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายพวกเขาเหล่านั้นก็ได้รับรู้ด้วยตัวเองว่าระบบใหม่ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปนั้น มันทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม แถมยังขจัดขั้นตอนในส่วนงานที่ซ้ำซ้อนออกไป จากเสียงบ่นจึงกลายเป็นเสียงชื่นชมในตัวซีอีโอคนใหม่ และให้การยอมรับในความสามารถของเขา

เมื่ออ่านรายงานจบติณณภพเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งคร่ำเคร่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ ด้วยการเดินไปยืนมองวิวทิวทัศน์ด้านนอก ผ่านกระจกใสในห้องทำงานของตนเอง สองมือล้วงกระเป๋า สายตาก็จับจ้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ใจกลับย้อนคิดถึงเรื่องราวก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามายืนอยู่ในจุดนี้

ถ้าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้นเขาก็คงไม่ได้มายืนอยู่ที่นี่ เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกกรอกลับอย่างรวดเร็ว

จำได้ว่าในวันนั้นเป็นวันหยุด ขณะที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านก็มีเสียงกริ่งที่หน้าประตูห้องพักดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คิ้วเข้มของเขาขมวดมุ่นก่อนจะเดินไปเปิดประตู

“ใครกันที่มารบกวนเวลาแต่เช้าแบบนี้”

ฉับพลับใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เย็นชา ไร้ความรู้สึก เมื่อเปิดประตูออกไปพบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ บุรุษที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าเป็นชายแต่งตัวภูมิฐาน สมกับฐานะมหาเศรษฐีชื่อดังติดอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย

ซึ่งอยู่ในวัยหกสิบห้าปีและไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบิดาของเขาเอง บิดาที่ไม่เคยสนใจในตัวเขาซึ่งเป็นลูก และตัดขาดการติดต่อกับเขานับตั้งแต่พ่อกับแม่แยกทางกัน ชายคนนั้นและเขาหน้าเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว ไม่ว่าจะเป็นดวงตาลึกลับน่าค้นหา คิ้วเข้ม หรือแม้แต่จมูกโด่งเป็นสันได้รูปก็เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน มีเพียงวัยเท่านั้นที่ต่างกัน มองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งคู่ต้องเป็นพ่อลูกกันไม่ผิดแน่

เรื่องราวความเจ็บปวดในอดีต รวมถึงปมในใจที่ชายหนุ่มเคยได้รับจากผู้ชายคนนี้ยังคงฝังจำ ทำให้เขาไม่อยากที่จะต้อนรับไตรภพผู้เป็นบิดา ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ต่างอะไรกับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง

“มาทำไม ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับคุณ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น

“ทำไมคุณติณณ์ถึงพูดกับคุณไตรแบบนี้ล่ะครับ”

ไตรภพยกมือเป็นเชิงห้ามไม่ให้ผู้ช่วยคนสนิทที่รั้งตำแหน่งทนายความประจำตัวพูดอะไร 

“ไม่เป็นไรอาทร ฉันจะคุยกับเขาเอง” จากนั้นก็หันไปเผชิญหน้ากับชายที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

“พ่อมีเรื่องจะพูดกับติณณ์”

ติณณภพยิ้มเยาะที่มุมปาก สีหน้าแสดงถึงความเย็นชา

“ยังจำได้อีกเหรอว่าผมเป็นลูก แต่ผมกลับไม่อยากจดจำว่าเคยมีพ่ออย่างคุณ” ความเจ็บปวดที่ฝังลึกในจิตใจผลักดันให้เขาพูดออกไปเช่นนั้น

“ติณณ์จะโกรธพ่อก็ไม่เป็นไร แต่ขอโอกาสให้พ่อได้คุยอะไรบางอย่างกับลูกสักครั้ง”

“ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องพูดคุยกัน”

“แต่พ่อมี”

ติณณภพไม่ได้ใส่ใจคำพูดนั้น และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงดื้อดึงปักหลักยืนอยู่หน้าประตูห้องพัก เขาจึงหันไปพูดกับผู้ติดตามที่มากับแขกไม่ได้รับเชิญ

“รีบพาเจ้านายของคุณกลับไปก่อนที่ผมจะหมดความอดทนทำอะไรลงไปโดยไม่ยั้งคิด”

“พ่อไปแน่แต่ขอให้พ่อได้คุยธุระกับติณณ์ก่อน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป